รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor ปิกอัพสายพันธ์ุแกร่ง

Written by Torque Thailand

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor ปิกอัพสายพันธ์ุแกร่งจากแผนก Ford Performance เป็นผู้รับผิดชอบพัฒนา และสร้างสรรค์ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก Ford F-150 Raptor

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-2.jpg

Ford Ranger Raptor

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor

“ถ้าไม่นับปัจจัยอื่น ๆ … ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Ford Ranger Raptor คือ รถปิกอัพที่ยืนอยู่ในตำแหน่งสูงสุดของตลาดเมืองไทย และเป็นปิกอัพที่ชาวไทยหลายคน “อยากขับ” มากที่สุด แน่นอนว่า “เราเอง” ก็เช่นกัน”

ในวันเปิดตัว Ford Ranger Raptor อย่างเป็นทางการ ที่ได้เห็นลีลาการแสดง และข้อมูลที่เผยออกมา เราก็บอกตัวเองทันทีว่า “เจ้านี่เป็นปิกอัพที่เราอยากขับมากที่สุด” เพราะนอกจากรูปร่าง หน้าตา ที่ใกล้เคียง Ford ตระกูล F-Series ปิกอัพในฝันของแล้ว ตัวเลข 213 แรงม้า และแรงบิด 500 นิวตันเมตร พร้อมรายละเอียดในการอัพเกรด “สมรรถนะ” คือ สิ่งที่ยั่วผู้หลงใหล “ความแรง” ได้เป็นอย่างดี

Ford Ranger Raptor

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-3.jpg

Ford Ranger Raptor

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-4.jpg

Ford Ranger Raptor

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-5.jpg

ดีไซน์ภายนอก

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-6.jpg

ดีไซน์ภายนอก

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-7.jpg

ดีไซน์ภายนอก

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-8.jpg

ดีไซน์ภายนอก

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-9.jpg

ดีไซน์ภายนอก

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-10.jpg

ดีไซน์ภายนอก

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-11.jpg

ดีไซน์ภายนอก

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-12.jpg

ดีไซน์ภายนอก

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-13.jpg

ดีไซน์ภายนอก

คือ ปิกอัพสายพันธ์ุแกร่งจากแผนก Ford Performance เป็นผู้รับผิดชอบพัฒนา และสร้างสรรค์ โดยใส่ความดุดันเพิ่มเติมลงไป ตั้งแต่การปรับขนาดตัวถังใหม่ ประกอบด้วยความยาว 5,398 มม., ความกว้าง 2,180 มม., ความสูง 1,873 มม. พร้อมกับกำหนดความกว้างฐานล้อคู่หน้า และคู่หลังไว้ที่ 1,710 มม. ยกความสูงใต้ท้องรถขึ้นเป็น 283 มม. พร้อมด้วยการสร้างมุมไต่ที่ 32.5 องศา ตามด้วยมุมคร่อม และมุมจากที่ 24 องศา เพราะฉะนั้นสายลุยบอกได้เลยว่า “เอาอยู่”

นอกจากขนาดที่ใหญ่โตแล้ว งานดีไซน์ยังคงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ผู้คนบนท้องถนนจับจ้องมองมาที่เราอย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะมุมมอง “โหด” จากด้านหน้า ที่เปลี่ยนกระจังหน้าใหม่ สร้างจุดเด่นด้วยตัวอักษร FORD ตัวพิมพ์ใหญ่ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก Ford F-150 Raptor ช่วยเพิ่มความดุให้กับชุดกันชนหน้าที่มาพร้อมไฟตัดหมอกแบบ LED และช่องรีดอากาศ ได้เป็นอย่างดี

มุมมองด้านข้างก็ยังรักษาคอนเซ็ปต์ “โหดดุ” ด้วยแก้มข้างขนาดใหญ่ เสริมด้วยขอบโป่งล้อสีดำ ทำจากวัสดุคอมโพสิตที่ทนทานต่อการบุบ และรอยขีดข่วน พร้อมยังรองรับการยุบตัวของโช๊คอัพ และการติดตั้งยางออฟโรดขนาดใหญ่มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ปิดท้ายด้วยบันไดข้างที่ออกแบบใหม่ และผลิตขึ้นจากวัสดุอัลลอยที่แข็งแกร่ง ส่วนด้านหลังแอบ “ขัดใจ” เบา ๆ เพราะมันดู “ธรรมดา” ไปนิด ยกเว้นในส่วนของบริเวณกันชนท้ายดีไซน์ใหม่ ที่เสริมชุดตะขอเกี่ยวมาให้ 2 ชุด สำหรับการลากจูง

เราเอาตัวเองเข้ามาประจำการในห้องโดยสาร ซึ่งหลักยังเป็นอารมณ์ที่ “คุ้นเคย” กันดี โดยมีเพิ่มเติมในส่วนของรายละเอียด เช่น โทนสี และวัสดุที่ใช้ ซึ่งผ่านการคำนวณให้เหมาะสมกับการใช้งานได้ทั้งแบบ On Road และ Off Road เช่น เบาะนั่งออกแบบพิเศษให้มีความกระชับรับกับสรีระ หุ้มด้วยวัสดุหนังกลับเพื่อสร้างการยึดเกาะ และบ่งบอกสายพันธ์ุด้วยการปักตัวหนังสือ Raptor ที่พนักพิง, พวงมาลัยที่ติดตั้งแถบสีแดงบอกตำแหน่งองศาพวงมาลัย On-Centre Marker ในตำแหน่ง 12 นาฬิกา และมาพร้อมกับแป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift ขนาดใหญ่ผลิตจากแมกนีเซียมน้ำหนักเบา

แต่ทั้งหมดข้างต้นนั้นไม่ใช่สิ่งที่ทั้งผม และอีกหลายคนให้ความสนใจ มากเท่ากับสิ่งที่อยู่ใต้ฝากระโปรงหน้า และนั่นคือ เครื่องยนต์ดีเซลใหม่พิกัด 2.0 ลิตร Bi-Turbo ซึ่งได้ใช้ระบบอัดอากาศประสิทธิภาพสูง ทั้งเทอร์โบแรงดันสูง (HP) และเทอร์โบแรงดันต่ำ (LP) เพื่อสร้างพละกำลังสูงสุดมาให้ใช้ที่ 213 แรงม้า และมาพร้อมกับแรงบิดที่สูงถึง 500 นิวตันเมตร โดยมีระบบส่งกำลังที่ยกมาจาก Ford Raptor F-150 เป็นเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ และเพิ่มคุณสมบัติพิเศษที่เรียกว่า ‘Live in Drive’ ซึ่งสามารถใช้แป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift ปรับเปลี่ยนเกียร์ได้แม้อยู่ในตำแหน่งเกียร์ D

ระบบช่วงล่างของ Raptor ถือเป็นอีกหนึ่ง “ทีเด็ด” เพราะ “เล่นใหญ่” ด้วยโช๊คอัพแบบ Position Sensitive Damping (PSD) จากแบรนด์ Fox Racing Shox ที่ผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษ สำหรับระยะการให้ตัวสูง เพื่อดูดซับแรงกระแทก และช่วยให้การขับขี่บนถนนทางเรียบทำได้อย่างนุ่มนวล พร้อมการติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว พร้อมยาง All-Terrain BF Goodrich ขนาด 285/70 R17 เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ส่วนระบบขับเคลื่อนนั้นเป็นแบบ Part Time 4WD ที่เลือกได้ทั้งแบบ 2 ล้อ (2H), 4 ล้อความเร็วสูง (4H) และ 4 ล้อความเร็วต่ำ (4L) พร้อมด้วยการติดตั้งระบบ Terrain Management System (TMS) มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยจะมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 6 รูปแบบ คือ โหมดปกติ (Normal) และโหมดสปอร์ต (Sport) สำหรับขับขี่บน On Road และอีก 4 โหมด คือ โหมดหญ้า/กรวดหิน/หิมะ (Grass/Gravel/Snow), โหมดโคลน/ทราย (Mud/Sand), โหมดหิน (Rock) และสุดท้ายโหมดบาฮา (Baja) สำหรับลุยบนความเร็วสูง

และน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่เรามีโอกาสน้อยมากที่จะ “ลองของ” หนัก ๆ ให้สมฐานะปิกอัพสายลุยพันธ์ุแกร่ง และเราก็เชื่อว่าหลายคนคงคิดเหมือนเราที่ไม่ค่อยกล้า เอาปิกอัพค่าตัวเกือบ ๆ 1.7 ล้าน ไปทำทารุณกรรม ฉะนั้นเราก็เลยทำได้แค่ “โชว์ความหล่อ” ใน “ป่าคอนกรีต” เป็นส่วนใหญ่ พร้อมกับยอมรับว่า “แอบเกร็ง” เบา ๆ เพราะด้วยความไม่คุ้นชินกับขนาด

โดยเฉพาะเมื่ออยู่ท่ามกลางการจราจรที่หนาแน่น การโยกซ้าย ป่ายขวา เปลี่ยนเลน จึงดู “กล้า ๆ กลัว ๆ” ไม่น้อย รวมไปถึงการเข้าห้างสรรพสินค้า และทางแคบของช่องจอดรถ ที่ดูจะเป็นเรื่องใหญ่โตเลยทีเดียว และคงจะใหญ่มากสำหรับมือใหม่ที่มาจับ Ranger Raptor เป็นครั้งแรก ต่อให้มีกล้องมองหลังที่แสดงภาพบนหน้าจอ LCD ขนาด 8 นิ้ว ทำงานร่วมกับสัญญาณเตือนกะระยะจอดด้านหลัง ก็ตาม

แต่ถ้าชีวิตคุณส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในเมือง หรือ ต้องพบเจอกับทางแคบ ๆ ไม่เว้นแต่ละวัน รวมถึงมีกำลังทรัพย์เหลือ ๆ ที่จะซื้อรถปิคอัพโคตรเท่ห์ไว้ครอบครองสักคัน ผมว่า Ranger Raptor ก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะการใช้งานบนไฮเวย์ที่รถราโล่ง ๆ เค้าให้ความมั่นใจได้ดี ทรงในเรื่องของการทรงตัว และการยึดเกาะถนน แถมด้วยความนุ่มนวลแบบสัมผัสได้ แต่ก็ไม่เชิงนุ่มจนยวบยาบ แต่มาในสไตล์ของรถยุโรปที่ออกจะแน่น ๆ

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-14.jpg

ดีไซน์ภายใน

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-15.jpg

ดีไซน์ภายใน

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-16.jpg

ดีไซน์ภายใน

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-17.jpg

ดีไซน์ภายใน

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-18.jpg

ดีไซน์ภายใน

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-19.jpg

ดีไซน์ภายใน

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-20.jpg

ดีไซน์ภายใน

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-21.jpg

ดีไซน์ภายใน

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-22.jpg

ดีไซน์ภายใน

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-23.jpg

ดีไซน์ภายใน

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-24.jpg

ดีไซน์ภายใน

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-25.jpg

ดีไซน์ภายใน

ตามด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย ทัศนวิสัยยอดเยี่ยมด้วยความสูงของตัวรถ และเหนืออื่นใดก็คือ พละกำลังที่ตอบสนองได้อย่างสะใจ สไตล์เครื่องยนต์ดีเซลแรงบิดสูง แต่ก็เป็นพละกำลังในแบบผู้ดี ๆ ที่ไม่ได้กระชากจนหลังจมเบาะ เนื่องจากขนาดที่ดูแล้วน้ำหนักตัวถังน่าจะเอาเรื่องอยู่ไม่น้อย รวมไปถึงยางหน้ากว้าง สำหรับสร้างแรงยึดเกาะด้วยเช่นกัน

สำหรับขุมพลังบอกได้เลยว่า “หายห่วง” เพราะเค้าตอบสนองได้ตามน้ำหนักเท้าที่กดลงไปบนคันเร่ง โดยเฉพาะในโหมด Sport แต่ถ้ายังรู้สึกว่าไม่ตอบสนองมากพอก็หันไปลองเล่นกับระบบ Paddle Shift ดูเพื่อให้รู้สึกเร้าใจขึ้น แต่สำหรับผมบอกเลยว่าแค่ตำแหน่ง D และโหมด Sport ก็มอบความตื่นเต้นในจังหวะกดคันเร่งได้มากเกินพอ ทั้งในจังหวะออกตัว หรือเร่งแซง และก็อย่างที่บอกล่ะครับว่าเสียดายมาก ๆ ที่ไร้โอกาส และพื้นที่ให้ลองความสามารถบนทางฝุ่น แม้จะพยายามสรรหาพื้นที่แล้วก็ตาม แต่ดูมันมันก็ไม่เพียงพอต่อการ “ซัด” ด้วยโหมดบาฮา (Baja) ที่เค้าร่ำลือกันนักหนาว่าโคตรมันส์

แต่ถึงยังไงก็แล้วแต่ ได้แค่นี้ก็ถือว่า “คุ้มค่า” แล้วที่จะได้ลองขับปิกอัพสมรรถนะสูงเบอร์หนึ่งของตลาดเมืองไทย ซึ่งถ้ามีโอกาสอีกครั้ง เราคงไม่พลาดที่จะทำการหาสถานที่ “แจ๋ว” ในเมืองไทย เพื่อลองสมรรถนะบนทางฝุ่นให้สมใจอยากสักที

รีวิวทดสอบรถ Ford Ranger Raptor-26.jpg

Ford Ranger Raptor

Specification : Ford Ranger Raptor

  • Price    :   1,699,000 BHT
  • Engine :   Diesel 2,000 CC / Bi-Turbo Intercooler / 4 Cylinder 16 Valve 213 hp @ 3,750 rpm / 500 Nm @ 1,750 – 2,000 rpm
  • Transmission :   10A/T / Part Time Four  Wheel Drive
  • Performance   :   0 – 100 Km/h @ N/A, Top Speed @ N/A
  • Weight                :   N/A Kg.

About the author

Torque Thailand