รีวิว MG S5 EV PLUS (2025) : จอใหญ่ขึ้น – ปุ่มหายไป – แบตฯ เล็กลง!

ข้อดีข้อเสีย และผลทดสอบสมรรถนะของ MG S5 EV (2025) หลังจากเรานำมาทดลองขับใช้งานจริง ไปดูกันว่ารถคันนี้คุ้มมั้ย, มีจุดเด่นตรงไหน และมีจุดด้อยอะไรบ้าง รีวิวนี้มีรายละเอียดให้คุณครบถ้วนแน่นอน!
Over View
หลังจาก MG S5 EV เปิดตัวไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ล่าสุด MG ประเทศไทยเผยโฉมเวอร์ชั่นอัพเดทล่าสุด ด้วยการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่จากชนิด NMC เป็น LFP ในเกรดสูงสุด “V+” และใช้คันเกียร์บนคอพวงมาลัยแทนปุ่มหมุนของเดิมที่ติดตั้งบนฟลอร์คอนโซล
ร่วมด้วยการเปลี่ยนจอแสดงผลส่วนกลางใหญ่ขึ้นเป็น 15.6 นิ้ว และเพิ่มระบบเป่าลมเย็นให้เบาะคู่หน้า S5 มีราคามาตรฐานเริ่มต้น 7.5 แสนบาท และสูงสุดที่ 9.6 แสนบาท ในเกรดสูงสุด
เหมือนคันที่เรานำมาทดสอบครั้งนี้ คุณสามารถตรวจสอบราคาอัพเดทและโปรโมชั่นส่วนลดล่าสุดของ MG S5 EV ได้จากเวบไซต์อย่างเป็นทางการของ MG ประเทศไทย (Link ด้านล่าง)
Exterior
MG S5 EV ใช้แพลตฟอร์ม ‘Modular Scalable’ ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกใน MG 4 นั่นหมายถึง รถคันนี้ออกแบบมาสำหรับระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าโดยเฉพาะ ต่างจาก MG ZS รถที่ S5 มาแทนที่
ซึ่งใช้แพลตฟอร์มร่วมกับรุ่นเครื่องยนต์ จึงสามารถจัดวางชุดมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ได้แบบเฉพาะเจาะจง ส่งให้รถมีการกระจายน้ำหนักที่ดีและไม่เบียดเบียนพื้นที่ในห้องโดยสารมากนัก



ไม่อาจเรียกได้เต็มปากว่านี่เป็น MG S5 EV โฉมไมเนอร์เชนจ์ เพราะรายละเอียดต่างๆ ของตัวถังภายนอกไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ดีไซน์โดยรวมของรถ โดยเฉพาะที่รูปทรงชุดไฟ DRL และช่องรับอากาศแบบ Active เปิดปิดอัตโนมัติกลางกันชนหน้า ผสานความโฉบเฉี่ยวสไตล์ MG 4 อย่างเห็นได้ชัด แต่มีสัดส่วนแบบ SUV ดั้งเดิมเมื่อมองจากด้านท้าย เทียบกับ MG 4 ที่มีภาพลักษณ์ไปทาง Coupe SUV มากกว่า นอกจากนั้น แม้ใช้แพลตฟอร์มเดียวกับ 4 แต่ S5 ก็มีฐานล้อยาวกว่าเล็กน้อยที่ 25 มม.



แยกไฟ DRL ซึ่งทำหน้าที่เป็นไฟเลี้ยวในตัว ออกจากไฟหน้า ตามสไตล์ของรถรุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบัน ทั้งหมดเป็น LED พร้อมระบบไฟสูงอัตโนมัติ ด้านล่างของไฟหลักเป็นช่องเปิดสำหรับลำเลียงกระแสลมไปสร้างเป็นม่านอากาศที่ล้อหน้าเพื่อลดแรงต้าน


ชุดไฟท้ายก็มีกลิ่นอายของ MG 4 ซ่อนอยู่ในดีไซน์เล็กน้อย ฝาท้ายเปิดปิดด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมระบบ “เตะเปิด” มีพื้นที่ในห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย 453 ลิตร และหากพับเบาะหลังจะเพิ่มเป็น 1,441 ลิตร โดยเบาะสามารถพับได้ค่อนข้างราบทำให้ใส่สัมภาระยาวๆ ได้สะดวกขึ้นและลดโอกาสเสียหายลงได้
Interior
ห้องโดยสารของ MG S5 EV กว้างขวางโออ่าทีเดียว ทั้งพื้นที่วางขา, ความกว้าง และเหนือศีรษะ มีการหุ้มหนังสังเคราะห์และบุนุ่มเกือบทุกชิ้นส่วน และหน้าตาของวัสดุหุ้มตลอดจนพลาสติกก็ดูดีใช้ได้
ทัศนวิสัยรอบด้านโปร่งโล่งตามรูปทรงของรถ ส่วนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกก็มีติดตั้งมาให้ครบครัน ซึ่งรวมไปถึงระบบปฏิบัติการ i-Smart ด้วย



การควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆ ทำผ่านหน้าจอส่วนกลางเกือบทั้งหมดตามสไตล์รถจีน เมื่อรวมกับการใช้ช่องแอร์แบบเพรียวบาง (แต่ให้ความเย็นได้ดีไม่ต่างจากช่องแอร์ปกติ เพียงแต่กระจายลมไม่กว้างนัก) ทำให้คุณได้แดชบอร์ดที่มินิมัลสุดๆ ที่เป็นข้อเสียก็คือ MG ตัดตัวควบคุมแอร์แบบปุ่มหมุน (และกด) ออกไป ทำให้คุณต้องปรับจากหน้าจอแทน ซึ่งจะซับซ้อนซ่อนเงื่อนไปอีกขั้นถ้าคุณต่อ Apple CarPlay หรือ Android Auto เอาไว้ เนื่องจากระบบจะแสดงเต็มหน้าจอ คุณจึงต้องกดเพื่อกลับสู่หน้าจอหลักของรถก่อน จึงจะสามารถปรับอุณหภูมิและแรงลมได้ ดังนั้น ถ้าคุณต้องชอบปรับแอร์บ่อยๆ ควรตั้งไว้เป็นปุ่ม Shortcut ที่สามารถ… ขอบคุณสวรรค์… กดได้จากบนพวงมาลัย ซึ่ง MG ยังปราณีคงปุ่มกดดั้งเดิมไว้ให้ ปุ่มเหล่านี้ยังมีไว้สำหรับควบคุมระบบ Adaptive Cruise Control, จอแสดงผลผู้ขับ และระบบสั่งการด้วยเสียง ซึ่งคุณสามารถกดสั้นๆ เพื่อสั่งงานระบบของรถ หรือกดค้างเล็กน้อย เพื่อสั่งงานระบบ Apple CarPlay หรือ Android Auto ด้วยเสียงได้อีกด้วย

จอแสดงผลสำหรับผู้ขับขี่ยังเป็นของเดิม ขนาด 10.25 นิ้ว สามารถเปลี่ยนการแสดงผลได้ 3 รูปแบบ และเรียกดูข้อมูลต่างๆ ได้จากส่วนขวาของจอ ในขณะที่จอส่วนกลางของเกรด X+ และ V+ คันทดสอบของเรา ได้จอขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 15.6 นิ้ว พร้อม UI ที่แตกต่างจากจอรุ่นก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง รองรับการเชื่อมต่อไร้สายทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto จุดเด่นอยู่ที่การตอบสนองรวดเร็ว และเรียกใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ได้แบบทันใจ แต่น่าเสียดายที่ถูกตัดปุ่มหมุนและสวิตช์ระบบปรับอากาศออกไป ทำให้ใช้งานยากตามที่กล่าวไปข้างต้น



ในเกรด X+ และ V+ ของ MG S5 EV รุ่นอัพเดตล่าสุดนี้ มาพร้อมกับเบาะนั่งคู่หน้าแบบปรับไฟฟ้าและเพิ่มระบบเป่าลมเย็น นอกจากนั้น ยังเปลี่ยนการจัดวางฟลอร์คอนโซลใหม่ให้แท่นชาร์จไร้สายเป็นทรงนอนขนาดใหญ่ขึ้น และที่วางแก้วน้ำขยับมาอยู่ฝั่งใกล้ที่วางแขน เหล่านี้ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ต้องขอบคุณการเปลี่ยนจากเกียร์แบบปุ่มหมุนไปเป็นคันเกียร์แบบก้านบนคอพวงมาลัย นอกจากนั้น S5 ยังมาพร้อมกับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันทั้งหลังคาซันรูฟขนาดใหญ่, ช่องแอร์สำหรับเบาะหลัง, ช่องเสียบ USB-C, เบรกมือไฟฟ้าพร้อม Auto Hold, กล้องรอบทิศทางแบบ 3 มิติ และอื่นๆ
Safety System
ในส่วนของระบบเพื่อความปลอดภัยก็ติดตั้งมาให้เต็มพิกัดเช่นกัน โดยระบบช่วยเหลือขณะขับขี่ทั้งหมดจะถูกรวมไว้ในฟังก์ชัน “MG Pilot” และสามารถขับขี่แบบกึ่งอัตโนมัติได้ แม้จะทำงานไม่เป็นธรรมชาติมากนักแต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับน่าพอใจเมื่อเทียบกับรถในคลาสเดียวกัน

MG S5 EV มาพร้อมกับระบบ ADAS ที่ทำงานได้น่าพอใจ สามารถ เพิ่ม/ลด ความเร็วได้นุ่มนวลขณะขับขี่บนมอเตอร์เวย์หรือทางด่วน นอกจากนั้น คุณยังสามารถเลือกเปิดหรือปิดฟังก์ชันควบคุมการขับขี่ต่างๆ และบันทึกไว้เป็นการตั้งค่าสำหรับคุณได้ ซึ่งดีเยี่ยมมากเพราะไม่ต้องมาคอยเปิดปิดทุกครั้งที่เริ่มสตาร์ทรถใหม่
Powertrain & Chassis
S5 EV ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบไฟฟ้า 100% (BEV) ด้วยมอเตอร์พละกำลัง 245 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่น่าสนใจคือ นี่เป็นมอเตอร์เจเนอเรชั่นล่าสุดของ MG ซึ่งข้อดีคือ ให้พลังสูงแต่กินไฟน้อยลง ทำให้วิ่งได้ระยะทางมากขึ้นแม้ใช้ความเร็วค่อนข้างสูงก็ตาม
และมีความเป็นไปได้ว่า คือมอเตอร์ตระกูลเดียวกับที่ใช้ใน Maxus 9 ที่มีจำหน่ายในไทย และ MG 4 บางรุ่นของฝั่งยุโรป แต่อาจใช้องค์ประกอบและซอฟต์แวร์ควบคุมต่างกัน ชุดมอเตอร์วางไว้ด้านหลังและขับเคลื่อนล้อหลัง ส่วนแบตเตอรีติดตั้งไว้ใต้ห้องโดยสาร

ใช้เกียร์อัตโนมัติ Single-speed และเปลี่ยนเป็นคันเกียร์บนคอพวงมาลัยซึ่งใช้งานง่ายขึ้น แต่คุณอาจต้องทำความเข้าใจกับการใช้ระบบปัดน้ำฝนที่ย้ายมาอยู่ร่วมกับก้านไฟเลี้ยว (ติดตั้งไว้ฝั่งซ้าย) เล็กน้อย มาพร้อมโหมดการขับขี่ให้เลือก 4 รูปแบบหลัก บวกด้วยแบบตั้งค่าเองอีก 1 หมวด

ใน MG S5 EV เกรด V+ เปลี่ยนแบตเตอรีแรงดันสูงจากชนิด NMC เป็น LFP ซึ่งมีความหนาเพียง 110 มม. โดยมีความจุลดลงเล็กน้อยจาก 64 เป็น 62.2 kWh มีข้อดีในด้านของความปลอดภัยจากความร้อนที่เสถียรกว่า (ไม่ค่อยโอเวอร์ฮีต) ตลอดจนเกิด “ไฟลุก” ยากกว่า และมีความทนทาน (โดยเฉพาะต่อการชาร์จ DC) ทำให้มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า ทั้งยังมีต้นทุนการผลิตถูกกว่า (แต่ราคาขายแพงขึ้น?) ข้อเสียก็คือ มีอัตราส่วนวัตต์ชั่วโมงต่อ กก. น้อยกว่า หรือพูดง่ายๆ คือ ที่ความจุเท่ากัน แบตเตอรีชนิด LFP จะมีน้ำหนักมากกว่า นั่นคือเหตุผลที่ S5 Plus มีความจุน้อยกว่าเดิม ในตลาดต่างประเทศหลายแห่ง เช่น ออสเตรเลีย ใช้แบตเตอรีนี้จับคู่กับมอเตอร์ขนาด 170 แรงม้า ใน S5 EV มาตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อต้นปี นี่จึงไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ ตามสเปกออสเตรเลียระบุว่า วิ่งได้ไกลสูงสุด 515 กม. (NEDC) และ 525 กม. ในรุ่น ES5 ของจีน ส่วนในไทยซึ่งใช้มอเตอร์แรงกว่า ระบุว่าวิ่งได้ถึง 550 กม. (NEDC) เป็นตัวเลขระยะทางของ MG S5 EV ที่วิ่งได้ไกลที่สุดในโลกเชียวนะ!



จากการติดตั้งมอเตอร์ไว้ท้ายรถ ส่งผลให้ MG S5 มีอัตราส่วนน้ำหนักเฉลี่ยหน้าหลังใกล้เคียง 50:50 ใต้ฝากระโปรงหน้าจึงค่อนข้างโล่ง น่าเสียดายที่พวกเขาไม่จัดสรรการจัดวางให้ดีกว่านี้ เพื่อหาพื้นที่ให้มี Frunk ได้ ช่วงล่างอิสระสี่ล้อ มาพร้อมกับล้อ 18 นิ้วลายใหม่ และยางขนาด 215/55 ระบบเบรกทั้งสี่ล้อเป็นแบบดิสก์ ส่วนระบบบังคับเลี้ยวเป็นประเภท Dual-pinion ควบคุมด้วยไฟฟ้า

Driving Impressions
สิ่งที่โดดเด่นของรถยนต์ MG รุ่นหลังๆ อาทิ MG 4 และ IM 6 คือช่วงล่างที่เซ็ตมาดีกว่าเดิมมาก ไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าเทียบเท่ารถยุโรป แต่ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ารถญี่ปุ่น เช่นเดียวกับช่วงล่างของ S5 EV แม้จะมีสัมผัสย้วยๆ อยู่บ้าง
ทว่ายังคงจัดการกับอาการเอียงตัวได้ในระดับน่าพอใจ ทั้งในขณะเปลี่ยนเลนไปมาและอยู่ในโค้ง ระบบบังคับเลี้ยวตอบสนองได้ดีแต่ให้ความรู้สึกแบบ “ปลอมๆ” จึงลดทอนความมั่นใจในการควบคุมลงไปเล็กน้อย
พละกำลัง 245 แรงม้า และ 350 นิวตันเมตร ไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน S5 สามารถเร่งจากจุดหยุดนิ่งสูง 100 กม./ชม. ได้ใน 6.3 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 190 กม./ชม. การตอบสนองคันเร่งฉับไวตามประสารถยนต์ไฟฟ้า จึงแซงได้อย่างไม่ต้องลุ้นแต่อย่างใด
การเก็บเสียงทำได้ดีทั้งขณะใช้งานในเมืองที่การจราจรพลุกพล่าน และขับขี่ที่ความเร็วบนทางด่วนหรือมอเตอร์เวย์ แต่เบาะหน้ามีขนาดเล็กและนั่งไม่สบายเท่าไหร่ ส่วนเบาะหลังถึงจะมีพื้นที่กว้างขวางจนน่าทึ่งทว่าความสุนทรีย์ในการเดินทางก็ถูกลดทอนลงด้วยดีไซน์เบาะเช่นกัน
ที่น่าประหลาดใจก็คือ แม้คันทดสอบของเราไม่ได้ติดตั้งฟิล์มกรองแสง แต่ระบบปรับอากาศก็สามารถทำความเย็นได้ดี และถ้าคุณกังวลเรื่องหลังคากระจกบวกด้วยม่านโปร่งแสงล่ะก็… MG ประเทศจีนเคลมว่ากระจกหลังคาสามารถกรองรังสี UV ได้ถึง 99.93%
แน่นอนว่า ระยะทางวิ่งไกลสูงสุด 550 กม. เป็นไปไม่ได้ในการใช้งานจริง แต่จากการใช้งานจริงหลังจากชาร์จเต็ม ด้วยการใช้ความเร็วค่อนข้างสูงขับขี่ระยะทางราว 150 กม.
ร่วมด้วยการจอดแบบไม่ดับรถอีกประมาณ 3 ชั่วโมง ระบบโชว์ว่าเราใช้พลังงานไปเพียง 28% และเหลือระยะทางวิ่งได้มากถึง 373 กม. ถือว่ายอดเยี่ยมมากทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับพละกำลังที่มอเตอร์ทำได้
Summary
ด้วยราคามาตรฐานที่ 9.6 แสนบาท สำหรับรุ่นท้อป V+ อาจเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง แต่อย่างที่คุณทราบว่าราคาขายจริงมักถูกลดให้ต่ำกว่านั้นมาก (และอาจมากขึ้นเรื่อยๆ) เช่น ราคาเปิดตัว ณ วันที่เริ่มขาย MG S5 PLUS ใหม่นี้ ตั้งไว้ที่ 9.1 แสนบาท
ซึ่งเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้มาแล้ว ถือว่าค่อนข้างคุ้มค่า และเป็นรถที่คุณควรเก็บไว้พิจารณาในลิสต์ ร่วมกับรถในคลาสเดียวกัน (ซึ่งทั้งหมดเป็น “รถจีน” เหมือนกัน)
อาทิ BYD Atto 3, Omoda C5 หรือ Deepal S05 และรวมถึง MG 4 รถที่ S5 แชร์แพลตฟอร์มด้วย ซึ่งอาจมีขนาดเล็กกว่านิดหน่อยแต่ก็ขับสนุกกว่าและราคาถูกกว่าหลานแสนบาททีเดียว
ข้อดี
- ห้องโดยสารกว้างขวาง, คุณภาพวัสดุยอดเยี่ยม
- พละกำลัง, ช่วงล่าง
- อัตราการใช้กระแสไฟต่ำ
ข้อเสีย
- เบาะนั่งไม่สบาย
- ตัดปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศออกไป
- ระบบบังคับเลี้ยว ยังให้สัมผัสแบบสังเคราะห์มากเกินไป
MG S5 EV PLUS V+
- Price: ฿959,900
- Powertrain: Single e-motor, 245hp, 350Nm, 62.2kWh battery
- Transmission: Single-speed auto, rear-wheel drive
- Performance: 6.3sec 0-100km/h, 190km/h top speed, 550km range (NEDC, factory claimed)
- Weight: n/a
✍️ Torque Editorial
ทีมสื่อยานยนต์ของ Torque Thailand ที่นำเสนอข่าวสาร รีวิว และบททดสอบรถยนต์
โดยยึดหลักข้อมูลที่ถูกต้อง ความเป็นกลาง และประสบการณ์จริง เพื่อผู้อ่านในประเทศไทย
https://www.torquethailand.com