Breaking News

Toyota Hilux Travo 4Trex 2.8 Overland Plus (2026) Review: ดีกว่า Revo แบบคนละเรื่อง เหมาะกับสายลุยตัวจริง

Toyota Hilux Travo 2.8 4Trex Overland Plus ขณะเข้าโค้งที่มีอาการเอียงตัวมากจากจุดศูนย์ถ่วงสูงแบบรถ Hi-ride พร้อมระบบพวงมาลัยไฟฟ้า EPS ที่ตอบสนองใกล้เคียงรถเก๋ง

ผู้เขียน: สุรเชษฐ์ เทียนทอง

Torque’s Rating

หมวด

คะแนน

การบังคับควบคุม

7 / 10

พละกำลังและอัตราเร่งในการใช้งาน

7 / 10

ความอรรถประโยชน์

7 / 10

ความรู้สึกโดยรวมในการใช้งาน

6 / 10

ความคุ้มค่าเมื่อเทียบราคา

6 / 10

ควรซื้อถ้า…

คุณคือสายลุย ราคา 1.36 ล้านบาทคุ้มค่าหากคุณมองหารถกระบะสำหรับขับแบบออฟโรด เพราะระบบ MTS ช่วยได้ดีมากโดยเฉพาะการควบคุมแทร็กชัน ร่วมด้วยเครื่องยนต์ที่จัดจ้านในรอบต่ำ และตัวถังที่กะทัดรัด ทำให้คล่องตัวขณะบุกตะลุย นอกจากนั้น ยังหาอะไหล่ง่ายและมีโอกาสสูงที่ช่างในพื้นที่ห่างไกลสามารถช่วยซ่อมแซมได้ ร่วมด้วยการเปลี่ยนมาใช้พวงมาลัยไฟฟ้าที่แม่นยำขึ้นและปรับช่วงล่างให้นุ่มขึ้นกว่า Revo อย่างเห็นได้ชัด ถ้าคุณชอบ Revo คุณจะต้องชอบ Travo ยิ่งกว่า ทั้งยังมีราคาขายต่อไม่ตกมากอีกด้วย

ไม่ควรซื้อถ้า…

คุณเน้นเทคโนโลยีและจำนวนอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ตลอดจนพื้นที่เบาะหลัง เพราะในคลาสเดียวกันมีทั้ง Ford Ranger Wildtrak และ Mitsubishi Triton ที่ตอบโจทย์นี้ได้ดีกว่า ในราคาที่ถูกกว่า Travo Overland Plus พอสมควร อย่างไรก็ตาม ควรนำปัจจัยเรื่องอะไหล่ ความง่ายในการซ่อมแซม และราคาขายต่อ ของรถทั้งสองรุ่นดังกล่าว มาพิจารณาเปรียบเทียบกับ Toyota ร่วมด้วยก่อนตัดสินใจ

เหมาะกับใคร?

  • คนที่ออกทริปออฟโรด สายลุยชอบท่องเที่ยว
  • คนที่ต้องการเครื่องยนต์จัดจ้านที่รอบต่ำ
  • คนที่อยากได้รถซ่อมง่าย อะไหล่เยอะ ขายต่อราคาไม่ตกมาก
  • คนที่ชอบ Revo อยู่แล้ว นี่คือรถที่ดีกว่ามากๆ

ไม่เหมาะกับใคร?

  • คนที่ชอบเทคโนโลยีและเน้นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเยอะๆ
  • คนที่อยากได้พื้นที่เบาะหลังกว้างขวาง
  • คนที่ต้องการห้องโดยสารเงียบเมื่อขับเร็วหรือเดินทางไกล

สมรรถนะและการขับขี่

เหมาะกับสายลุยป่า ตัวตึงด้านอัตราเร่ง แต่ไม่เร้าใจเมื่อใช้ความเร็วสูง พวงมาลัยไฟฟ้าตอบสนองดีกว่า Revo อย่างชัดเจน ช่วงล่างก็นุ่มนวลขึ้นกว่าเดิมเช่นกัน อัตราสิ้นเปลืองจริงอยู่ที่ 11.1 กม./ลิตร หรือเฉลี่ย 2.70 บาท/กม. โดยประมาณ

พละกำลัง: ดุดันที่รอบต่ำ หนืดที่ความเร็วสูง

Travo ให้อัตราเร่งที่ดีขณะออกตัว ส่วนที่ดีที่สุดคือระบบควบคุมแทร็กชันยอมให้ล้อหลังหมุนฟรีได้เล็กน้อยเมื่อคุณเหยียบคันเร่งมิดพรมตั้งแต่เริ่มออกรถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่บนถนนลาดยาง นั่นหมายถึง ที่เกียร์ 1 ต่อเนื่องสู่ต้นเกียร์ 2 คุณจะได้ยินเสียงยางเริ่มกรีดร้องเบา ๆ และสัมผัสได้ชัดว่าท้ายรถจะส่ายไปมาเล็กน้อย จนต้องแก้พวงมาลัยช่วยเล็กน้อย เพิ่มอรรถรสในการขับขี่ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ด้านลบก็คือควรเหยียบคันเร่งอย่างระมัดระวังขณะออกตัวหรือเร่งแซงพร้อมเปลี่ยนเลนเมื่อถนนเปียกหรือลื่น เพราะระบบเข้ามาแทรกแซงช้า อาจทำให้ท้ายปัดจนเสียการควบคุมได้

 

เมื่อเราลองขับที่ความเร็วมากกว่า 100 กม./ชม. ขึ้นไป ขุมพลัง 2.8 ลิตร ของ Travo ไม่เร่งแบบดึงหลังติดเบาะเหมือนตอนออกตัวหรือใช้ความเร็วต่ำ เพราะอัตราทดเกียร์เป็น Overdrive เพื่อเน้นประหยัดน้ำมันโดยลดรอบเครื่องให้ต่ำลง ตั้งแต่เกียร์ 4 ถึง 6 จึงต้อง Kickdown เป็นส่วนใหญ่หากต้องการเร่งแซงอย่างรวดเร็วที่ความเร็วสูง เช่นจาก 100 สู่ 140 กม./ชม. เป็นต้น

 

มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 3 รูปแบบ คือ Eco, Normal และ Sport แต่ละโหมดจะปรับการตอบสนองคันเร่งและการเปลี่ยนเกียร์ แตกต่างกัน จากการทดสอบจริงของเราพบว่า โหมด Sport เหมาะที่สุดหากอยากมุดสนุกบนทางด่วนหรือการจราจรที่ต้องเร่งและลดความเร็วสลับกัน เพราะคันเร่งตอบสนองเร็วและเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำให้ทันทีที่มีโอกาส ตลอดจนค้างรอบสูงไว้นานขึ้นเมื่อถอนคันเร่ง และเปลี่ยนเกียร์ที่รอบสูงขึ้น เพื่อเตรียมแรงบิดรอไว้ให้เร่งต่อได้ทันที ขณะที่โหมด Normal ดีสำหรับการเดินทางไกลหรือบนทางด่วนที่การจราจรหนาแน่น ส่วนโหมด Eco จะให้การขับเคลื่อนที่นุ่มนวลที่สุดทั้งขณะออกตัวและเร่งความเร็ว ไม่ค่อยกระชากหรือกระตุกตอนออกตัว เหมาะกับขับในกรุงเทพฯ ที่การจราจรมักเคลื่อนตัวช้าสลับกับหยุดนิ่ง

 

อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย (ในและนอกเมือง) ที่เราทำได้จริงอยู่ที่ 11.1 กม./ลิตร หรือเฉลี่ย 2.70 บาท/กม. (คำนวณจากราคาน้ำมันลิตรละ 30 บาท) ด้วยการขับขี่แบบปกติในเมือง และใช้ความเร็ว 120 กม./ชม. หรือมากกว่า เป็นส่วนใหญ่ขณะขับนอกเมืองจากกรุงเทพฯ ถึงนครนายก ทั้งไปและกลับ เป็นค่าเฉลี่ยที่จัดอยู่ในกลุ่ม “กินดุ” พอๆ กับ Ford Ranger 2.0 Bi-turbo และ Mitsubishi Triton แต่เมื่อมองในแง่ของการแลกมาด้วยความแรงที่มากกว่า ขับสนุกกว่า อัตราสิ้นเปลืองนี้ถือว่ากลางๆ

การขับขี่เน้นสมรรถนะ: ดีขึ้นชัดเพราะระบบบังคับเลี้ยวไฟฟ้า

ระบบบังคับเลี้ยวที่เปลี่ยนจากไฮดรอลิกเป็นไฟฟ้า (EPS – Electronic Power Steering) ทำให้ Travo เหนือกว่า Revo อย่างเห็นได้ชัดในแง่ของการตอบสนองพวงมาลัย มีความใกล้เคียงกับ “รถเก๋ง” มากขึ้นทั้งความฉับไวและส่ง Feedback มายังมือของผู้ขับได้ดีขณะเข้าโค้งแคบและเปลี่ยนเลน ให้น้ำหนักพอตึงมือ แต่ถ้าหนักกว่านี้อีกนิดจะช่วยให้ความมั่นใจขณะเปลี่ยนทิศทางได้มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม หากคุณเคยใช้ Revo มาก่อน จะต้องถูกใจกับพวงมาลัยของ Travo แน่นอน

 

ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระที่ค่อนข้างนุ่ม ขณะที่ด้านหลังแบบแหนบที่ผู้ผลิตเคลมว่านุ่มนวลกว่าเดิม ก็ยังแข็งกว่าด้านหน้ามาก ประกอบกับจุดศูนย์ถ่วงสูงเพราะเป็นรถแบบ Hi-ride ทำให้รถเอียงตัวมากขณะเข้าโค้ง จากการลองเข้าโค้งหักศอกที่ความเร็วราว 30-35 กม./ชม. พบว่า ช่วงต้นถึงกลางโค้ง ช่วงล่างหน้ายุบตัวมากที่ล้อนอกโค้งแต่ยังคงควบคุมทิศทางได้โดยลื่นไถล (อันเดอร์สเตียร์) เล็กน้อย ขณะที่ด้านหลังยุบตัวน้อยกว่ามาก ส่งให้ท้ายรถเริ่มสูญเสียแรงยึดเกาะในช่วงปลายโค้ง แต่ยางหน้าสามารถจับถนนได้เต็มที่อีกครั้งจึงควบคุมรถให้ออกจากโค้งได้โดยไม่เสียการทรงตัว

 

ที่ความเร็ว 140 กม./ชม. ขึ้นไป การบังคับควบคุมขณะเปลี่ยนเลนยังคงให้ความมั่นใจได้ เป็นอีกครั้งที่ต้องยกความดีความชอบให้กับพวงมาลัยไฟฟ้า ซึ่งไม่ไวเกินไปตอนหมุนเพื่อเปลี่ยนเลน ทำให้รถไม่เหวี่ยงฉับพลันเมื่อเริ่มหักเลี้ยว อย่างไรก็ตาม น้ำหนักพวงมาลัยยังคงเบาไปนิดเช่นเดียวกับขณะขับขี่บนทางคดเคี้ยว จึงสื่อสารความเป็นไปของล้อหน้าไม่ชัดเจนนัก

การขับขี่แบบออฟโรด: ระบบ MTS คือตัวช่วยที่ดีมาก

เราขับทดสอบ Hilux Travo Overland คันนี้บนเส้นทางออฟโรดของภูเขาเล็กๆ ในจังหวัดนครนายก และพบว่าระบบ MTS ที่มีการนำมาใช้ครั้งแรกใน Hilux ช่วยให้ Travo Overland Plus สามารถผ่านอุปสรรคได้ง่ายดายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้ระบบล็อคเฟืองท้ายบ่อยๆ เนื่องจาก Toyota ได้ปรับปรุงระบบควบคุมแทร็กชันใหม่ จึงบริหารจัดการการกระจายแรงของล้อที่ลอยเหนือพื้นไปสู่ล้อที่ติดกับพื้นได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ระบบเบรกทำงานแทบจะทันทีที่ล้อฝั่งนั้นลอยและเริ่มหมุนฟรี

 

การขับขี่ทางทุรกันดาร โดยปรับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อไปใช้อัตราทดต่ำ (4L) พบว่าการตอบสนองคันเร่งยังคงนุ่มนวล ไม่กระชาก ช่วยให้ควบคุมการเคลื่อนที่ของรถได้ราบรื่นตอนวิ่งผ่านเนินสลับและช่วงที่เป็นหลุ่มบ่อ พวงมาลัยน้ำหนักเบาหมุนได้คล่องแคล่วโดยเฉพาะในจังหวะไต่เนินชันซึ่งต้องหมุนไปมาเพื่อช่วยเพิ่มแทร็กชันให้กับยาง และ Travo ยังให้พละกำลังเหลือเฟือเมื่อขับแบบออฟโรด จากเครื่องยนต์ที่ตอบสนองดีในรอบต่ำ นอกจากนั้น ซอฟต์แวร์ใหม่ยังเปิดโอกาสให้ล้อหมุนฟรีได้มากขึ้นและ “แช่เกียร์” ลากรอบเครื่องได้ โดยไม่เปลี่ยนเกียร์สูงขึ้นให้เสียแรงบิด ช่วยให้คุณสามารถ “ปั่น” ขึ้นเนินได้ดีกว่าเดิม ขณะที่การลงเนินก็ปลอดภัยขึ้น เพราะมีการปรับลดความเร็วของระบบ Downhill Assist Control ลงจาก 6 กม./ชม. เหลือ 3-4 กม./ชม. ไม่เร็วจนหวาดเสียวเหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ และการเบรกอัตโนมัติยังทำงานได้ราบรื่นและเนียนจนแทบไม่รู้สึกอีกด้วย

 

ข้อเสียก็คือ ระบบล็อคเฟืองท้ายทำงานช้ากว่าจะเสร็จสิ้นขั้นตอนการล็อค และยังไม่มีตัวเลือกโหมดขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Full-time มาให้

 

การขับขี่นอกเมือง: การเก็บเสียงยังทำได้ไม่ดี

แม้ Toyota จะเพิ่มฉนวนป้องกันเสียงรบกวนภายนอกทั้งบริเวณพื้นและประตู แต่ Travo ก็ยังมีเสียงลมดังที่เสา A เมื่อใช้ความเร็วมากกว่า 100 กม./ชม. เช่นเดียวกับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังเข้ามามากเมื่อเร่งเครื่อง อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้รอบเครื่องคงที่ขณะความเร็ว 100-120 กม./ชม. จะไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์มากนัก

การเร่งแซงขณะใช้ความเร็ว 100 กม./ชม. ขึ้นไป จำเป็นต้อง Kickdown หากต้องการแซงอย่างรวดเร็ว เช่น ขณะวิ่งบนถนนสายรองที่เป็นเลนสวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ในโหมด Eco หรือ Normal เนื่องจากระบบควบคุมพยายามเปลี่ยนสู่เกียร์ 6 อยู่เสมอเพื่อลดอัตราสิ้นเปลือง ประกอบกับอัตราทดเกียร์แบบ Overdrive ที่กล่าวไปช่วงต้นบทความ ทำให้รถมีกำลังเร่งแซงไม่เพียงพอ

 

จุดที่ดีขึ้นชัดเจนเมื่อเทียบกับ Revo คือ แรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์มาสู่ห้องโดยสารน้อยลงมากทั้งตอนเร่งเครื่องและจอดอยู่กับที่ เพราะ Travo เปลี่ยนมาใช้จุดยึดแท่นเครื่องแบบไฮดรอลิก ร่วมด้วยการปรับจุดยึดห้องโดยสารไปใช้แบบ Shear-type รับแรงในแนวระนาบหรือแนวทแยง ซึ่งการขยับตัวจะเกิดขึ้นในลักษณะการ “เฉือน” หรือการบิดตัวของเนื้อยางแทนการถูกบีบอัด (แบบรุ่นก่อนหน้านี้) จึงลดการสั่นสะท้านและเสียงสะท้อนได้มากขึ้น ทั้งยังมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าอีกด้วย

 

ด้านการบังคับควบคุม ช่วงล่างหน้าและหลังซึ่งมีความนุ่มนวลแตกต่างกันมาก รถจึง ยืด-ยุบ ด้วยจังหวะที่ต่างกันตามไปด้วย ส่งผลให้อาจเมารถได้หากต้องขับขี่บนถนนเป็นคลื่นหรือขรุขระเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนเลนที่ความเร็วยังคงให้ความมั่นใจได้ดีจากพวงมาลัยไฟฟ้าที่ปรับให้มีน้ำหนักตึงมือขึ้น (ถึงจะยังเบาไปก็ตาม)

การขับขี่ในเมือง: ช่างล่างปรับใหม่ นุ่มนวลขึ้น

ช่วงล่างของ Hilux Travo Overland ให้ความนุ่มนวลมากกว่า Revo จากการปรับปรุงสปริงและแดมเปอร์ใหม่ทั้งหมด ทำให้การขับขี่ที่ความเร็วต่ำบนถนนช่วงที่ขรุขระ เช่น บนถนนศรีนครินทร์, สุขุมวิท หรือขณะข้ามลูกระนาดที่พบได้บ่อยในซอยต่างๆ ของกรุงเทพฯ ช่วงล่างด้านหลัง “ดีด” น้อยกว่าเดิม  อย่างไรก็ตาม Travo ยังถือว่าให้ความนุ่มนวลได้ใกล้เคียงกับรถกระบะในคลาสเดียวกันเท่านั้น เพียงแค่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับ Revo ซึ่งมีช่วงล่างด้านหลังแข็งกว่ามาก

 

การเก็บเสียงที่ความเร็วต่ำทำได้ดีกว่า Revo และดีกว่าตอนขับเร็วอย่างชัดเจนเช่นกัน มีเสียงรบกวนจากสิ่งแวดล้อมภายนอกและเครื่องยนต์ (ขณะเดินเบา) เข้ามาในห้องโดยสารเพียงเล็กน้อย แต่ยังคงมีเสียงเครื่องยนต์ดังเข้ามาบ้างเมื่อออกตัวหรือเร่งแซงโดยใช้รอบเครื่องไม่สูงนัก

 

การขับขี่ที่ความเร็วต่ำ คันเร่งตอบสนองนุ่มนวลดีตอนออกตัวและเพิ่มความเร็วในโหมด Eco และ Normal แต่เริ่มกระชากขึ้นเล็กน้อยหากใช้โหมด Sport การเร่งแซงทำได้ดีมากที่เกียร์ 1, 2 และ 3 หรือตั้งแต่ความเร็วออกตัวจนถึงราว ๆ 80 กม./ชม. ทำให้การซอกแซกไปมาในเมืองทำได้ทันใจ

 

การถอยจอดหรือกลับรถในซอยแคบทำได้สะดวก ด้วยพวงมาลัยน้ำหนักเบาทำให้ “หมุนควง” ไปมาได้โดยไม่ต้องออกแรงมาก ประกอบกับการมีระบบเตือนกะระยะรอบคันและกล้อง 360 องศามาให้ ร่วมด้วยระบบเตือนและเบรกอัตโนมัติเมื่อมีรถ (รวมพาหนะอื่นและคน) ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง จึงจอดหรือขยับเดินหน้าถอยหลังซ้ำ ๆ ได้ปลอดภัยขึ้น

 

สรุปด้านสมรรถนะและการขับขี่ Toyota Hilux Travo 4Trek Overland Plus โดดเด่นด้วยการเปลี่ยนมาใช้พวงมาลัยไฟฟ้า (EPS) ที่ตอบสนองฉับไวและแม่นยำใกล้เคียงรถเก๋ง เครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร จัดจ้านที่ความเร็วต่ำ แต่การเร่งแซงที่ความเร็วสูงเกิน 100 กม./ชม. ยังไม่กระฉับกระเฉงนักเนื่องจากอัตราทดเกียร์เน้นความประหยัด ช่วงล่างนุ่มนวลขึ้นอย่างชัดเจน จุดยึดแท่นเครื่องและห้องโดยสารใหม่ที่ปรับปรุงใหม่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนได้ดีเยี่ยม รวมถึงการเก็บเสียงที่ความเร็วต่ำทำได้เงียบกว่าเดิม ขณะที่การขับขี่ออฟโรดง่ายดายขึ้นด้วยระบบ MTS

Toyota Hilux Travo 2.8 4Trex Overland Plus ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง ซึ่งพวงมาลัยไฟฟ้าช่วยให้เปลี่ยนเลนได้อย่างมั่นใจ แต่ต้อง Kickdown เพื่อเร่งแซงที่ความเร็วเกิน 100 กม./ชม.
พวงมาลัยไฟฟ้าและช่วงล่างที่นุ่มนวลขึ้นของ Travo เพิ่มความสะดวกสบายและประสิทธิภาพการขับขี่เหนือกว่า Revo อย่างชัดเจน สอดคล้องกับการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ของ Toyota ที่กำหนดให้ Travo เป็นกระบะสำหรับกลุ่มคนที่ใช้เพื่อการสันทนาการเป็นหลัก เน้นการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน และเพื่อการท่องเที่ยวมากกว่าการใช้งานเชิงพาณิชย์
 
เครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล 2.8 ลิตร 204 แรงม้า 500 นิวตันเมตร ใน Toyota Hilux Travo ที่ให้อัตราเร่งดีขณะออกตัวและมีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยจากการทดสอบจริง 11.1 กม./ลิตร
Travo ยังคงใช้ขุมพลังเทอร์โบดีเซล 2.8 ลิตร 204 แรงม้า, 500 นิวตันเมตร ตัวเดียวกับที่ใช้ใน Revo แต่ข้อมูลจากโรงงานระบุว่ามีการปรับปรุงให้ประหยัดน้ำมันขึ้น 7.5%

เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะบนคอนโซลกลางของ Toyota Hilux Travo ที่มาพร้อมซอฟต์แวร์ใหม่ซึ่งยอมให้แช่เกียร์ลากรอบเครื่องได้โดยไม่เปลี่ยนเกียร์สูงเพื่อรักษาแรงบิดขณะขับออฟโรด

ปุ่ม Drive Mode บริเวณคอนโซลกลาง สำหรับเลือกรูปแบบการขับขี่ได้ 3 รูปแบบ คือ Sport, Normal และ Eco

จอแสดงผลข้อมูลผู้ขับขี่ขณะเลือก Drive Mode โดยโหมด Sport ให้การตอบสนองคันเร่งเร็วและเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำทันที ส่วนโหมด Eco ให้การขับเคลื่อนที่นุ่มนวลที่สุด
ชุดเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ เป็นของเดิมเช่นกัน มาพร้อมกับโหมดการขับขี่ 3 รูปแบบคือ Eco, Normal และ Sport ที่เลือกได้ผ่านชุดควบคุมระบบขับเคลื่อนใต้แดชบอร์ด ด้วยการกดที่ปุ่ม ‘Drive Mode’ ก่อน จากนั้นจึงหมุนปุ่มตรงกลางเพื่อเลือกโหมดที่ต้องการ

สวิตช์เลือกระบบขับเคลื่อนบริเวณคอนโซลกลาง สำหรับเลือกโหมดการส่งกำลังได้ 3 รูปแบบ คือ 2H, 4H และ 4L

ปุ่มกดเข้าระบบ MTS บริเวณคอนโซลกลางของ Toyota Hilux Travo Overland Plus ที่ช่วยให้ผ่านอุปสรรคได้ง่ายขึ้นโดยบริหารจัดการการกระจายแรงสู่ล้อที่ติดพื้นได้มีประสิทธิภาพ

จอแสดงผลข้อมูลผู้ขับขี่แสดงตัวเลือกรูปแบบการขับเคลื่อน 5 โหมดในระบบ MTS ได้แก่ Deep Snow, Mud, Sand, Dirt และ Auto
ติดตั้งระบบ MTS มาให้เป็นครั้งแรกในตระกูล Hilux เป็นระบบเดียวกับที่มีใช้ใน SUV ระดับหรูอย่าง Landcruiser 200 มาแล้วก่อนหน้านี้ คุณสามารถใช้ระบบนี้ได้เมื่อเลือกระบบขับเคลื่อนเป็น 4H และ 4L มีให้เลือกใช้รวม 6 รูปแบบคือ Dirt, Sand, Rock, Mud, Snow และ Auto เรียกใช้ด้วยการกดปุ่ม ‘MTS’ ก่อน จากนั้นจึงเลือกรูปแบบที่ต้องการด้วยปุ่มหมุน โดยแต่ละโหมดจะปรับการตอบสนองเครื่องยนต์, เกียร์ และแทร็กชัน แตกต่างกันไป
ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว พร้อมยางขนาด 265/60-18 ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีเฉพาะในเกรด Overland
การเปลี่ยนมาใช้ระบบบังเลี้ยวด้วยไฟฟ้า ทำให้การตอบสนองฉับไวใกล้เคียงกับรถเก๋งมากขึ้น นอกจากนั้น ยังทำให้สามารถเพิ่มระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลนเข้าไปได้ ทั้งยังเสริมให้ระบบ ACC ทำงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอีกด้วย
พวงมาลัยไฟฟ้าใน Toyota Hilux Travo ที่มีน้ำหนักเบาช่วยให้ถอยจอดหรือกลับรถได้สะดวก แต่ให้ความรู้สึกเบาไปเล็กน้อยขณะขับขี่บนทางคดเคี้ยวและความเร็วสูง
ช่วงล่างที่ปรับให้นุ่มนวลกว่า Revo ด้วยการเปลี่ยนค่าสปริงและแดมเปอร์ใหม่ อย่างไรก็ตาม Travo ไม่ใช่รถกระบะที่มีช่วงล่างนุ่มนวลที่สุด เพราะมีฐานล้อสั้นกว่าคู่แข่ง หากเน้นความนุ่มนวล ควรลองขับ Ford Ranger Wildtrak อีกคันก่อนตัดสินใจ

ดีไซน์ภายนอก: แชสซีส์เดิม แต่เพิ่มความแกร่ง

เป็นการปรับโฉมครั้งใหญ่ ไม่ใช่การเปลี่ยนโมเดลใหม่ แต่มีการปรับปรุงตัวถังให้แข็งแกร่งขึ้น จุดที่ควรพิจารณาคือ Hilux Travo มีความยาวฐานล้อสั้นที่สุดในคลาส ซึ่งดีสำหรับออฟโรดแต่ไม่เหมาะถ้าคุณเน้นพื้นที่เบาะหลังกว้างๆ

 

Toyota Hilux Travo เป็นรุ่นไมเนอร์เชนจ์จาก Revo จึงยังคงใช้แชสซีส์เดิม แต่ก็ได้รับการโครงสร้างส่วนหน้าด้วยการใช้เหล็กหนาขึ้นบริเวณโครงยึดแดมเปอร์ด้านบน (Tower) และปรับปรุงคานขวางด้านหน้าแชสซีส์ใหม่ นอกจากนั้น ที่ตัวถังส่วนห้องโดยสารยังได้รับการเชื่อม Spot เพิ่มอีก 36 จุด ทั้งหมดนี้ช่วยให้ Travo มีความแข็งแกร่งมากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้

 

ดีไซน์ตัวถังภายนอก ช่วงห้องโดยสารทั้งโครงสร้างและประตูยังคงเป็นของเดิมทั้งหมด มีการปรับดีไซน์ใหม่ที่ด้านหน้าและกระบะท้ายโดยเน้นเหลี่ยมสันมากขึ้น จุดที่มีประโยชน์คือการเพิ่มช่องบันไดที่ข้างกระบะ (ด้านล่าง, ปลายสุด) ช่วยให้ผู้ใช้ที่มีความสูงไม่มากสามารถปีนเพื่อหยิบของในกระบะได้ง่ายและปลอดภัยขึ้น เพราะไม่ต้องเหยียบที่ยางล้อหลังซึ่งอาจลื่นตกลงมาได้ ฝาท้ายมีระบบช่วยผ่อนแรงทำให้เปิดและปิดได้ด้วยมือเดียว แถมยังแทบไม่ต้องออกแรงเลยด้วยซ้ำ

 

จุดที่ควรพิจารณาเกี่ยวกับตัวถังภายนอกก่อนตัดสินใจซื้อคือ Hilux Travo มีฐานล้อสั้นที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในคลาสเดียวกัน ซึ่งมีข้อดีคือมีโอกาสข้ามอุปสรรคขณะขับแบบออฟโรดได้โดยไม่ “แขวน” (ติดใต้ท้องกลางรถ) มากกว่า เพราะล้อหลังจะถึง (ปีนขึ้น) อุปสรรคนั้นได้เร็วกว่า (ระยะทางสั้นกว่า) เมื่อเทียบกับรถฐานล้อยาว แต่ข้อเสียก็คือทำให้พื้นที่ห้องโดยสารน้อยกว่า และให้ความนุ่มนวลขณะขับขี่สู้รถฐานล้อยาวไม่ได้

 

โดยสรุป ตัวถังภายนอกของ Toyota Hilux Travo แข็งแกร่งขึ้นจากการเสริมโครงสร้างที่แชสซีส์และเพิ่มจุดเชื่อมสปอตตัวถังถึง 36 จุด มีการปรับดีไซน์หน้าและท้ายให้ดูดุดันมีเหลี่ยมสันมากขึ้น เพิ่มฟังก์ชันช่องบันไดข้างกระบะท้ายที่ช่วยให้การปีนหยิบของสะดวก จุดเด่นสำคัญคือการมีระยะฐานล้อสั้นที่สุดในกลุ่ม ซึ่งช่วยให้การขับขี่ออฟโรดข้ามอุปสรรคทำได้ง่าย ลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดใต้ท้องรถหรืออาการ “แขวน” ได้มากกว่า แต่ต้องแลกกับพื้นที่ห้องโดยสารที่น้อยลงและความนุ่มนวลที่สู้รถฐานล้อยาวไม่ได้

หน้ารถ Toyota Hilux Travo 4Trex 2.8 Overland Plus ที่ได้รับการปรับดีไซน์ใหม่ภายใต้คอนเซปต์ Cyber Sumo

ท้ายรถมุมเฉียงของ Toyota Hilux Travo 4Trex 2.8 Overland Plus ที่มีฐานล้อสั้นที่สุดในคลาส ช่วยลดโอกาสติดแขวนขณะขับออฟโรดแต่มีพื้นที่ห้องโดยสารน้อยกว่าคู่แข่ง
Travo เป็น ‘Heavy Facelift’ ไม่ใช่โมเดลใหม่ เพราะยังคงอยู่บนแชสซีเดิมและโครงสร้างห้องโดยสารเดิมทั้งหมด ทีม Toyota Design Australia เป็นผู้นำในการออกแบบตัวถังภายนอก ร่วมกับทีมที่ศูนย์เทคนิคของประเทศไทย โดยโปรเจ็คท์นี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2021 Toyota เรียกดีไซน์ใหม่นี้ว่า “Cyber Sumo” โดยด้านหน้าได้แรงบันดาลใจมาจากท่า “ซงคิว” (Sonkyu) ซึ่งเป็นท่าเริ่มต้นก่อนแข่งขันของนักซูโม่

ท้ายรถมุมเฉียงของ Toyota Hilux Travo 4Trex 2.8 Overland Plus ที่ใช้แชสซีส์เดิมแต่เสริมความแข็งแกร่งด้วยเหล็กหนาที่โครงยึดแดมเปอร์และเพิ่มจุดเชื่อม Spot ที่ตัวถังอีก 36 จุด

ส่วนท้ายรถของ Toyota Hilux Travo 4Trex 2.8 Overland Plus ที่ปรับดีไซน์ใหม่แบบ Cyber Sumo
แม้ใช้แชสซีส์เดิม แต่ส่วนหน้าของแชสซีส์ปรับปรุงคานขวางคู่หน้าใหม่ รวมทั้งเพิ่มความหนาให้กับจุดรับแดมเปอร์ด้านบน ให้สามารถรองรับแรงกระแทกเมื่อเกิดการชนได้ดีขึ้น ในขณะที่โครงสร้างส่วนห้องโดยสารเพิ่มการ Spot ขึ้นอีก 36 จุด เพื่อลดการบิดตัวและเพิ่มความปลอดภัย

ชุดโคมไฟหน้าแบบ LED บริเวณด้านซ้ายของตัวรถ พร้อมระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ

ไฟส่องสว่างกลางวัน DRL บริเวณด้านซ้ายของตัวรถ พร้อมฟังก์ชันไฟเลี้ยวในโคมเดียวกัน

 

ไฟสปอตไลต์แบบ LED บริเวณกันชนหน้าฝั่งขวา สำหรับช่วยเพิ่มความสว่างขณะขับขี่ในที่มืด

ชุดโคมไฟท้ายแบบ LED บริเวณด้านขวาของตัวรถ พร้อมติดตั้งไฟตัดหมอกหลังมาในตัว
ชุดไฟหน้า LED ดีไซน์เพรียวบาง โดยไฟ DRL ที่เป็นเส้นแนวนอนด้านบนเป็นไฟเลี้ยวในตัว และยังคงให้สปอตไลต์มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเช่นเดิม ส่วนชุดไฟท้ายดีไซน์ใหม่ใช้เส้นสายและรูปทรงเหลี่ยมสอดคล้องกับดีไซน์ตัวถังใหม่

แผ่นกันกระแทกติดตั้งใต้ห้องเครื่องยนต์ เพื่อป้องกันความเสียหายขณะขับขี่บนทางวิบาก

สปอร์ตบาร์ติดตั้งบนกระบะท้าย ซึ่งเป็นอุปกรณ์พิเศษที่จัดมาให้เฉพาะในรุ่นเกรด Overland เท่านั้น

ช่องบันไดท้ายกระบะด้านล่างของ Toyota Hilux Travo ที่ช่วยให้ปีนหยิบของได้ง่ายและปลอดภัยกว่าการเหยียบยางล้อหลัง
แผ่นกันกระแทกด้านหน้าและสปอร์ตบาร์ เป็นอุปกรณ์พิเศษเฉพาะเกรด Overland ส่วนช่องบันไดข้างกระบะท้ายมีติดตั้งให้กับ Travo ทุกเกรด ช่วยให้ปีนขึ้นไปหยิบหรือวางของจากด้านข้างกระบะได้สะดวกขึ้น

ฝาท้ายพร้อมโลโก้ Toyota สีดำ ที่ติดตั้งระบบช่วยผ่อนแรงทำให้สามารถเปิดและปิดได้ด้วยมือเดียวโดยไม่ต้องออกแรงมาก

โลโก้ Travo สีดำเงาบนฝาท้าย ซึ่งเป็นดีไซน์ที่มีให้ในรถเกรดรุ่น Travo ทุกรุ่น

สติกเกอร์คำว่า OVERLAND บริเวณขอบกระบะท้าย สำหรับแสดงระดับเกรดรุ่นของตัวรถ
ฝาท้ายมาพร้อมระบบช่วยผ่อนแรง ช่วยให้เปิดปิดได้เบามือขึ้นมาก อีกจุดที่มีเฉพาะเกรด Overland คือตัวอักษร ‘TOYOTA’ สีดำเงา และสติกเกอร์ ‘OVERLAND’ ข้างกระบะ ส่วนอักษรสีดำอื่นๆ มีให้ใน Travo ทุกเกรด

ห้องโดยสารและการใช้งาน: เปลี่ยนใหม่หมด เบาะหลังแคบกว่าคู่แข่ง

โดดเด่นที่จอแสดงผลของผู้ขับซึ่งปรับได้หลากหลาย และยังคงให้ปุ่มกดสำหรับฟังก์ชั่นใช้งานบ่อย เบาะหน้าปรับใหม่นั่งกระชับขึ้นแต่พื้นที่เบาะหลังน้อยกว่าคู่แข่ง เพราะฐานล้อสั้นที่สุดในคลาส

 

เกรด Overland Plus เหมือนคันทดสอบของเรา มาพร้อมกับจอแสดงผลสำหรับผู้ขับขนาด 12.3 นิ้ว สามารถเปลี่ยนรูปแบบและเรียกดูข้อมูลได้หลากหลาย ที่ดีมากคือ จดจำการตั้งค่าได้ 3 โปรไฟล์ ช่วยให้คุณเลือกการแสดงข้อมูล (ที่คุณตั้งค่าไว้แตกต่างกัน) ได้เร็ว เช่น คุณตั้งโปรไฟล์ที่ 1 ไว้ให้แสดงค่าอัตราสิ้นเปลืองและแรงดันลมยาง เพื่อใช้ดูระหว่างขับในเมือง และตั้งโปรไฟล์ที่ 2 โดยแสดงค่าเกี่ยวกับองศาเอียงของรถ และการยึดเกาะของแต่ละล้อ เพื่อดูระหว่างขับออฟโรด คุณสามารถสลับการแสดงผล 2 โปรไฟล์นี้ได้ทันทีเพียงกดปุ่มเลื่อน ซ้าย-ขวา บนพวงมาลัย ดีกว่ารถคู่แข่งทั้ง Isuzu D-Max, Ford Ranger และ Mitsubishi Triton ที่ต้องเข้าไปเปลี่ยนค่าเองในเมนู ซึ่งยุ่งยากกว่ามาก

 

จอแสดงผลส่วนกลางมีข้อดีที่สามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายได้ทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto และมีปุ่มกดแยกออกมาสำหรับควบคุมระดับเสียง, กลับหน้าหลัก, ย้อนกลับ (Back) จึงใช้งานสะดวกกว่าแบบต้องกดจากจอภาพทั้งหมด โดยเฉพาะขณะขับขี่ แต่ข้อเสียคือ หากไม่เชื่อมต่อโทรศัพท์ จอนี้แทบใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ เพราะไม่มีทั้งระบบนำทางในตัว, แอปพลิเคชัน และไม่สามารถแสดงข้อมูลรถหรือการขับขี่ใดๆ ได้เลย นอกจากนั้น ระบบสัมผัสยังทำงานไม่ลื่นไหล ทั้งการกดและเลื่อน อีกด้วย

 

เบาะคู่หน้าดีไซน์ใหม่มีปีกพนักพิงยื่นออกมาโอบรับลำตัวมากกว่าเดิม จึงนั่งได้กระชับมากขึ้น ตัวไม่เลื่อนไปมาเมื่อขับขี่แบบออฟโรดหรือเข้าโค้งแรงๆ จัดวางในตำแหน่งที่มองเห็นทัศนวิสัยโดยรอบได้ชัดเจน แต่เป็นแบบปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง เฉพาะฝั่งผู้ขับ ส่วนฝั่งผู้นั่งเป็นแบบปรับมือ เช่นเดียวกับคู่แข่งหลักอย่าง Isuzu D-Max V-Cross แต่ถ้าคุณต้องการเบาะปรับไฟฟ้าฝั่งผู้นั่ง ตัวเลือกอย่าง Ford Ranger Wildtrak หรือ Mitsubishi Triton เหมาะกว่า เพราะนอกจากเป็นระบบไฟฟ้าแล้ว ยังปรับได้ 8 ทิศทาง ทั้งคู่ และรถมีราคาที่ถูกกว่าหลายหมื่นจนถึงหลักแสนบาท

 

พื้นที่ห้องโดยสารของผู้นั่งคู่หน้า กว้างขวางทั้งบริเวณวางขาและช่วงไหล่ แต่พื้นที่วางขาเบาะหลังแคบกว่ารุ่นอื่นในคลาสเดียวกันเพราะ Travo มีฐานล้อสั้นกว่า นอกจากนั้น ที่เบาะหลัง หากตัวสูงราว 180 ซม. ขึ้นไป มีโอกาสศีรษะจะกระแทกกับมือจับแบบพับไม่ได้ ขณะเบรกแรงๆ หรือขับขี่ออฟโรด

 

สรุปแล้ว ภายในห้องโดยสารของ Toyota Hilux Travo Overland Plus โดดเด่นด้วยจอแสดงผลผู้ขับที่ตั้งค่าการแสดงข้อมูลได้ถึง 3 โปรไฟล์และสลับโหมดได้ง่ายผ่านพวงมาลัย ส่วนจอกลางรองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย พร้อมปุ่มกดแยกที่ช่วยให้ใช้งานสะดวกขณะขับขี่ แต่ระบบสัมผัสจะยังไม่ลื่นไหลและมีฟังก์ชันจำกัดหากไม่เชื่อมต่อสมาร์ทโฟน  เบาะคู่หน้าโอบกระชับลำตัวได้ดี พื้นที่ด้านหน้ากว้างขวาง แต่เบาะหลังมีพื้นที่วางขาแคบกว่าคู่แข่ง

แดชบอร์ดและห้องโดยสารของ Toyota Hilux Travo มีพื้นที่เบาะหน้ากว้างขวาง แต่พื้นที่วางขาเบาะหลังแคบกว่ารุ่นอื่นในคลาสและเสี่ยงต่อการที่ศีรษะจะกระแทกมือจับเมื่อเบรกแรง

แผงควบคุมระบบขับเคลื่อนบริเวณคอนโซลกลาง ประกอบด้วยปุ่มกดและสวิตช์หมุนสำหรับเลือกโหมดการขับขี่และระบบส่งกำลัง
จุดที่เปลี่ยนแปลงแทบทุกชิ้นคือภายในห้องโดยสาร เน้นใช้เส้นสายเหลี่ยมเข้ากับตัวถังภายนอก แดชบอร์ดที่ออกแบบให้ค่อนข้างแบนช่วยเพิ่มทัศนวิสัยด้านหน้าได้อย่างมาก การใช้พลาสติกผิวด้านทั้งบนแดชบอร์ด, พวงมาลัย และคอนโซลกลาง ช่วยลดแสงสะท้อนได้ดี ที่น่าประทับใจคือการจัดวางชุดควบคุมการขับเคลื่อนรวมไว้ที่ใต้แดชบอร์ด ไม่ต้องก้มหาไปทั่วเหมือนใน Revo และดีขึ้นไปอีกขั้นแพราะย้ายปุ่มปิดแทร็กชันมารวมไว้ด้วย ซึ่งมักต้องใช้บ่อยสำหรับการขับออฟโรด
เบาะคู่หน้าดีไซน์ใหม่ของ Toyota Hilux Travo ที่โอบรับลำตัวได้กระชับขึ้นขณะเข้าโค้ง โดยฝั่งผู้ขับปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง ส่วนฝั่งผู้โดยสารเป็นแบบปรับมือ
เบาะหุ้มด้วยหนัง Softex ซึ่งเป็นหนังเทียมชนิดหนึ่ง แต่มีความ “พรีเมียม” กว่าหนังเทียม PVC ทั้งในแง่ของกระบวนการผลิตที่สร้างมลพิษน้อยกว่า และสัมผัสที่นุ่มยืดหยุ่นกว่า นอกจากนั้น ยังทนต่อการขีดข่วนและซีดจาง, ระบายความร้อนได้ดี และทำความสะอาดง่ายเนื่องจากพื้นผิวมีความหนาแน่นสูง ของเหลวที่หกใส่จึงไม่ซึมเข้าเนื้อผ้าได้ง่าย เช็ดออกได้รวดเร็ว ตัวเบาะออกแบบให้มีปีกสูงโอบรับลำตัวช่วงบน และปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทางที่ฝั่งคนขับ และปรับมือสำหรับฝั่งผู้โดยสาร

จอแสดงผลข้อมูลผู้ขับขี่ขนาด 12.3 นิ้ว ใน Toyota Hilux Travo ที่สามารถจดจำการตั้งค่าหน้าจอได้ถึง 3 โปรไฟล์ ซึ่งสะดวกกว่ารถคู่แข่งในคลาสเดียวกัน

ปุ่มควบคุมบนก้านพวงมาลัยฝั่งซ้าย สำหรับสั่งงานระบบ Infotainment, ระบบสั่งงานด้วยเสียง และปรับการแสดงผลบนจอหน้าปัด
จอแสดงผลของผู้ขับออกแบบมาดีมาก เพราะนอกจากเรียกดูค่าได้หลากหลายแล้ว ยังแบ่งออกเป็น 3 โปรไฟล์ ทำให้เซ็ตการแสดงข้อมูลเป็นชุด ๆ สำหรับเรียกดูในสถานการณ์ต่างกันออกไปได้ เลือกแต่ละโปรไฟล์ง่าย ๆ ด้วยการกดปุ่มควบคุมบนก้านพวงมาลัย (เลื่อน ซ้าย-ขวา) เช่นในภาพนี้ เราเซ็ตโปรไฟล์นี้สำหรับดูขณะขับออฟโรด โดยด้านซ้ายแสดงการยึดเกาะของแต่ละล้อ และด้านขวาแสดงองศาของรถ เป็นต้น
จอแสดงผลส่วนกลางบนแดชบอร์ดที่รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ไร้สาย แต่มีระบบสัมผัสไม่ลื่นไหลและไม่มีข้อมูลตัวรถแสดงผลในตัว
จอส่วนกลางมีขนาด 12.3 นิ้ว แยกฟังก์ชันใช้บ่อยไว้เป็นปุ่มกดด้านล่างของจอ จึงใช้งานสะดวกขณะขับขี่ รองรับการเชื่อมต่อไร้สายทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto แต่น่าเสียดายที่จอนี้แทบทำอะไรไม่ได้เลยหากไม่เชื่อมต่อมือถือ (เหมือนที่คุณเห็นในภาพ) เพราะไม่มีทั้งแอปฯ และ GPS มาให้
ชุดแผงควบคุมระบบปรับอากาศบริเวณกึ่งกลางแดชบอร์ด สำหรับปรับอุณหภูมิแยกอิสระแบบ 2 โซน
ระบบปรับอากาศแบบ 2 โซน ยังคงเป็นแบบดั้งเดิม ไม่เอาไปรวมอยู่บนหน้าจอ ใช้งานได้รวดเร็วและสะดวกเมื่อขับขี่ ปุ่มแบบสวิตช์โยก ขึ้น-ลง มีขนาดใหญ่ กดง่ายมาก นอกจากนั้น ยังมาพร้อมกับระบบกรองฝุ่น PM2.5 และสามารถสั่ง เพิ่ม-ลด อุณหภูมิ และความแรงพัดลมได้ด้วยคำสั่งเสียงได้อีกด้วย

ระบบความปลอดภัย

Travo Overland Plusปลอดภัยขึ้นด้วยการเสริมความแกร่งตัวถังและระบบ TSS อัพเดทล่าสุดเวอร์ชั่น 3 อย่างไรก็ตาม ระบบ ACC ยังทำงานได้ไม่นุ่มนวลขณะลดความเร็วหรือเบรกจนหยุดนิ่ง

 

ระบบช่วยเหลือขณะขับขี่ (ADAS): ฉลาดขึ้น แต่ยังทำงานไม่นุ่มนวล

จากการเปลี่ยนมาใช้ระบบบังคับเลี้ยวไฟฟ้า ทำให้ Travo มีระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลนและระบบหน่วงกลับอัตโนมัติเมื่อเริ่มออกนอกเลน ติดตั้งมาให้ด้วย เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบ Toyota Safety Sense 3 (TSS 3) ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดของ Hilux ช่วยให้ระบบ Adaptive Cruise Control (ACC) ของ Travo ทำงานได้ฉลาดกว่า Revo มาก ในแง่ของการควบคุมพวงมาลัยให้อยู่ในเลน อย่างไรก็ตาม จากการทดลองใช้จริงของเราพบว่า ระบบทำได้ดีที่ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. และการควบุคมอัตโนมัติเริ่ม “เลื้อย” ไปมา รวมทั้งต้องหมุนพวงมาลัยช่วยขณะเข้าโค้ง เมื่อใช้ความเร็วมากกว่านั้น เช่นเดียวกับการลดความเร็วหรือเบรกจนหยุดซึ่งทำงานดีที่ความเร็วต่ำ แต่เบรกรุนแรงมากหากใช้งาน ACC ที่ความเร็วสูงกว่า 80 กม./ชม. ขึ้นไป

ความปลอดภัยเชิงป้องกัน: ติดตั้งมาให้ครบครันกว่าเดิม

นอกจากการเสริมความแกร่งให้กับแชสซีส์ส่วนหน้าและห้องโดยสารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรองรับการชนแล้ว Travo ยังมาพร้อมกับดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ และระบบช่วยเบรกอัตโนมัติทั้งจากด้านหน้าและขณะถอยหลัง ซึ่งทำงานได้แม่นยำและสั่งเบรกในจังหวะที่เหมาะสม ไม่ใกล้หรือไกลเกินไป

 

กล่าวโดยสรุปคือ ระบบความปลอดภัยของ Toyota Hilux Travo Overland Plus ที่ใช้พวงมาลัยไฟฟ้าร่วมกับระบบ TSS 3 ช่วยให้การควบคุมรถให้อยู่ในเลนทำงานได้ดีขึ้นกว่า Revo แต่จุดสังเกตคือ ระบบ ACC ยังทำงานไม่เป็นธรรมชาติ และเบรกอย่างรุนแรงทั้งขณะลดความเร็วและเพื่อหยุดนิ่ง ส่วนระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันให้ดิสก์เบรกสี่ล้อและระบบช่วยเบรกอัตโนมัติที่ทำงานได้แม่นยำ

 กล้องของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่บนกระจกหน้า ซึ่งทำงานร่วมกับพวงมาลัยไฟฟ้าเพื่อควบคุมรถให้อยู่ในเลนและช่วยให้ระบบ ACC ของ Travo ฉลาดกว่ารุ่นเดิม

เรดาร์ของระบบ Dynamic Radar Cruise Control บนกันชนหน้า ซึ่งทำงานได้ดีที่ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. แต่จะเริ่มมีอาการเลื้อยและเบรกรุนแรงเมื่อใช้ความเร็วสูงกว่านั้น

ปุ่มควบคุมบนก้านพวงมาลัยฝั่งขวา สำหรับเปิดใช้งานระบบ ACC, ระบบรักษาเลน และปรับระยะห่างจากรถคันหน้า

ปุ่มเบรกมือไฟฟ้าและระบบ Brake Hold บนคอนโซลกลางของ Toyota Hilux Travo ที่ทำงานร่วมกับดิสก์เบรก 4 ล้อ และระบบช่วยเบรกอัตโนมัติได้อย่างแม่นยำ
เนื่องจากเปลี่ยนมาใช้ระบบบังคับเลี้ยวไฟฟ้า ระบบช่วยเหลือขณะขับขี่ Toyota Safety Sense จึงได้รับการอัพเกรดเป็นเวอร์ชั่นที่ 3 ที่เพิ่มระบบควบคุมรถให้อยู่กลางเลนและหน่วงกลับอัตโนมัติหากกำลังออกนอกเลนมาให้ ร่วมด้วยระบบครูสคอนโทรลทำงานร่วมกับเรดาร์ที่ติดตั้งไว้กลางกันชนหน้า ที่สามารถลดความเร็วได้อัตโนมัติเพื่อเข้าโค้ง นอกจากนั้น ยังเพิ่มความปลอดภัยด้วยดิสก์เบรกหลังพร้อมร่องระบายความร้อน และเบรกมือไฟฟ้าร่วมด้วย Auto Hold มาให้อีกด้วย

 

สรุป – Toyota Hilux Travo 4Trex 2.8 Overland Plus ควรอยู่ในลิสต์ของคุณหรือไม่?

เลือก Travo Overland Plus ถ้าคุณเน้นใช้งานแบบออฟโรด ความสะดวกในการดูแลรักษาและซ่อมแซม และราคาขายต่อ แต่ควรนำคู่แข่งในคลาส เช่น Ranger และ Triton มาพิจารณาหากเน้นความคุ้มค่าในแง่ของจำนวนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีในราคาที่ถูกกว่า

รถคันนี้ควรอยู่ในลิสต์อันดับแรกสุดของคุณ หากต้องการรถกระบะสำหรับขับขี่แบบออฟโรดเป็นหลัก เพราะมีข้อดีที่ขนาดกะทัดรัดที่สุดในคลาส ฐานล้อสั้นกว่า และมีระบบ MTS ที่ทำงานได้ดีมาก ทั้งยังซ่อมแซมง่าย (ซึ่งมักเกิดได้บ่อย หากขับออฟโรด) เพราะไม่มีอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์หรือเซนเซอร์ซับซ้อนมากนัก ตลอดจนเครื่องยนต์ 2.8 ลิตร ก็แรงสะใจมากที่รอบต่ำ รวมถึงมีจำหน่ายมานานทำให้หาอะไหล่ได้ง่ายและมีแนวโน้มสูงว่าช่างของอู่ซ่อมรถทั่วไปสามารถซ่อมแซมได้หากเกิดความเสียหายในพื้นที่ห่างไกล

 

และถ้าคุณเป็นสาวกของ Toyota อยู่แล้ว และ/หรือ เคยใช้ Revo มาก่อน คุณต้องชอบ Travo อย่างแน่นอน เพราะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งช่วงล่างที่นุ่มนวลกว่า ระบบบังคับเลี้ยวตอบสนองดีกว่า และระบบความปลอดภัยทันสมัยกว่า (TTS 3) แต่มีจุดควรพิจารณาให้ดีคือ จุดเด่นหลักทั้งพวงมาลัยไฟฟ้าและระบบ MTS มีให้เฉพาะเกรด Prerunner Overland Plus (ขับเคลื่อนสองล้อ จึงไม่มี MTS), 4Trex Overland และ 4Trex Overland Plus เท่านั้น ส่วนเกรดอื่นนอกจากนี้ ไม่มีจุดเด่นทั้งสองติดตั้งมาให้

 

ถ้าคุณเน้นเทคโนโลยีล้ำสมัยและจำนวนอุปกรณ์อำนวยความสะดวก มากกว่าประสิทธิภาพแบบออฟโรดหรือความแรง ยังมีตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า เช่น Ford Ranger Wildtrak 2.0 Bi-turbo และ Mitsubishi Triton Athlete ซึ่งมีราคาถูกกว่ามากในปัจจุบัน แต่ทั้งคู่ก็ต้องแลกมาด้วยจำนวนศูนย์บริการน้อยกว่า อะไหล่หายากกว่า ซ่อมแซมยากกว่า และราคาขายต่อที่ต่ำกว่า Hilux มาก

 

SPECIFICATIONS: Toyota Hilux Travo 4Trex 2.8 Overland Plus

https://www.toyota.co.th/model/hilux_travo_overland

 

Price

  • 4Trex 2.8 Overland Plus: 1,366,000 Baht (as our test car)
  • 4Trex 2.8 Overland: 1,292,000 Baht

Powertrain

  • 8 litre turbodiesel 4-cyl
  • 204ps @ 3000-3400rpm
  • 500Nm @ 1600-2800rpm

Transmission

  • 6-speed automatic
  • Part-time four-wheel drive

Performance

  • n/a 0-100km/h
  • n/a top speed
  • 1km/l (at tested)

Weight

  • n/a

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Toyota Hilux Travo 4Trex 2.8 Overland Plus

อัตราสิ้นเปลืองของ Toyota Hilux Travo 4Trex 2.8 Overland Plus ประมาณกี่ กม./ลิตร

จากการทดสอบจริง Toyota Hilux Travo 4Trex Overland Plus มีอัตราสิ้นเปลืองในเมืองและนอกเมืองรวมกันเฉลี่ย 11.1 กม./ลิตร

โปรดทราบว่า ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ได้จากการทดสอบ เป็นเพียงค่าการใช้งานในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และจะแตกต่างไปตามรูปแบบการใช้งาน, น้ำหนักบรรทุก, พฤติกรรมการขับขี่ และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ

 

Toyota Hilux Travo 4Trex 2.8 Overland Plus ราคาเท่าไหร่?

Toyota Hilux Travo 4Trex 2.8 Overland Plus ราคาอย่างเป็นทางการคือ 1,366,000 บาท

เกรด Overland มีเฉพาะตัวถัง 4 ประตูเท่านั้น มีทั้งรุ่น Prerunner ขับเคลื่อนสองล้อ และ 4Trex ขับเคลื่อนสี่ล้อ โดยคันทดสอบของเราเป็นรุ่น 4Trex 2.8 Overland Plus AT ซึ่งเป็นรุ่นท้อป ส่วนรุ่นย่อยอื่นๆ ในเกรด Overland และ Overland Plus มีราคาดังนี้

  • 4Trex 2.8 Overland AT ราคา 1,292,000 บาท
  • Prerunner 2.8 Overland Plus AT ราคา 1,176,000 บาท
  • Prerunner 2.8 Overland AT ราคา 1,102,000 บาท

สามารถดูราคาของรุ่นย่อยอื่นๆ ได้ที่ https://www.toyota.co.th/model/hilux_travo_overland/grade

โปรดทราบว่า ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง

 

เกรด 4Trex Overland ต่างจาก 4Trex Overland Plus ตรงไหนบ้าง?

จุดต่างกันหลักๆ ระหว่างสองเกรดนี้ อยู่ที่อุปกรณ์ระบบความปลอดภัย

เมื่อเทียบเฉพาะรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อเกรด 4Trex Overland Plus ตัวท้อป จุดที่ 4Trex Overland ตัวรองท้อป  ไม่มี อยู่ที่ อุปกรณ์ระบบความปลอดภัย คือ

  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ไม่มีระบบ Dynamic Radar (ลดความเร็วอัตโนมัติเมื่อเข้าโค้ง) แบบ All-speed
  • ไม่มีระบบช่วยเตือน พร้อมช่วยเบรกอัตโนมัติ
  • ไม่มีระบบเตือนก่อนการชน
  • ไม่มีระบบเตือนออกนอกเลนพร้อมหน่วงกลับอัตโนมัติ
  • ไม่มีระบบควบคุมรถให้อยู่กลางเลน
  • ไม่มีระบบไฟสูงอัตโนมัติ

โปรดทราบว่า รายการอุปกรณ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง สำหรับรายการอุปกรณ์ทั้งหมด สามารถดาวน์โหลดโบรชัวร์ (ไม่ต้องลงทะเบียน) ได้จากเว็บไซต์ของผู้ผลิต กรุณาคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้

https://www.toyota.co.th/model/hilux_travo_overland/download

 

มีรุ่นไหนใกล้เคียง / คู่แข่ง?

รถที่อยู่ในคลาสเดียวกับ Toyota Hilux Travo 4Trex 2.8 Overland Plus คือ รถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อที่มีขนาดใกล้เคียงกันในช่วงราคาเดียวกัน มีคู่แข่งดังนี้

  • Isuzu D-Max V-Cross
  • Ford Ranger Wildtrak
  • Mitsubishi Triton Athlete
  • Nissan Navara Pro4X

 

การรับประกัน

Toyota Hilux Travo 4Trex 2.8 Overland Plus ในประเทศไทย รับประกัน 5 ปี หรือ 150,000 กม. และเพิ่มเป็น 8 ปี หรือ 225,000 กม. เมื่อใช้แพคเกจ TCFR Plus

โปรดทราบว่า เงื่อนไขการรับประกันอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง

ใช้งานในเมือง / นอกเมืองได้ไหม?

ใช้งานในเมืองได้ดีเพราะเครื่องยนต์อัตราเร่งจัดจ้านที่ความเร็วต่ำ ช่วงล่างนุ่มนวลกว่า Revo และมีการเก็บเสียงที่ดีกว่า แต่ใช้งานนอกเมืองที่ความเร็วสูง อัตราเร่งยังไม่ทันใจ และเสียงเครื่องยนต์ดังเข้ามาในรถมากขณะเร่งเครื่อง

 

Travo 4Trex 2.8 Overland Plus ขับออฟโรดดีมั้ย?

ถ้าคุณเน้นการใช้งานแบบออฟโรดสายลุย Travo 4Trex Overland Plus คือตัวเลือกอันดับหนึ่งของคุณ เพราะเครื่องยนต์แรงในรอบต่ำ ขนาดกะทัดรัด และมีระบบ MTS ที่ทำงานขณะใช้โหมด 4L ได้ดีมาก

จุดเด่นของรถรุ่นนี้คือความสามารถในการบุกตะลุยแบบออฟโรด โดยเฉพาะระบบควบคุมแทร็กชันที่ทำงานฉับไวเมื่อล้อใดล้อหนึ่งลอยจากพื้น จนแทบไม่ต้องกดใช้งานระบบล็อกเฟืองท้าย นอกจากนั้น ด้วยความยาวฐานล้อที่สั้นกว่าคู่แข่งในคลาสเดียวกันทำให้ลดโอกาส “ท้องแขวน” ได้มากกว่า

 

ความทนทาน ค่าอะไหล่ และค่าใช้จ่ายในระยะยาว

ข้อมูลความทนทานและค่าอะไหล่ระยะยาวของ Toyota Hilux Travo 4Trex 2.8 Overland Plus ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนในขณะนี้

จากการทดสอบ Toyota Hilux 4Trex 2.8 Overland Plus ระยะสั้น 3 วัน รถคันทดสอบไม่พบอาการผิดปกติใด ๆ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นรถรุ่นใหม่ในตลาดไทย ข้อมูลด้านความทนทานระยะยาวและค่าอะไหล่จริงจึงยังไม่สามารถสรุปได้จากประสบการณ์ตรง

  • สิ่งที่สามารถประเมินได้ในตอนนี้:

– เครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล 2.8 ลิตร เกียร์ และระบบขับเคลื่อน ยังคงเดิม ทำให้หาอะไหล่และช่างซ่อมได้ง่าย

– ชิ้นส่วนในห้องโดยสารส่วนใหญ่เป็นพลาสติกผิวด้าน จึงเกิดรอยขีดข่วนได้ยาก

– ไม่มีเซนเซอร์หรือเทคโนโลยีซับซ้อนมากนัก จึงซ่อมบำรุงง่าย

  • ประเด็นที่ควรติดตามในระยะยาว:

– แผ่นกันกระแทกใต้กันชนหน้ายื่นลงมาต่ำกว่าจุดต่ำสุดของรถ อาจเสียหายได้ง่ายเมื่อขับออฟโรด

– เรดาร์ที่กันชนหน้า อาจมีโอกาสได้รับเสียหายได้ง่ายกรณีเกิดการชนด้านหน้า

ข้อมูลการทดสอบ

ข้อมูลทั้งหมดมาจากการทดลองขับจริงโดยผู้ทดสอบของ Torque

  • ผู้ทดสอบ: สุรเชษฐ์ เทียนทอง
  • รูปแบบการทดสอบ: ทดลองขับจริง
  • ระยะเวลารวม: 3 วัน
  • ระยะทางที่ทดสอบรวม: 378 กม.
  • สถานที่: กรุงเทพฯ, นครนายก

Check Also

คาราวานอีซูซุ Ddi MAXFORCE ถ่ายภาพร่วมกับอาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ จังหวัดสกลนคร

คาราวานอีซูซุ พิสูจน์สมรรถนะดีเซลใหม่ บนเส้นทาง นครพนม–สกลนคร

คาราวานอีซูซุ Ddi MAXFORCE ทริปทดสอบจริง รับลมหนาว สัมผัสออนซอนอีสาน บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด จัดกิจกรรมทดสอบรถรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นทริปรับลมหนาว สัมผัสเสน่ห์อีสานในเส้นทาง นครพนม – สกลนคร …