เปิดประวัติ Ford Bronco ตำนาน Rugged Off-Road ตัวพ่อแห่งอเมริกา และไปดูกันว่า Bronco New Energy คือผู้สืบสายเลือดม้าพยศ หรือแค่ม้าจีนต้มคนดู?
Torque Thailand พาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ ‘Bronco’ ม้าพยศสายพันธุ์อเมริกัน ที่เผยโฉมครั้งแรกเมื่อกว่า 60 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ต้นกำเนิด วันดับสลาย และการเกิดใหม่อีกครั้ง เพื่อค้นหาว่าอะไรที่ทำให้รถรุ่นนี้กลายเป็นขวัญใจของสายลุยหนัก พร้อมวิเคราะห์ Ford Bronco New Energy ว่าเป็นทายาทม้าพยศตัวจริง หรือแค่ร่างจำแลงกันแน่
1965-1977: การลืมตาดูโลกครั้งแรก
เจเนอเรชั่นแรกของ Bronco ใช้แนวคิดเดียวกับ Mustang นั่นคือ รถที่สนุกสนานและ Youth-friendly ชื่อ ‘Bronco’ หมายถึง “ม้าพยศ” จุดเด่นคือช่วงล่างหน้า Mono-Beam แบบคานแข็งกับคอยล์สปริง ค้ำเพลาหน้าด้วยอาร์มเหล็กบีบอัดขึ้นรูป (Forged) ตัวถังทรงกล่องมีโอเวอร์แฮงก์สั้น วางบนแชสซีส์แบบกล่อง ฐานล้อสั้นเพียง 92 นิ้ว วงเลี้ยวแคบเพียง 5.1 เมตร
แรกเริ่มใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง 2.8 ลิตร 105 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 3 จังหวะ ก่อนนำขุมพลัง V8 4.7 ลิตร 200 แรงม้า มาใส่ในปี 1966 และขยายเป็น 4.9 ลิตร ในอีก 2 ปีต่อมา ปิดท้ายด้วยเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง 3.3 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 3 จังหวะ ในปี 1973
Bronco เจเนอเรชั่นแรก ผลิตรวมกว่า 225,000 คัน มี 3 รูปแบบตัวถัง คือ Wagon 2 ประตู หลังคาแข็งถอดได้ (ขายดีที่สุด), Half-cab กระบะขนาดเล็ก และ Roadster ที่ไม่มีหลังคาและประตู ด้านโครงสร้างใช้แชสซีส์แบบกล่องตรง คานขวางเชื่อมติดกับคานแนวยาวเพื่อลดการบิดตัว เพลา Dana 30 (เปลี่ยนเป็น Dana 44 ในรุ่นปี 1971) เฟืองท้าย 9 นิ้ว และชุดเกียร์ทรานส์เฟอร์ Dana 20 สามารถเปลี่ยนเป็น 4H ได้ขณะรถวิ่ง
1978-1979: เครื่อง V8 ไซส์ยักษ์ พลังจิ๋ว
เจเนอเรชั่น 2 ขยับขึ้นคลาส Full-size ยกแชสซีส์และช่วงล่างมาจากกระบะ F-100 แต่ตัดสั้นลง มีเฉพาะขุมพลัง V8 ตัวเริ่มต้น 5.8 ลิตร 156 แรงม้า และรุ่นท็อป 6.6 ลิตร 158 แรงม้า สาเหตุที่แรงม้าน้อยเนื่องจากวิกฤตการณ์น้ำมันในยุค 70s และกฎหมายควบคุมมลพิษ CAFE Standards
ถึงกระนั้นก็ทำยอดขายไปกว่า 180,000 คัน Ford ได้เสนอชุดเกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ อัตราทดต่ำพิเศษ “Granny Gear” ทั้ง Borg-Warner T-18 และ New Process NP435 เพลาหน้าใช้ Dana 44 ส่วนเพลาหลังเป็น Ford 9 นิ้ว ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อมีทั้งแบบ Full-time ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติช่วงแรก และแบบ Part-time
1980-1986: เปลี่ยนมาใช้ช่วงล่างหน้าแบบอิสระ
เจเนอเรชั่น 3 ปรับปรุงขนานใหญ่ มุ่งเน้นการขับขี่ที่ดีขึ้นทั้งออนและออฟโรด จุดสำคัญคือการใช้ช่วงล่างหน้าแบบอิสระ (Twin-Traction Beam) แทนคานแข็ง ช่วยลดน้ำหนักลงได้ถึง 70 กก. ตัวถังมีแบบเดียวคือ 2 ประตู หลังคาแข็งถอดได้ บนแชสซีส์ F-100 ช่วงสั้น
เครื่องยนต์มีตัวเลือก 6 สูบเรียง 4.9 ลิตร 115 แรงม้า และ V8 5.8 ลิตร ต่อมาในปี 1982 อัปเกรด V8 5.8 ลิตร เป็น 210 แรงม้า และเพิ่ม V8 5.0 ลิตร หัวฉีด EFI 190 แรงม้า มีเกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ, อัตโนมัติ 3 จังหวะ และ 4 จังหวะพร้อมโอเวอร์ไดร์ฟ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเพิ่มออปชั่นเลือกล็อคดุมหน้าอัตโนมัติ เสื้อเกียร์ทรานส์เฟอร์ทำจากอลูมิเนียมพร้อม Oil Pump ส่วนเฟืองท้ายเปลี่ยนเป็น 8.8 นิ้ว ในรุ่นปี 1983 ทั้งนี้ ยังได้ถือกำเนิด Bronco II (วางบนแชสซีส์ Ranger) ออกขายระหว่างปี 1984-1990 อีกด้วย
1987-1991: ปรับโฉมเล็กน้อย, เครื่อง V8 หัวฉีด
เจเนอเรชั่น 4 ปรับลุคตามกระบะ F-150 ถูกต้องตามหลักแอโรไดนามิกส์ยิ่งขึ้น เครื่องยนต์ทั้ง 6 สูบเรียง และ V8 เปลี่ยนมาใช้หัวฉีด EFI ทั้งหมด เพิ่มเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะปรับปรุงใหม่ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเปลี่ยนมาใช้เกียร์ทรานส์เฟอร์ Borg Warner 1345 เลือกด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมเพิ่มระบบ ABS ที่ทำงานเฉพาะในระบบขับเคลื่อนสองล้อ
1992-1996: วาระสุดท้ายของ Bronco
การมาถึงของ Ford Explorer ในปี 1991 สั่นคลอน Bronco อย่างรุนแรง เจเนอเรชั่น 5 ทำยอดขายได้เพียงราว 30,000 คันต่อปี เพราะ Explorer ตอบโจทย์ครอบครัวด้วยตัวเลือก 4 ประตู นอกจากนี้ หลังคาแข็งถอดได้ถูกติดตั้งไฟเบรกดวงที่สามและจุดยึดเข็มขัดนิรภัยเบาะหลังยึดน็อตแน่นหนา ทำให้ถอดออกยากขึ้น Bronco คันสุดท้ายออกจากสายพานปี 1996 และถูกแทนที่ด้วย Ford Expedition
1999: Bronco ที่ไม่เคยถูกกล่าวถึง
โปรเจกต์ลับ “Ford U216” (หรือ U260) ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1999 บนแพลตฟอร์ม T6 ของ Ranger ถ่ายทอดดีไซน์ทรงกล่องจาก Bronco ปี 1966 แต่ถูกพับเก็บไปเนื่องจากตลาดในยุคนั้นเน้น SUV ครอบครัวสี่ประตู
2004-2020: การโยนหินถามทาง
Ford สร้างรถต้นแบบเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ในการฟื้นคืนชีพ Bronco
2004 Ford Bronco Concept: ดีไซน์สไตล์ Retro-Futuristic ถ่ายทอด DNA จาก Gen 1 ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ร่วมกับไนตรัสออกไซด์ แต่ถูกพับโครงการเนื่องจากปัจจัยทางธุรกิจ
2019 Ford Bronco R Concept: สร้างขึ้นฉลอง 50 ปี ชัยชนะปี 1969 และส่งสัญญาณดีไซน์ของ Gen 6 ใช้แชสซีส์ T6 ดัดแปลง ช่วงล่างหน้าอิสระ ยุบ 14 นิ้ว ด้านหลัง Five-link เพลาแข็ง ยุบ 18 นิ้ว โช้ก Fox Racing และยาง 37 นิ้ว
2021-Present: คืนชีพ Bronco มาพร้อมศักยภาพอันน่าทึ่ง
Ford ปลุกสองพี่น้อง Bronco เจเนอเรชั่นที่ 6 ขึ้นมา ทั้ง Bronco และ Bronco Sport ตัวรถสแกนดีไซน์ 3D จากรุ่นปี 1965 ถ่ายทอดมิติแบบ Square ประตูและหลังคาถอดได้ โอเวอร์แฮงก์สั้น และเลย์เอาต์ Body-On-Frame แชสซีส์ T6.2 มาพร้อมยาง 35 นิ้วเป็นมาตรฐานโรงงาน
Bronco เกรดมาตรฐาน มีเครื่องยนต์ EcoBoost 2.3 ลิตร 270 แรงม้า และ V6 2.7 ลิตร 310 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 7 จังหวะ (พ่วง Crawler Gear) และอัตโนมัติ 10 จังหวะ เกียร์ทรานส์เฟอร์ไฟฟ้า 2 จังหวะ มีทั้ง Part-time และ Advance 4WD พร้อมโหมดการขับขี่ G.O.A.T Modes ที่ปลดเหล็กกันโคลงอัตโนมัติในโหมด Rock Crawl
2022 Ford Bronco Raptor: บนสุดของห่วงโซ่
ที่สุดแห่งสายลุยอัลตราไฮเพอร์ฟอร์แมนซ์สำหรับทำความเร็วบนทะเลทรายสไตล์ Ultra4 Racing ใช้เครื่องยนต์ 3.0L EcoBoost Twin-Turbo V6 418 แรงม้า แรงบิด 597 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ เสริมความแข็งแกร่งตัวถัง 50% ช่วงล่าง Raptor HOSS 4.0 โช้ก FOX 3.1 Live Valve เพลาหลัง Dana 50 AdvanTEK และเพลาหน้า Dana 44 ระยะยึดยุบหน้า-หลัง 13 และ 14 นิ้ว ขยายความกว้างช่วงล้อเพิ่ม 218 มม. Ground Clearance 333 มม. ยาง 37 นิ้ว BFGoodrich KO2 บนล้อ Beadlock 17 นิ้ว
2021 Ford Bronco Sport: น้องเล็กสายลุยเบาๆ
Bronco Sport เป็น Compact SUV โครงสร้างโมโนค็อก (C2) เครื่องยนต์วางขวาง มีเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร 181 แรงม้า และ 2.0 ลิตร 245 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ รุ่น Badlands มีชุดคลัตช์คู่ที่เพลาหลังจำลองการทำงานดิฟล็อกหลังได้ แม้ศักยภาพออฟโรดจะจับคู่รุ่นใหญ่ไม่ได้ แต่มียอดขายแซงหน้าเนื่องจากราคาเข้าถึงง่าย นุ่มนวล คล่องตัว และเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
2025 Ford Bronco New Energy: การปรากฏตัวของม้าป่าลูกครึ่ง Bronco New Energy สร้างขึ้นในจีนผ่านบริษัทร่วมทุน Jiangling Ford (JMC-Ford) มีขุมพลัง EV และ EREV ใช้แพลตฟอร์มโมโนค็อก ‘CX810’ ที่สร้างขึ้นใหม่สำหรับตลาดจีน ตัวถังยาวกว่า Bronco พันธุ์แท้ถึง 613 มม.
ในทางเทคนิค Bronco New Energy ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ Bronco อเมริกัน แต่ใช้เพียง “ภาษาการออกแบบ” (Design Language) เช่น ไฟหน้า กระจังหน้า และฝาท้ายเปิดข้าง หากมองอย่างเป็นทางการ ทั้ง New Energy และ Bronco Sport ต่างเป็นรถในตระกูล Bronco ตามที่ผู้ผลิตระบุ แต่ถ้านิยามว่า Bronco ต้องเป็น “รถ Rugged Off-road” สำหรับลุยหนัก ทั้ง New Energy และ Bronco Sport ต่างก็แค่อาศัยชื่อและหน้าตามาเป็นจุดขาย แต่ยังห่างไกลจากนิยาม Rugged Off-road อย่างมากครับ
TorqueThailand.com















