ฮุนได มอเตอร์ เปิดตัวแคมเปญระดับโลก “Forests Without Names” ในช่วงเดือนแห่งการคุ้มครองโลก หรือ Earth Month เดินหน้าตั้งชื่อให้กับ “ป่าใต้ทะเล” ในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อผลักดันการรับรู้ถึงบทบาทสำคัญของระบบนิเวศทางทะเลในการรับมือวิกฤตโลกร้อน พร้อมยกระดับการเข้าถึงข้อมูลผ่านเว็บไซต์และระบบแผนที่เฉพาะทาง โดยแคมเปญนี้ครอบคลุมพื้นที่ใน เกาหลีใต้ อาร์เจนตินา และออสเตรเลีย ตอกย้ำทิศทางของฮุนไดในการขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่านการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล การดูแลป่าใต้ทะเล และการสร้างการมีส่วนร่วมของสังคมในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม
ฮุนได มอเตอร์ เปิดตัวแคมเปญ “Forests Without Names”
บริษัท ฮุนได มอเตอร์ ประกาศเปิดตัวแคมเปญระดับโลก Forests Without Names อย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเด็นสิ่งแวดล้อมในช่วง Earth Month เดือนเมษายน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการตั้งชื่อให้กับ “ป่าใต้ทะเล” ทั่วโลก ควบคู่กับการสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของระบบนิเวศทางทะเลต่อสิ่งแวดล้อมในระดับสากล
ดันบทบาท “ป่าใต้ทะเล” รับมือวิกฤตโลกร้อน
ฮุนไดต้องการชูให้เห็นว่า “ป่าใต้ทะเล” เป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญไม่ต่างจากป่าบนบก เนื่องจากทำหน้าที่เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ทะเล ช่วยกรองมลพิษในน้ำ และเป็นฐานสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณชายฝั่ง อีกทั้งยังถูกจับตามองมากขึ้นในฐานะกลไกธรรมชาติที่อาจช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
ป่าใต้ทะเลคือระบบนิเวศที่มักถูกมองข้าม
ข่าวประชาสัมพันธ์ระบุว่า ป่าใต้ทะเลเกิดจากการรวมตัวหนาแน่นของสาหร่ายทะเล เช่น เคลป์และสาหร่ายชนิดต่าง ๆ แต่แม้จะมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ป่าใต้ทะเลจำนวนมากกลับยังไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ ทำให้ขาดการรับรู้ในวงกว้าง และอาจถูกมองข้ามในมิติของการดูแลและฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล
ตั้งชื่อป่าใต้ทะเล เพื่อสร้าง “ตัวตน” และเพิ่มการรับรู้
ฮุนได มอเตอร์ จึงนำแนวคิดการตั้งชื่อมาใช้เพื่อสร้าง “ตัวตน” ให้กับป่าใต้ทะเลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเชื่อว่าการมีชื่อเรียกจะช่วยให้ผู้คนมองเห็นคุณค่า จดจำได้ง่ายขึ้น และนำไปสู่การรับรู้ รวมถึงการดูแลทรัพยากรทางทะเลอย่างต่อเนื่องในระยะยาวมากขึ้น
เดินหน้าตั้งชื่อป่าใต้ทะเล 3 แห่งทั่วโลก
แคมเปญนี้ครอบคลุมการตั้งชื่อป่าใต้ทะเลใน 3 ประเทศสำคัญ ได้แก่
เกาหลีใต้ ตั้งชื่อพื้นที่ป่าใต้ทะเลที่ได้รับการฟื้นฟูในเมืองอุลซานว่า “Ullim” ซึ่งสื่อถึง “แรงสั่นสะเทือน” หรือ “เสียงสะท้อน”
อาร์เจนตินา ใช้ชื่อ “Auken Aiken” ที่มีความหมายว่า “ผืนดินแห่งชีวิต” ในภาษาท้องถิ่น
ส่วน ออสเตรเลีย จะเปิดให้ประชาชนร่วมโหวตชื่อผ่านโซเชียลมีเดียระดับโลกและเว็บไซต์ของแคมเปญ
พัฒนาเว็บไซต์และ Sea Forest Map เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น
ชื่อของป่าใต้ทะเลที่ได้รับการคัดเลือกจะถูกบรรจุลงใน Sea Forest Map ของโครงการ โดยมีเป้าหมายเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มแผนที่ เช่น Kakao Map และขยายสู่แพลตฟอร์มแผนที่ระดับโลกในอนาคต เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมเปิดทางให้สังคมมีส่วนร่วมจากการ “รับรู้” ไปสู่การ “มีส่วนร่วม” อย่างจริงจัง
มุ่งพัฒนาเป็นศูนย์กลางข้อมูลป่าใต้ทะเลระดับโลก
เว็บไซต์ของแคมเปญจะถูกต่อยอดสู่การเป็น Sea Forest Data Hub หรือศูนย์กลางข้อมูลป่าใต้ทะเลระดับโลก โดยรวบรวมข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว ทั้งพิกัดพื้นที่ ลักษณะของระบบนิเวศ และกิจกรรมการฟื้นฟู สะท้อนเป้าหมายของฮุนไดในการสร้างหนึ่งในฐานข้อมูลเปิดเกี่ยวกับป่าใต้ทะเลที่ครอบคลุมมากที่สุดในระดับโลก เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ การวิจัย และการดูแลทรัพยากรทางทะเลในระยะยาว
ทำงานร่วมภาครัฐ องค์กรไม่แสวงหากำไร และชุมชนท้องถิ่น
ฮุนไดระบุว่า การดำเนินโครงการครั้งนี้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐของเกาหลี องค์กรไม่แสวงหากำไร และชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้การทำงานมีความน่าเชื่อถือในเชิงวิชาการ และนำไปสู่ผลลัพธ์ด้านการดูแลและฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ต่อยอดจากแนวคิดสิ่งแวดล้อมของฮุนได
แคมเปญ Forests Without Names ยังถือเป็นการต่อยอดจากแนวคิดการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อมก่อนหน้านี้ของฮุนได โดยเฉพาะโครงการ Tree Correspondents ที่ใช้เทคโนโลยี AI ถ่ายทอด “เสียงของต้นไม้” เพื่อสื่อสารถึงความสำคัญของการดูแลป่าไม้ และเคยได้รับรางวัลจากเวที Cannes Lions ในปี 2568
เชื่อมต่อกับภารกิจฟื้นฟูทะเลของฮุนไดในระยะยาว
โครงการตั้งชื่อป่าใต้ทะเลครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแคมเปญระยะสั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนระยะยาวของฮุนได มอเตอร์ ที่มุ่งดูแลและฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลอย่างเป็นระบบ ทั้งการฟื้นฟูป่าใต้ทะเลในเมืองอุลซาน ประเทศเกาหลีใต้ และความร่วมมือด้านการจัดการขยะทะเลในหลายประเทศทั่วโลก
ฟื้นฟูป่าใต้ทะเลในอุลซาน คาดดูดซับคาร์บอนได้ราว 1,300 ตัน CO₂ ต่อปี
ก่อนหน้านี้ ฮุนได มอเตอร์ ได้เดินหน้าโครงการฟื้นฟูป่าใต้ทะเลในเมืองอุลซานตั้งแต่ปี 2567 ภายใต้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐของเกาหลีใต้ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 3.96 ตารางกิโลเมตร และคาดว่าจะช่วยดูดซับคาร์บอนได้ราว 1,300 ตัน CO₂ ต่อปี ผ่านแนวทางฟื้นฟูที่หลากหลาย เช่น การปลูกและย้ายสาหร่าย การกระจายสปอร์ การติดตั้งโครงสร้างใต้น้ำ และการทำความสะอาดพื้นทะเล
เก็บขยะทะเลกว่า 320 ตัน และนำกลับมาใช้ในรถยนต์
นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2564 ฮุนได มอเตอร์ ยังได้ดำเนินโครงการเก็บขยะทะเลร่วมกับ Healthy Seas ในยุโรป เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา โดยสามารถเก็บขยะทะเลได้รวมกว่า 320 ตัน ก่อนนำอวนประมงที่ถูกทิ้งกลับมารีไซเคิลเป็นเส้นใยไนลอน ECONYL® และใช้เป็นวัสดุภายในรถยนต์บางรุ่นที่จำหน่ายในยุโรป เช่น Hyundai IONIQ 5, Hyundai IONIQ 6, Hyundai SANTA FE และ Hyundai NEXO
ฮุนไดย้ำเป้าหมายสร้างอนาคตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ฮยอนชอล จอน หัวหน้ากลุ่มธุรกิจอนาคตและความยั่งยืน บริษัท ฮุนได มอเตอร์ ระบุว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการดูแลและฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในระบบนิเวศบนบกและทางทะเล พร้อมต้องการทำให้ป่าใต้ทะเลที่เคยมักไม่เป็นที่รู้จัก ได้รับการมองเห็นมากขึ้น และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร ความเคลื่อนไหว และรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฮุนได ได้ผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเป็นทางการที่ เว็บไซต์: www.hyundai.com/th/th
TorqueThailand.com


