Breaking News

ตลาดรถยนต์ไทย พ.ค. 2569 ยอดขายโต 10.60% แต่ผลิตและส่งออกลดลง

สถิติการผลิต ส่งออก และจำหน่ายยานยนต์ไทย เดือนพฤษภาคม 2569

ตลาดรถยนต์ไทย พ.ค. 2569 ยอดขายโต 10.60% แต่ผลิตลด 17.94% ส่งออกหด 26.69%

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. เปิดเผยสถิติอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเดือนพฤษภาคม 2569 พบว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศอยู่ที่ 57,765 คัน เพิ่มขึ้น 10.60% ขณะที่การผลิตรถยนต์ลดลงเหลือ 114,214 คัน และการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปลดลงเหลือ 59,434 คัน

ตลาดในประเทศได้รับแรงหนุนจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ SUV ไฟฟ้า และรถยนต์ไฮบริด อย่างไรก็ตาม ตลาดส่งออกได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในตลาดต่างประเทศ

สรุปตัวเลขอุตสาหกรรมยานยนต์เดือนพฤษภาคม 2569

ตารางสถิติการผลิตรถยนต์ไทยเดือนพฤษภาคม 2569 เทียบปี 2568

ตัวเลขสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย มีดังนี้

  • ผลิตรถยนต์ 114,214 คัน ลดลง 17.94%

  • ขายรถยนต์ในประเทศ 57,765 คัน เพิ่มขึ้น 10.60%

  • ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 59,434 คัน ลดลง 26.69%

  • ขายรถยนต์นั่ง BEV 18,034 คัน เพิ่มขึ้น 61.19%

  • ผลิตรถกระบะไฟฟ้า 295 คัน เพิ่มขึ้น 619.51%

  • ขายรถกระบะไฟฟ้า 201 คัน เพิ่มขึ้น 133.72%

ผลิตรถยนต์ 114,214 คัน ลดลง 17.94%

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เปิดเผยว่า เดือนพฤษภาคม 2569 ประเทศไทยผลิตรถยนต์ได้ 114,214 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันของปีก่อน 17.94%

สาเหตุหลักมาจากการผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกที่ลดลง 36.20% โดยการผลิตรถยนต์นั่งและรถกระบะเพื่อส่งออกปรับตัวลดลงตามภาวะตลาดต่างประเทศ

ในทางกลับกัน การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศอยู่ที่ 58,520 คัน เพิ่มขึ้น 12.78% และมีสัดส่วน 51.24% ของการผลิตทั้งหมด

ส่วนการผลิตเพื่อส่งออกอยู่ที่ 55,694 คัน ลดลง 36.20% และมีสัดส่วน 48.76% ส่งผลให้เดือนนี้เป็นครั้งแรกที่จำนวนรถยนต์ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศสูงกว่าการผลิตเพื่อส่งออก

รถยนต์นั่ง PHEV และ HEV ยังเติบโต

เดือนพฤษภาคม 2569 มีการผลิตรถยนต์นั่งรวม 47,407 คัน ลดลง 12.43% แบ่งตามระบบขับเคลื่อนได้ดังนี้

รถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ ICE ผลิตได้ 14,019 คัน ลดลง 44.39% ขณะที่รถยนต์นั่งไฟฟ้า BEV ผลิตได้ 6,185 คัน ลดลง 3.53%

ด้านรถยนต์ Plug-in Hybrid หรือ PHEV ผลิตได้ 4,197 คัน เพิ่มขึ้นถึง 128.47% ส่วนรถยนต์ไฮบริด HEV ผลิตได้ 23,006 คัน เพิ่มขึ้น 11.27%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การผลิตรถยนต์นั่งของไทยกำลังเปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและไฮบริดมากขึ้น

ผลิตรถกระบะไฟฟ้าเพิ่มกว่า 6 เท่า

รถกระบะขนาด 1 ตันผลิตได้รวม 65,314 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ประมาณ 22.68%

อย่างไรก็ตาม รถกระบะดับเบิลแค็บไฟฟ้า BEV ผลิตได้ 295 คัน เพิ่มขึ้น 619.51% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งผลิตได้เพียง 41 คัน

ขณะที่รถกระบะดับเบิลแค็บเครื่องยนต์สันดาปผลิตได้ 34,328 คัน ลดลง 40.16% ส่วนรถกระบะบรรทุกผลิตได้ 15,143 คัน เพิ่มขึ้น 45.93%

สำหรับรถกระบะ PPV ผลิตได้ 15,548 คัน ลดลง 6.83%

ยอดผลิตสะสม 5 เดือนอยู่ที่ 587,759 คัน

ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2569 ประเทศไทยผลิตรถยนต์ได้รวม 587,759 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2568 จำนวน 1.13%

ในจำนวนนี้เป็นรถยนต์นั่ง 204,006 คัน ลดลง 4.51% ส่วนรถกระบะขนาด 1 ตันผลิตได้รวม 376,604 คัน ลดลงเล็กน้อย 0.16%

รถกระบะดับเบิลแค็บไฟฟ้ามียอดผลิตสะสม 1,831 คัน เพิ่มขึ้น 3,968.89% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีจำนวนเพียง 45 คัน

ยอดขายรถยนต์ในประเทศโต 10.60%

ตลาดรถยนต์ไทยเดือนพฤษภาคม 2569 มียอดขายรวม 57,765 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 19.36% และเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 จำนวน 10.60%

ส.อ.ท. ระบุว่า ปัจจัยสนับสนุนมาจากยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าและรถ SUV ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น หลังราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ ยอดขายรถบรรทุกยังเพิ่มขึ้น หลังผู้ผลิตบางรายกลับมาเดินสายการผลิตตามปกติ ภายหลังเสร็จสิ้นการย้ายโรงงาน

อย่างไรก็ตาม ตลาดรถกระบะยังขยายตัวเพียงเล็กน้อย เนื่องจากสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ ขณะที่หนี้ครัวเรือนและกำลังซื้อยังเป็นปัจจัยกดดันตลาด

รถยนต์นั่ง BEV ขาย 18,034 คัน โต 61.19%

 

ยอดขายรถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์อยู่ที่ 40,907 คัน เพิ่มขึ้น 15.04% และคิดเป็น 70.82% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด

รถยนต์นั่งไฟฟ้า BEV มียอดขาย 18,034 คัน เพิ่มขึ้น 61.19% และครองสัดส่วน 31.22% ของตลาดรถยนต์ทั้งหมด

รถยนต์นั่งไฮบริด HEV มียอดขาย 12,702 คัน เพิ่มขึ้น 28.82% ส่วนรถยนต์ PHEV มียอดขาย 1,663 คัน เพิ่มขึ้น 123.82%

รถยนต์ REEV มียอดขาย 73 คัน ขณะที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในมียอดขาย 8,435 คัน ลดลง 38.74%

รถกระบะขาย 11,171 คัน เพิ่มเล็กน้อย

ตลาดรถกระบะเดือนพฤษภาคม 2569 มียอดขาย 11,171 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเพียง 0.21%

รถกระบะไฟฟ้า BEV มียอดขาย 201 คัน เพิ่มขึ้น 133.72% ส่วนรถกระบะ REEV มียอดขาย 5 คัน และรถกระบะ HEV มียอดขาย 4 คัน

ด้านรถ PPV มียอดขาย 3,164 คัน เพิ่มขึ้น 2.10% ขณะที่รถบรรทุกขนาด 5–10 ตันมียอดขาย 1,496 คัน เพิ่มขึ้น 26.99%

ยอดขายสะสม 5 เดือนเพิ่มขึ้น 14.10%

ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2569 ตลาดรถยนต์ไทยมียอดขายรวม 288,242 คัน เพิ่มขึ้น 14.10%

รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์มียอดขายรวม 197,935 คัน เพิ่มขึ้น 21.62%

รถยนต์นั่ง BEV มียอดขายสะสม 82,143 คัน เพิ่มขึ้น 83.27% ส่วนรถยนต์ HEV มียอดขาย 64,136 คัน เพิ่มขึ้น 23.87%

อย่างไรก็ตาม รถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายในมียอดขาย 46,321 คัน ลดลง 24.93%

ตลาดรถกระบะมียอดขายสะสม 59,265 คัน ลดลง 5.13% ขณะที่รถกระบะไฟฟ้ามียอดขาย 695 คัน เพิ่มขึ้น 168.34%

ส่งออกรถยนต์ลดลง 26.69%

เดือนพฤษภาคม 2569 ประเทศไทยส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปได้ 59,434 คัน ลดลง 26.69%

การส่งออกไปตลาดตะวันออกกลางลดลง 66.14% จากผลกระทบของความขัดแย้งระหว่างประเทศ ขณะที่การส่งออกไปออสเตรเลียและโอเชียเนียลดลง 37.18%

ปัจจัยกดดันอีกด้านคือการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศจีน รวมถึงมาตรการด้านการปล่อยคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้นในหลายตลาด

รถกระบะยังเป็นสินค้าส่งออกหลัก จำนวน 34,044 คัน คิดเป็น 57.28% ของการส่งออกรถยนต์ทั้งหมด แต่ลดลงจากปีก่อน 35.23%

รถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปส่งออกได้ 6,170 คัน ลดลง 48.39% ส่วนรถ PPV ส่งออกได้ 10,869 คัน ลดลง 4.31%

ในทางกลับกัน รถยนต์นั่ง HEV ส่งออกได้ 6,565 คัน เพิ่มขึ้น 26.88% ขณะที่รถยนต์นั่ง BEV ส่งออกได้ 1,410 คัน และรถยนต์ PHEV ส่งออกได้ 332 คัน

รถกระบะไฟฟ้าส่งออกได้ 44 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 100%

มูลค่าส่งออกกลุ่มรถยนต์ลดลง 16.21%

การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนพฤษภาคม 2569 มีมูลค่า 41,723.09 ล้านบาท ลดลง 24.36%

เมื่อรวมเครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มูลค่าการส่งออกกลุ่มรถยนต์อยู่ที่ 64,039.74 ล้านบาท ลดลง 16.21%

เครื่องยนต์มีมูลค่าการส่งออก 4,467.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.51% ส่วนชิ้นส่วนรถยนต์อื่นมีมูลค่า 15,804.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.33%

อะไหล่รถยนต์มีมูลค่าการส่งออก 2,044.20 ล้านบาท ลดลง 14.13%

สำหรับยอดส่งออกรถยนต์สะสมเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 339,618 คัน ลดลง 8.53%

ยอดจดทะเบียนรถ BEV เดือนพฤษภาคมโต 55.14%

อินโฟกราฟิกยอดจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้า BEV เดือนพฤษภาคม 2569

ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบกระบุว่า เดือนพฤษภาคม 2569 มียานยนต์ BEV จดทะเบียนใหม่รวม 21,619 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 55.14%

ในจำนวนนี้เป็นรถยนต์นั่ง 18,259 คัน รถกระบะ 113 คัน รถจักรยานยนต์ 3,189 คัน และรถบรรทุก 48 คัน

ช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2569 มียานยนต์ BEV จดทะเบียนใหม่รวม 97,112 คัน เพิ่มขึ้น 79.99%

เฉพาะรถยนต์นั่ง BEV จดทะเบียนใหม่สะสม 85,322 คัน เพิ่มขึ้น 95.18% ส่วนรถกระบะไฟฟ้าจดทะเบียนใหม่ 249 คัน เพิ่มขึ้น 104.10%

ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยมียานยนต์ BEV จดทะเบียนสะสมรวม 468,757 คัน เพิ่มขึ้น 67.06% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

รถยนต์ HEV จดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้น

เดือนพฤษภาคม 2569 มียานยนต์ HEV จดทะเบียนใหม่รวม 15,153 คัน เพิ่มขึ้น 24.70%

ยอดจดทะเบียนใหม่สะสมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤษภาคมอยู่ที่ 75,909 คัน เพิ่มขึ้น 24.86%

ส่วนยานยนต์ PHEV จดทะเบียนใหม่เดือนพฤษภาคมมีจำนวน 2,437 คัน เพิ่มขึ้น 1.46% แต่ยอดสะสมห้าเดือนอยู่ที่ 7,885 คัน ลดลง 19.72%

รถจักรยานยนต์ผลิตและส่งออกเติบโต

เดือนพฤษภาคม 2569 ประเทศไทยผลิตรถจักรยานยนต์ได้รวม 230,691 คัน เพิ่มขึ้น 9.67%

แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป หรือ CBU จำนวน 187,591 คัน เพิ่มขึ้น 5.80% และชิ้นส่วนประกอบ CKD จำนวน 43,100 คัน เพิ่มขึ้น 30.45%

ยอดขายรถจักรยานยนต์ในประเทศอยู่ที่ 169,724 คัน เพิ่มขึ้น 3.08% ส่วนยอดขายสะสมห้าเดือนอยู่ที่ 775,325 คัน เพิ่มขึ้น 3.12%

ด้านการส่งออกรถจักรยานยนต์ รวม CBU และ CKD อยู่ที่ 81,396 คัน เพิ่มขึ้น 21.39%

เมื่อรวมรถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนและอะไหล่ มีมูลค่าการส่งออก 5,987.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.78%

ตลาดในประเทศฟื้น แต่การส่งออกยังเผชิญแรงกดดัน

ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเดือนพฤษภาคม 2569 แสดงให้เห็นว่า ตลาดในประเทศเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะรถยนต์ BEV, HEV และ PHEV

อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตและการส่งออกยังได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง การแข่งขันในตลาดโลก และยอดส่งออกรถกระบะที่ลดลง

ขณะเดียวกัน ความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ หนี้ครัวเรือน และกำลังซื้อของผู้บริโภค ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ได้ผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเป็นทางการ ได้แก่ Facebook: TAIA สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และเว็บไซต์ www.taia.or.th หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 02-229-4310

Check Also

GWM POER SAHAR DIESEL จัดแสดงในกิจกรรม GWM READY TO DRIVE พร้อมแขกรับเชิญภายในงาน

GWM READY TO DRIVE เดินสายทั่วไทย เปิดทดลองขับรถหลายพลังงาน

GWM READY TO DRIVE เดินสายทั่วไทย เปิดทดลองขับรถหลายพลังงาน พร้อมกูรูให้คำแนะนำ GWM เดินหน้ากิจกรรม “GWM READY TO DRIVE” นำรถยนต์ทั้ง HEV, …