Breaking News

Mercedes-AMG CLE 53 4Matic+ Coupe (2025) Review: ถ้าอยากได้รถสำหรับ Track Day นี่คือรถที่คุณต้องตกหลุมรัก

Mercedes-AMG CLE 53 ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง ซึ่งมีบุคลิกการตอบสนองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนในแต่ละโหมดการขับขี่ตั้งแต่ Comfort ไปจนถึงโหมด Race

ผู้เขียน: สุรเชษฐ์ เทียนทอง

Torque’s Rating

หมวด

คะแนน

การบังคับควบคุม

9 / 10

พละกำลังและอัตราเร่งในการใช้งาน

9 / 10

ความอรรถประโยชน์

6 / 10

ความรู้สึกโดยรวมในการใช้งาน

7 / 10

ความคุ้มค่าเมื่อเทียบราคา

8 / 10

ควรซื้อถ้า…

คุณอยากได้รถสำหรับ Track Day ของคุณ แต่ยังขับใช้งานในชีวิตประจำวันได้ถ้าต้องการ ราคา 5.25 ล้านบาทถือว่าคุ้มเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้มา เพราะ CLE 53 มีเครื่องยนต์พลังสูง, ช่วงล่างเกาะโค้ง และให้การบังคับควบคุมที่แม่นยำ แต่เชื่องมือ ขณะที่โหมด Comfort ถึงจะยังเอนไปทางแข็ง ทว่ายังให้ความนุ่มนวลเพียงพอสำหรับขับในและนอกเมือง

ไม่ควรซื้อถ้า…

คุณกังวลกับค่าใช้จ่ายสูง เพราะยางของ CLE 53 สึกหรอเร็ว และกินน้ำมันเนื่องจากเครื่องยนต์มีพลังสูง นอกจากนั้น ด้วยรูปทรงแบบคูเป้ทำให้พื้นที่เบาะหลังน้อย และช่วงล่างให้ความนุ่มนวลน้อยกว่ารถรุ่นมาตรฐาน  

เหมาะกับใคร?

  • คนที่ชอบขับในสนามแข่ง, Track Day
  • คนที่อยากได้ “รถคันที่สอง” สำหรับขับสนุก
  • คนที่อยากได้รถสมรรถนะสูง แต่ยังคงมีความหรูหรา

ไม่เหมาะกับใคร?

  • คนที่ชอบรถดูแลรักษาง่าย ค่าใช้จ่ายต่ำ
  • คนที่ใช้รถในชีวิตประจำวันเป็นส่วนใหญ่
  • คนที่ต้องการความนุ่มนวลและเน้นประหยัดน้ำมัน

สมรรถนะและการขับขี่

CLE 53 คือ Driver’s Car มีสมรรถนะสูงเหมาะกับคนที่เน้นการขับในสนามแข่ง หรือมองหารถยุคดิจิทัลที่แปลงร่างเป็นปิศาจดิบเถื่อนแบบอนาล็อกได้ในคันเดียวกัน

พละกำลัง: เร่งได้ตามสั่ง แต่เสียงท่อไม่สมฐานะรถแรง

CLE 53 ให้แรงฉุดมหาศาลราวกับตัวคุณถูกกดจมลึกลงไปในเบาะตลอดทางตั้งแต่ออกตัวจนถึงความเร็วปลาย ขุมพลัง 6 สูบเรียง เทอร์โบไฟฟ้า ร่วมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าของระบบ Mild Hybrid ให้กำลังสูงสุด 449 แรงม้า และทำแรงบิดได้ 560 นิวตันเมตร หรือเพิ่มเป็น 600 นิวตันเมตร (Overboost นานสูงสุด 12 วินาที) เมื่อใช้ Launch Control แบบที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ เพื่อลดเวลาเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ที่ 4.2 เหลือ 4.0 วินาที ส่วนความเร็วปลายทำได้ที่ 270 กม./ชม.

คันเร่งตอบสนองตามองศาเท้าขวาของคุณในทุกย่านความเร็ว ต้องขอบคุณเทอร์โบไฟฟ้าและพลังเสริมอีก 23 แรงม้า, 205 นิวตันเมตร จาก Mild Hybrid บวกกับชุดเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ ปรับแต่งพิเศษจากแผนก AMG ให้เปลี่ยนเกียร์ขึ้นและลงได้เร็วขึ้น ที่ส่งให้ CLE 53 เร่งได้เร็วเป็นพายุ จนคุณไม่ต้องลุ้นเมื่อต้องการแซง โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในโหมด Sport ขึ้นไป

จุดที่คุณควรพิจารณาคือ เสียงท่อไอเสีย มีเสียงสังเคราะห์ไล่ระดับความดังตามโหมดที่คุณเลือก แต่ก็ทั้ง “ปลอม” และ “เบา” เกินไป ขณะที่เสียงจริงจากปลายท่อก็เบาจนไม่สมฐานะ AMG ส่วนอัตราสิ้นเปลืองจากการใช้งานจริงของเราอยู่ที่ 7.3 กม./ลิตร ถือว่ากินน้ำมันเมื่อเทียบกับรถทั่วไป (ซึ่งมักจะมากกว่า 10 กม./ลิตร) แต่ “ไม่ดุ” หากเทียบกับพละกำลังสุดระห่ำของเครื่องยนต์

การขับขี่เน้นสมรรถนะ: เฉียบคมทั้งนอกและในสนาม

บุคลิกของ CLE 53 เปลี่ยนแปลงแตกต่างไปตามแต่ละโหมดการขับขี่อย่างชัดเจน จากค่อยเป็นค่อยไปในโหมด Comfort สู่ความมีชีวิตชีวาเมื่อปรับเข้าโหมด Sport ดุดันในโหมด Sport+ และเผยความดิบเถื่อนสุดขั้วหากใช้โหมด Race

โหมด Sport คือตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเอนเตอร์เทนคุณบนถนนสาธารณะ เพราะช่วงล่างแข็งขึ้นจากโหมด Comfort ไม่มากนัก คุณจะสัมผัสแรงสั่นสะเทือนที่เพิ่มขึ้นได้ผ่านแผ่นหลังและสะโพก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อขับบนถนนคอนกรีต แต่ก็ยังให้ความนุ่ม ไม่เด้งตัวลอย ตอนตกหลุมหรือผ่านช่วงถนนขรุขระ ในขณะที่เครื่องยนต์เร่งตามสั่งมากขึ้นชัดเจนเมื่อเทียบกับโหมด Comfort เช่นเดียวกับพวงมาลัยที่เริ่มไว, ตึงมือ และคมกว่าเดิม น้ำหนักกำลังดี ไม่ต้องเกร็งแขนมากเมื่อเริ่มหักเลี้ยว รถมีการเอียงตัวเป็นธรรมชาติและเกาะถนนราวกับวิ่งอยู่บนรางขณะเข้าโค้งแคบที่ความเร็ว 40-60 กม./ชม. แต่พวงมาลัยยังสื่อสารองศาเลี้ยวของล้อหน้ามาสู่มือไม่ชัดเจนนัก คุณรู้ว่ามันกำลังเลี้ยว แต่จะไม่แน่ใจว่าต้องเติมหรือคืนพวงมาลัยมากน้อยแค่ไหน

บุคลิกของ CLE 53 เปลี่ยนไปอีกระดับ เมื่อปรับไปยังโหมด Sport+ ที่ชัดสุดคือช่วงล่างที่ขึงตึงจนเหมือนทำจากปูนซีเมนต์ และทั้งเครื่องยนต์, เกียร์ ตลอดจนพวงมาลัย ต่างตอบสนองแบบเร็วสายฟ้าฟาด กระโชกโฮกฮากและ “แข็งโป๊ก” จนเวียนหัวถ้าใช้โหมดนี้ตอนการจราจรเคลื่อนตัวสลับหยุดนิ่ง แต่นี่คือสรวงสวรรค์ชั้นแรกถ้าคุณชอบ Driver’s car และขับมันในสนามแข่ง (หรืออย่างน้อยก็ถนนเรียบๆ) เพราะโหมดนี้จะเผยให้เห็นศักยภาพต่อเมื่อ “อัด” แบบเต็มข้อเท่านั้น! จากการขับจริงของเราพบว่ายางทั้งสี่ยึดเกาะถนนได้เต็มพื้นที่หน้าตัด ตัวถังที่เอียงตัวเล็กน้อยในโหมด Sport ตอนนี้คุณต้องเพิ่มความเร็วในโค้งเดิมนั้นอีก 5-10 กม./ชม. รถจึงเอียงใกล้เคียงกัน พวงมาลัยหนักจนต้องออกแรงแขนและเกร็งข้อมือช่วย แต่ก็ไวมาก เพียงขยับเล็กน้อยหน้ารถก็ชี้พุ่งเข้าหาโค้งได้ทันที

ถ้านั่นยังไม่ดิบพอ เราขอเสนอโหมด Race แล้วปรับไปที่ ‘MASTER’ (เลือกได้เมื่อเข้าโหมด Race เท่านั้น) ซึ่งระบบควบคุมไดนามิกส์จะลดความเข้มงวดลงไปอีก เพื่อเปิดโอกาสให้คุณได้สัมผัสกับ CLE 53 ในร่างปิศาจ! ต้องเตือนก่อนว่าควรใช้โหมดนี้เฉพาะในสนามแข่ง และคุณควรผ่านการอบรมหรือมีประสบการณ์การขับขี่ระดับ Advance แล้ว เพราะในร่างนี้ ระบบต่างๆ แทบไม่เข้ามาแทรกแซงเลยแม้รถจะลื่นไถลหรือเสียการทรงตัวระยะแรกไปแล้ว เราทดสอบสั้นๆ บนถนนเงียบๆ ในนครนายก และพบว่า เพราะพละกำลังมหาศาลของเครื่องยนต์และการชิฟต์ลงเกียร์ต่ำทันทีที่มีโอกาส (เมื่ออยู่ในเกียร์โหมด Auto) เพื่อเรียกแรงบิดมารอไว้ จึงต้องเหยียบคันเร่งอย่างค่อยเป็นค่อยไปเมื่อเริ่มถึงทางออกโค้ง หากมากเกินไป จะเกินขีดจำกัดแรงยึดเกาะของยางหลัง และ CLE จะโอเวอร์สเตียร์อย่างรวดเร็ว จนต้องประคองพวงมาลัยและปรับคันเร่งช่วย อย่างไรก็ตาม แม้ไม่มีระบบช่วยเหลือแต่ล้อหน้าก็ยังคง “จิกโค้ง” ได้ดี หน้ารถมุ่งไปตามทิศทางที่คุณหมุนพวงมาลัยได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนั้นในโหมดนี้ยังสามารถปิดแทรกชันไปเลยได้ ซึ่งเหมาะกับนักขับประสบการณ์สูงเท่านั้น แต่ไม่เหมาะ (และไม่ควรลอง) อย่างยิ่ง หากคุณยังไม่มีทักษะการควบคุมรถแบบ Advance เพราะรถมีพลังสูง อาจมีโอกาสลื่นไถลจนเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้

การขับขี่นอกเมือง: ใช้ได้ไม่เกินโหมด Sport

ออกต่างจังหวัดหรือขับนอกเมืองด้วยโหมด Comfort ได้ทั้งความประหยัดและนุ่มนวลที่สุดเมื่อเทียบกับโหมดอื่น แน่นขึ้นหากใช้โหมด Sport แต่แข็งกระด้างถ้าใช้โหมด Sport+ ขึ้นไป

จากการทดลองขับนอกเมือง โหมด Comfort เหมาะสมที่สุด เพราะแม้ช่วงล่างจะเป็นแบบสปอร์ตที่เน้น “หนึบ” มากกว่า “นุ่ม” แต่ยังให้ความสบายได้ตรงตามชื่อโหมด เนื่องจากไม่สั่นสะเทือนมากนักเมื่อเจอรอยปะถนนหรือรอยต่อสะพาน พวงมาลัยเบาและไม่ไวมากแบบ “ขยับข้อมือ เป็นเลี้ยว” นอกจากนั้น ที่โหมดนี้ เมื่อถอนคันเร่งระบบยังสั่งดับเครื่องยนต์เพื่อให้รถยังคงไหลต่อโดยไม่ต้องจ่ายเชื้อเพลิง (เพื่อรอบเดินเบา) ช่วยประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น แต่ต้องรับให้ได้ว่ารถจะตอบสนองแบบไม่กดเป็นพุ่ง เมื่อเทียบกับโหมดอื่นๆ

โหมดที่ยังอยู่ในข่ายยอมรับได้สำหรับเดินทางไกล คือ Sport ที่เซ็ตให้รถตอบสนองตื่นตัวมากขึ้น ทำให้ขับง่ายเพราะเร่งทันใจ และช่วงล่างกับพวงมาลัยแน่นกว่าโหมด Comfort ถ้าคุณชอบขับออกต่างจังหวัดด้วยฟิลลิงแบบกระฉับกระเฉง โหมดนี้ต้องถูกใจคุณแน่นอน อย่างไรก็ตาม ช่วงล่างที่แข็งขึ้น ตลอดจนพวงมาลัยหนักและไวกว่าเดิม อาจทำให้มีอาการเมารถได้ถ้าขับติดต่อกันหลายชั่วโมง และรถจะกินน้ำมันมากขึ้นเพราะระบบดับเครื่องยนต์จะไม่ทำงาน ถ้าคุณชอบอัตราเร่งติดเท้าแต่ไม่อยากได้ช่วงล่างแข็งและพวงมาลัยไว แนะนำให้ไปตั้งค่าในโหมด Individual โดยเลือกหมวด “ระบบขับเคลื่อน” เป็น Sport และ “ระบบช่วงล่าง” กับ “DYNAMICS” เป็น Comfort

ข้อเสียของ CLE 53 ในการขับทางไกลคือ โหมด Sport+ และ Race มีช่วงล่างที่แข็งมาก จนรถสั่นสะเทือนแม้วิ่งบนถนนที่มีความขรุขระเพียงเล็กน้อย จากการลองขับในโหมดนี้ มันแข็งจนไม่สามารถแม้แต่จะพิงศีรษะกับเบาะได้ เพราะรถกระแทกกระทั้นตลอดเวลา นอกจากนั้น การตอบสนองของรถยังดุดันและหนักจนควบคุมให้วิ่งอย่างนุ่มนวลได้ยากที่ความเร็วไม่สูง เช่น 100-120 กม./ชม. จะดีขึ้นก็ต่อเมื่อเลย 140 กม./ชม.ไปแล้วเท่านั้น ที่สำคัญคือ สองโหมดนี้กินน้ำมันมากเพราะระบบจะปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมา

การขับขี่ในเมือง: ยังพอไหวถ้าใช้โหมด Comfort

ถ้าต้องขับในชั่วโมงเร่งด่วนของกรุงเทพฯ (ที่การจราจรไม่ได้ด่วนตาม) โหมดเดียวที่ใช้ได้คือ Comfort ส่วนโหมดอื่นๆ เก็บไว้ “ปล่อยของ” บนทางด่วนช่วงดึกๆ เท่านั้น

เป็นเรื่องปกติของรถที่เน้นเรื่องสมรรถนะการขับขี่เป็นหลัก จึงใช้งานในเมืองได้แต่แน่นอนว่าไม่ขับเพลินนั่งสบายแบบรถตลาด CLE 53 ก็เช่นกัน ช่วงล่างที่แม้จะนุ่มสุดแล้วในโหมด Comfort แต่ก็ยังส่งแรงสั่นสะเทือนเข้าใส่คุณได้ชัดบนถนนส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ

บนทางด่วน โหมด Comfort ยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด และถึงจะตอบสนองช้ากว่าโหมดอื่น ทว่าเมื่อพลังมารวมตัวกันพร้อมเพรียงแล้วก็ให้อัตราเร่งที่ดึงหลังติดเบาะเช่นกัน เร็วจนคุณมองกระจกอีกทีก็เห็นรถคันหลังห่างออกไปหลายร้อยเมตรแล้ว ในโหมดนี้ช่วงล่างสามารถซับแรงกระแทกขณะผ่านตะเข็บสะพานได้แบบไม่กระเด้งกระดอน ส่วนโหมด Sport ขึ้นไป เหมาะมากสำหรับสร้างความเร้าใจหากการจราจรโล่งแล้ว

ข่าวดีคือ การเก็บเสียงไม่ต่างจาก Mercedes รุ่นปกติ มีเสียงจากภายนอกเข้ามาในห้องโดยสารเพียงเล็กน้อย, แทบไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ แต่มีเสียงยางดังเข้ามาในรถเมื่อขับราวๆ 80 กม./ชม. ขึ้นไป (และดังขึ้นเรื่อยๆ ตามความเร็วที่เพิ่มขึ้น)

การขับในการจราจรแออัด เปลี่ยนเลนไปมาได้ว่องไวเพราะพวงมาลัยเบามือและหมุนสุดจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งได้เพียงรอบกว่าๆ เท่านั้น ตัวถังที่สั้นกว่า E-class สี่ประตู 97 มม. และยาวกว่า C-class เพียง 60 มม. โดยประมาณ หมายถึง CLE 53 ยังคงขับขี่ในซอยแคบหรือจอดได้สะดวก ไม่ต่างจาก Mercedes รุ่นปกติ

ข้อจำกัดสำคัญ: กินยางมาก ตามสไตล์รถตระกูล AMG

ข้อมูลอ้างอิงจากผู้ใช้ CLE 53 ส่วนใหญ่ระบุว่าต้องเปลี่ยนยางที่ประมาณ 20,000 กม. สาเหตุที่ยางสึกหรอเร็ว เพราะรถมีการตั้งมุมโทและแคมเบอร์เน้นการควบคุมตอบสนองไวและเกาะถนน ทำให้หน้ายางเสียดสีกับพื้นถนนมากกว่าปกติ

จากประสบการณ์ของผู้ทดสอบ ที่เคยขับรถกลุ่ม AMG มาหลายรุ่น ทั้ง GT-R, C63, E53 รุ่นปีต่างกันไป พบว่ารถเหล่านี้ล้วนตั้งศูนย์เพื่อเน้นการเกาะถนนและการตอบสนองขณะบังคับคุมคุมเป็นหลัก ทำให้ยางสึกหรอเร็วกว่ารถทั่วไปอย่างมาก เมื่อรวมกับการค้นคว้ารวบรวม Feedback จากฟอรั่มผู้ใช้รถตระกูล AMG จริงทั่วโลกพบว่า ส่วนใหญ่มักเปลี่ยนยางทั้งเซ็ตหลังใช้ไปราว 20,000 กม.

ทำไมจึงกินยางขนาดนั้น?

  • “ล้อแบะ” คำเรียกทางเทคนิคคือ “แคมเบอร์” (Camber) เมื่อมองรถจาก หน้าตรง หรือ หลังตรง คุณจะเห็นว่าล้อยางจะเอียงออกเล็กน้อย โดยด้านที่ติดพื้นจะกางออกมากกว่า นี่คือสาเหตุแรก ทำให้ยางด้านในสึกเร็วกว่าด้านนอก แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้ยางสึกไวขนาดนั้น
  • “ล้อเลี้ยวออก” คำเรียกทางเทคนิคคือ “โท” (Toe) นี่คือปัจจัยหลักที่ทำให้ดอกยางหายเกลี้ยงทั้งหน้า หรือยางระเบิด… สำหรับ AMG มักตั้งมุมล้อหน้าเป็น “โทเอาท์” (Toe-out) เมื่อมองจากด้านบนของรถลงมา (เหมือนคุณมองจากบนตึกลงมาหารถ) จะเห็นล้อหน้า ด้านที่อยู่ใกล้กันชน เอียง (เลี้ยว) กางออกนอกรถเล็กน้อยทั้งฝั่งผู้ขับและผู้นั่ง คือ ล้อขวา-เลี้ยวขวา / ล้อซ้าย-เลี้ยวซ้าย

เหล่านี้ตอบเหตุผลที่ ทำไมพวงมาลัยของ CLE 53 รวมถึงรถ AMG ส่วนใหญ่ ถึงแม่น, คม และไวมาก เมื่อหักเลี้ยว (เทียบกับ BMW ตระกูล M ที่พวงมาลัยจะหนืดๆ หนักๆ กว่าเล็กน้อย) แต่จะ “วอกแวก” โดยเฉพาะโหมด Sport+ ขึ้นไป เมื่อขับทางตรง ขยับข้อมือนิดเดียว รถขยับตามทันที

คุณจะเห็นเหมือนฝุ่นเกาะหลังซู้มล้อทั้งสี่, สเกิร์ตข้าง และท้ายรถ ทั้งที่ขับบนถนนทั่วไป ไม่ใช่ทางลูกรังหรือถนนฝุ่นเยอะ ซึ่งรถคันทดสอบของเราก็มีฝุ่นเยอะแบบนี้เช่นกัน นอกจากนั้น หากขับบนพื้นผิวมันๆ เช่นในอาคารจอดรถบางห้าง ลองฟังดีๆ บางครั้งคุณจะได้ยินเสียง “เอี๊ยดดด..” เบาๆ (เหมือนตอนออกตัวล้อฟรี) นั่นแหละครับ เกิดจากมุมโทที่ Aggressive มากๆ ทั้งสิ้น

ดังนั้น ถ้าคุณยอมแลกความคมกับการกินยาง CLE 53 คือรถที่คุณต้องปลื้มกับสมรรถนะ แต่หากอยากใช้ยางได้นานขึ้นโดยไปตั้งศูนย์ใหม่ คุณก็จะเสียความคมนั้นไป มากน้อยขึ้นอยู่กับศูนย์ล้อที่คุณปรับใหม่

โดยสรุปแล้ว Mercedes-AMG CLE 53 มีสมรรถนะสูงสำหรับการขับแบบสปอร์ตและในสนามแข่ง เมื่อใช้โหมด Sport+ หรือ Race แต่การใช้งานในชีวิตประจำวันมีเพียงโหมด Comfort เท่านั้น ที่ให้ความสบายได้มากพอ ส่วนโหมด Sport ใช้ได้บนทางด่วนโล่งๆ หรือออกต่างจังหวัด จุดสำคัญที่ต้องไตร่ตรองให้ดีคือ รถกินยางเร็วกว่ารถทั่วไปมาก 

Mercedes-AMG CLE 53 ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงในโหมด Race พร้อมตั้งค่า MASTER ซึ่งระบบควบคุมไดนามิกส์จะลดการควบคุมลงเพื่อให้แรงบิดตอบสนองต่อการออกจากโค้งได้รวดเร็วขึ้น
ด้วยระบบช่วยเหลือส่งให้ CLE 53 เชื่องมือและไม่แว้งกัดหากคุณพลาดท่า ทว่าเดือดดาลและดิบเถื่อนเมื่อปราศจากระบบควบคุมไดนามิกส์ มันคือรถที่จะอยู่กับคุณได้ตั้งแต่เริ่มลองขับแบบสปอร์ตไปจนถึงตอนที่คุณพร้อมสำหรับการขับบนขีดจำกัดสูงสุดของรถ… และในราคาที่ไม่ต่างจากซีดานบ้านๆ ขนาดกลางมากนัก
เครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร 449 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร ขณะใช้ระบบ Launch Control เพื่อทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 4.0 วินาที
เพื่อแก้ปัญหาอัตราเร่งในช่วงเครื่องยนต์ทำงานรอบต่ำ ซึ่งยังมีแรงดันไอเสียไม่มากพอที่จะทำให้กังหันฝั่งไอเสียหมุนได้เร็วพอ ทำให้เทอร์โบสร้างบูสต์ไม่ได้เท่าที่ควร ทางออกก็คือการใช้มอเตอร์ไฟฟ้ามาทำหน้าที่หมุนแกนกังหันโดยตรง จึงไม่ต้องรอแรงดันไอเสียอีกต่อไป ขุมพลังรหัส M256M ความจุ 3.0 ลิตร 6 สูบเรียง จึงสามารถปลดปล่อยทั้ง 449 แรงม้า และ 560 นิวตันเมตร ออกมาได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้น ยังมีการปรับปรุงฝาสูบ โดยดีไซน์ห้องเผาไหม้, พอร์ตไอดี-ไอเสีย ใหม่ ร่วมด้วยแหวนลูกสูบใหม่, ปรับประสิทธิภาพหัวฉีด และใช้โข่งไอเสีย (ของเทอร์โบ) แบบใหม่ เหล่านี้ช่วยให้สามารถเพิ่มบูสต์จาก 1.1 เป็น 1.5 บาร์ได้
สัญลักษณ์แสดงการชาร์จไฟกลับบนหน้าจอแสดงผลฝั่งผู้ขับขี่ ทำหน้าที่แสดงอัตราการรีเจนเนอเรชันของระบบ Mild Hybrid
CLE 53 มาพร้อมกับระบบ Mild Hybrid ซึ่งใช้มอเตอร์สตาร์ท (ISG – Integrated Starter Generator) อัพเดทล่าสุดเจนเนอเรชันที่ 2 ติดตั้งรวมอยู่กับเสื้อเกียร์ เพื่อจ่ายไฟ 48 โวลท์ ป้อนให้ระบบ โดยมีหน้าที่หลัก 2 ประการคือ ประการแรก ด้านลดอัตราสิ้นเปลือง ด้วยการจ่ายไฟเลี้ยงระบบขณะดับเครื่องยนต์เมื่อถอนคันเร่ง หรือจอด และรีเจนฯ เพื่อป้อนไฟกลับสู่แบตเตอรี่ ประการต่อมา คือเพิ่มอัตราเร่งให้กับรถ ด้วยพลังที่มอเตอร์สร้างขึ้น 23 แรงม้า และ 205 นิวตัวเมตร ช่วยส่ง “กำลังเสริม” ขณะเร่งเครื่องยนต์หรือช่วงรอบเครื่องลดต่ำลง (หลังจากเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้น) และยังทำงานแบบ Overboost หากเปิดใช้ระบบออกตัว “Race Start” หรือเหยียบคันเร่งมิดพื้น นานสูงสุด 12 วินาที อีกด้วย
ปลายท่อไอเสียของ Mercedes-AMG CLE 53 ที่มีการปล่อยเสียงสังเคราะห์ตามโหมดการขับขี่และให้เสียงจริงจากปลายท่อในระดับที่ค่อนข้างเบา
ท่อไอเสียออกแบบพิเศษโดย AMG ยังให้เสียงคำรามไม่ดังสะใจนัก และเสียงสังเคราะห์ในรถก็ไม่แนบเนียนเหมือนจริงเท่าไหร่… คุณสามารถ เพิ่ม/ลด เสียงท่อได้จากสวิตช์ภายในรถ

คันเกียร์บริเวณคอพวงมาลัยฝั่งขวา ใช้สำหรับเลือกตำแหน่งเกียร์ในการขับขี่

แป้น Paddle Shift ฝั่งซ้ายผลิตจากวัสดุ Galvanize ติดตั้งหลังพวงมาลัย สำหรับใช้เปลี่ยนเกียร์ขึ้นและลงด้วยตนเอง

หน้าจอแสดงผลสำหรับผู้ขับขี่แสดงกราฟิกเฉพาะแบบ AMG พร้อมตัวเลขบอกตำแหน่งเกียร์ขนาดใหญ่
ติดตั้งชุดเกียร์ AMG SPEEDSHIFT MCT 9G มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน จุดเด่นอยู่ที่การใช้คลัตช์น้ำมันแบบหลายแผ่นแทนทอร์คคอนเวอร์เตอร์ ซึ่งมีข้อดีหลายประการ ทั้งทำให้ชุดเกียร์มีน้ำหนักเบากว่า จากขนาดที่กะทัดรัด ที่สำคัญก็คือ สามารถเปลี่ยนเกียร์จากเกียร์สู่เกียร์ได้เร็วระดับสายฟ้าฟาดที่ 100 มิลลิวินาที ในโหมด Sport ขึ้นไป พร้อมระบบ Double-declutch ซึ่งเป็นเทคนิค Rev Matching แบบเดียวกับที่นักแข่งใช้ในการขับขี่รถเกียร์ธรรมดาเมื่อต้องการเปลี่ยนลงเกียร์ต่ำ อธิบายสั้นๆ ก็คือ การเหยียบและปล่อยคลัตช์ 2 ครั้ง (อย่างรวดเร็ว) โดยเหยียบคลัตช์ครั้งแรกเพื่อปลดสู่เกียร์ว่าง จากนั้นปล่อยคลัตช์พร้อมเหยียบคันเร่งเพื่อเพิ่มรอบเครื่องให้แมทช์กับเกียร์ที่ต่ำลง แล้วเหยียบคลัตช์อีกครั้งเพื่อเข้าเกียร์ และปล่อยคลัตช์ ด้วยวิธีนี้ทำให้เกียร์และเครื่องยนต์หมุนที่ความเร็วใกล้เคียงกัน… ฟังดูยากและวุ่นวาย แต่เกียร์ MCT ทำทั้งหมดนี้ให้คุณอัตโนมัติ… ระบบ Double-declutch ช่วยให้คุณได้เพลิดเพลินไปกับอรรถรสแบบเกียร์ธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปลี่ยนเกียร์เองในโหมด Manual ผ่านแพดเดิลที่ทำจาก Galvanize หลังพวงมาลัย ร่วมกับการเลือกหน้าจอให้แสดงตำแหน่งเกียร์เป็นหลัก
หน้าจอแสดงผลส่วนกลางบริเวณแดชบอร์ด แสดงเมนูเลือกโหมดการขับขี่ 6 รูปแบบ ได้แก่ Slippery, Individual, Comfort, Sport, Sport+ และ Race
สำหรับ CLE 53 ที่จำหน่ายโดย Mercedes ประเทศไทย ติดตั้งแพคเกจ AMG DYNAMIC PLUS มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน (ในต่างประเทศ เป็นออปชันต้องจ่ายเพิ่ม) นั่นหมายถึง นอกจากโหมดมาตรฐานคือ “Slippery”, “Comfort”, “Sport”, “Sport+” และ “Individual” แล้ว คุณยังได้โหมด “Race” และ “Drift” เพิ่มขึ้นมาด้วย โดยแต่ละโหมดยังสามารถปรับเพิ่มเติมได้อีกหลากหลาย… เยอะจนปวดหัว… กรุณาศึกษาจากคู่มือเพิ่มเติมครับ

ไอคอนเมนู AMG Performance บนหน้าจอส่วนกลาง สำหรับเข้าสู่การปรับแต่งรูปแบบการขับขี่และระบบควบคุมตัวรถ

หน้าจอแสดงผลส่วนกลางแสดงปุ่มกดเปิดโหมด MASTER ในโหมด Race ซึ่งเป็นโหมดที่ระบบช่วยเหลือจะลดการทำงานลงและเหมาะสำหรับผู้ขับขี่ที่มีประสบการณ์

หน้าจอแสดงผลส่วนกลางแสดงหัวข้อโหมดการแข่งขัน สำหรับใช้บันทึกรูปแบบสนามและค่าสถิติการขับขี่ในสนามแข่ง
และด้วยโหมด Race ที่มากับแพคเกจดังกล่าว จะเปลี่ยนบุคลิกของ CLE 53 ให้เหนือกว่าโหมด Sport+ ขึ้นไปถึงระดับใช้ “แข่งขัน” ในสนามได้จริง จุดที่เห็นได้ชัดคือ หากคุณยังใช้การเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ เกียร์จะเปลี่ยนลงต่ำทันทีที่ทำได้ (Shift Down) เพื่อสร้าง Engine Brake และเรียกแรงบิดมารอไว้ (ส่วนการเปลี่ยนเกียร์เองด้วยแพดเดิลจะยังคงไม่ต่างจาก Sport+ แบบรู้สึกได้) และระบบควบคุมต่างๆ จากลดการแทรกแซงลงอย่างมาก จนคุณสัมผัสความดิบทั้งลื่นไถล ดื้อดึง และต้องสู้กับรถ ได้มากขึ้น นอกจากนั้น ในโหมด Race หากปรับไดนามิกส์ไปที่ ‘MASTER’ ยังสามารถใช้โหมด Drift และการบันทึกรูปแบบสนามแข่ง (ในวันที่เราขับทดสอบ ระบบยังเปิดใช้ไม่ได้) ได้อีกด้วย
ตราสัญลักษณ์ Turbo - 4Matic+ บนแก้มหน้าของรถ ซึ่งเป็นระบบขับเคลื่อนที่ให้แรงยึดเกาะและการตอบสนองของหน้ารถที่แม่นยำตามทิศทางการหมุนพวงมาลัย
อีกความพิเศษของโหมด Race คือ คุณสามารถล็อคระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ‘4Matic+’ ให้ขับเคลื่อนเฉพาะล้อหลังเพื่อ Drift ได้! อย่างไรก็ตาม แม้ไม่มีแพคเกจนี้ CLE 53 ก็ยังขับเคลื่อนล้อหลัง (และมันทำเป็นส่วนใหญ่) ได้อัตโนมัติเมื่อใช้ความเร็วคงที่ ไม่ใช่สมรรถนะ แต่เพื่อลดอัตราสิ้นเปลืองจากการสูญเสียพลังไปกับระบบขับเคลื่อนล้อหน้า ส่วนโหมด Sport ขึ้นไป ระบบจะขับเคลื่อนสี่ล้อโดยถ่ายกำลังไปที่ล้อหลังมากกว่าปกติเพื่อความเฉียบคมขณะเข้าโค้งและลดอาการอันเดอร์สเตียร์

ล้อหลังด้านขวาของรถที่มีการตั้งค่ามุมโทและแคมเบอร์เพื่อเน้นการตอบสนองและการเกาะถนน ซึ่งส่งผลต่ออัตราการสึกหรอของหน้ายาง

ระบบเบรกคู่หน้าพร้อมคาลิเปอร์สีแดงแบบ 4 ลูกสูบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจ AMG DYNAMIC PLUS ที่ติดตั้งเป็นมาตรฐานในประเทศไทย
ล้อขนาด 20 นิ้ว มีลวดลายถี่ยิบจนคุณต้องปาดเหงื่อตอนล้างรถ มาพร้อมกับยางต่างขนาดที่ 265/35 คู่หน้า และ 295/30 สำหรับล้อหลัง ช่วงล่างแบบสปริงขดทำงานร่วมกับแดมเปอร์ปรับอัตโนมัติตามสภาพถนน หรือตามค่า Preset ของแต่ละโหมดการขับ โดยระบบจะปรับวาล์ว 2 ชุด แยก “ยืด-ยุบ” การบังคับควบคุมขณะเข้าโค้งแม่นยำและเกาะถนนขึ้นด้วยระบบเลี้ยวล้อหลัง ที่เลี้ยวได้มากสุด 2.5 องศา และเลี้ยวตรงข้ามกับล้อหน้า ที่ความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม. เพื่อลดวงเลี้ยว และเลี้ยวสูงสุด 0.7 องศา ในทิศทางเดียวกับล้อหน้า เมื่อเร็วกว่า 100 กม./ชม. ระบบบังคับเลี้ยวไฟฟ้าแบบ 3 ระดับ ที่เบาและหมุนคล่องเมื่อขับช้า และเริ่มหนักแน่นเฉียบคมขึ้นตั้งแต่โหมด Sport ขึ้นไป ขณะที่ระบบเบรกทรงพลังมาก โดยเบรกหน้ามีดิสก์ขนาด 370×36 มม. และคาลิเปอร์ 4 ลูกสูบ สีพิเศษแดงสด (มาพร้อมกับแพคเกจ AMG DYNAMIC PLUS) ส่วนด้านหลังดิสก์ 360×26 มม. กับคาลิเปอร์ 1 ลูกสูบ

ดีไซน์ภายนอก: ตัวถังกว้าง เน้นแอโรไดนามิกส์

CLE 53 กว้างกว่ารุ่นมาตรฐาน ปรับแอโรไดนามิกส์เพิ่มคุณภาพการไหลของอากาศและประสิทธิภาพการระบายความร้อน

Mercedes-AMG CLE 53 มีตัวถังช่วงโป่งล้อกว้างกว่ารุ่นมาตรฐาน 58 มม. ที่ด้านหน้า และมากถึง 75 มม. ที่ล้อหลัง เพื่อรองรับยางที่มีหน้ากว้างขึ้นทั้งสี่ล้อ แต่ความยาวยังคงใกล้เคียงกันที่ 4,853 มม. จากการใช้งานจริงพบว่า ไม่มีปัญหาขณะเข้าซอยแคบหรือเข้าจอด แต่จุดที่อาจเป็นปัญหาสำหรับคนที่รักสะอาดคือ ฝุ่นม้วนขึ้นไปเกาะท้ายรถค่อนข้างเยอะ และเศษผงจากยางจะเกาะเปื้อนไปทั่วหลังซุ้มล้อทั้งสี่และสเกิร์ตข้าง เนื่องจากรถมีการปรับศูนย์ล้อเน้นการเกาะถนนและ Feedback ทำให้กินยางเยอะจนเห็นเป็นฝุ่นดำดังกล่าว

กันชนหน้าดีไซน์เฉพาะสำหรับ CLE AMG มีช่องเปิดกลางกันชนขนาดใหญ่เพื่อรับลมไประบายความร้อนให้กับแผงรังผึ้งระบบต่างๆ ซึ่งตลอดการขับทดสอบของเราทั้งรถติดในเมืองและขับเร็วต่อเนื่อง รวมถึงจอดติดเครื่องไว้กว่า 1 ชั่วโมง เพื่อถ่ายทำ ไม่พบปัญหาความร้อนแต่อย่างใด อีกจุดที่ปรับแอโรไดนามิกส์คือบริเวณซุ้มล้อหลังช่วงกันชนท้ายเพื่อเพิ่มคุณภาพการไหลของอากาศให้ดียิ่งขึ้น จากการขับที่ความเร็วสูงพบว่ารถทรงตัวได้ดีและมีเสียงลมดังเข้ามาในรถเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

โดยสรุป ตัวถังภายนอกของ CLE 53 กว้างกว่ารุ่นมาตรฐานแต่ก็ยังใช้งานในที่แคบได้โดยไม่มีปัญหา การปรับปรุงแอโรไดนามิกส์เห็นผลจริงทั้งการควบคุมความร้อนและประสิทธิภาพการทรงตัว

ด้านหน้ารถมุมเฉียงของ Mercedes-AMG CLE 53 ที่มีขนาดความกว้างของโป่งล้อเพิ่มขึ้นจากรุ่นมาตรฐานเพื่อรองรับหน้ายางที่กว้างขึ้นทั้งสี่ล้อ

ด้านท้ายรถมุมตรงแสดงดีไซน์ชุดไฟท้ายที่ออกแบบเป็นแถบคาดยาวตลอดแนวความกว้างของตัวรถ
CLE 53 มีความยาวตัวถังอยู่กึ่งกลางระหว่างอนุกรม C และ E พัฒนาต่อยอดจาก CLE Coupe รุ่นมาตรฐาน ฐานล้อยาวถึง 2,865 มม. ยาวขนาดไหน? ยาวกว่า Isuzu Mu-X เผื่อจะช่วยให้คุณนึกภาพออก อย่างไรก็ตาม ความยาวดังกล่าวถูกใช้ประโยชน์ไปกับด้านสมรรถนะมากกว่าความสะดวกสบาย กล่าวคือ ผู้ออกแบบจัดวางห้องโดยสารไว้กึ่งกลางค่อนไปทางท้ายฐานล้อ เพื่อกระจายน้ำหนักไปกดด้านหลังได้มากขึ้น และเพิ่มพื้นที่ให้มากพอสำหรับความยาวของขุมพลัง 6 สูบแถวเรียง

ด้านหน้ารถมุมตรงแสดงดีไซน์กระจังหน้าและกันชนหน้าที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับรุ่น CLE AMG

แผงรังผึ้งระบายความร้อนบริเวณช่องรับลมของกันชนหน้า ซึ่งทำหน้าที่ระบายความร้อนจากการใช้งานต่อเนื่องและขณะจอดติดเครื่องยนต์
ด้านหน้าแบบ Shark Nose ของ CLE ดูพิเศษขึ้นด้วยชุดแต่ง AMG โดยกระจังหน้าเป็นซี่แนวตั้ง และกันชนหน้าแบบใหม่ที่มีช่องตรงกลางขนาดใหญ่ และภายในช่องใช้ทุกตารางนอ้วสำหรับแผงระบายความร้อนต่างๆ ส่วนช่องด้านข้างทั้งสองฝั่งปิดทึบเพื่อลดแรงต้าน มีเพียงส่วนนอกสุดของช่องเท่านั้น ที่เป็นช่องเปิดเพื่อรับลมไปช่วยปิดอากาศหมุนวนของล้อหน้า โป่งล้อหน้ากว้างออกมาจาก CLE รุ่นมาตรฐาน 58 มม.

ส่วนนูน Power Dome บนฝากระโปรงหน้า ช่วยจัดระเบียบกระแสลมเพื่อสร้างแรงดูดอากาศร้อนออกจากห้องเครื่องยนต์

ช่องระบายอากาศบนฝากระโปรงหน้ามุมมองจากด้านบน ทำหน้าที่ช่วยระบายความร้อนออกจากห้องเครื่องยนต์

ช่องระบายอากาศฝากระโปรงหน้ามุมมองจากใต้ฝากระโปรง ทำหน้าที่ช่วยระบายความร้อนออกจากห้องเครื่องยนต์
ฝากระโปรงหน้าแบบ Power Dome ช่วยเพิ่มความดุดันให้มุมมองด้านหน้าขึ้นอีกระดับ ช่องระบายอากาศเจาะทะลุใช้งานได้จริง เพื่อช่วยดึงอากาศร้อนที่ผ่าน (รังผึ้ง) กันชนหน้าออกจากห้องเครื่อง
023 ด้านท้ายให้มุมมองที่กำยำกว่า CLE รุ่นมาตรฐาน ด้วยโป่งล้อที่กว้างกว่าถึง 75 มม. มีการปรับพื้นที่บริเวณหลังซุ้มล้อใหม่เพื่อให้อากาศในซุ้มล้อไหลออกได้ดียิ่งขึ้น
ด้านท้ายรถมุมเฉียงแสดงการออกแบบแอโรไดนามิกบริเวณซุ้มล้อหลังและกันชนท้าย เพื่อเพิ่มเสถียรภาพการทรงตัวขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง
ด้านท้ายให้มุมมองที่กำยำกว่า CLE รุ่นมาตรฐาน ด้วยโป่งล้อที่กว้างกว่าถึง 75 มม. มีการปรับพื้นที่บริเวณหลังซุ้มล้อใหม่เพื่อให้อากาศในซุ้มล้อไหลออกได้ดียิ่งขึ้น

ครีบตกแต่งสีดำเงาบริเวณหลังซุ้มล้อหน้า สำหรับประดับตกแต่งตัวรถโดยไม่มีการเจาะช่องระบายอากาศจริง

สปอยเลอร์แบบแนบบนฝากระโปรงท้าย ทำหน้าที่เพิ่มแรงกดอากาศให้กับส่วนท้ายของรถ

ดิฟฟิวเซอร์ใต้กันชนหลัง ทำหน้าที่จัดระเบียบการไหลของอากาศใต้ท้องรถเพื่อให้รถยึดเกาะถนนได้ดียิ่งขึ้น
ด้านข้างซุ้มล้อหน้าเป็นคิ้วเพื่อตกแต่ง ไม่มีการเจาะช่องจริงแต่อย่างใด ที่ฝาท้ายมาพร้อมกับสปอยเลอร์สำหรับสร้างแรงกดเพิ่มเติม ขณะที่ดิฟฟิวเซอร์กันชนหลังมีคอนเซปต์เดียวกับ AMG GT-R โดยใช้ทั้งแผ่นปิดด้านล่างและมีช่องเปิดพร้อมครีบเรียงอากาศที่ด้านบน

ตราสัญลักษณ์ AMG บนฝากระโปรงหน้า ใช้ประดับตกแต่งเพื่อแสดงความเป็นรุ่นพิเศษ

ตัวอักษร AMG บริเวณฝาท้ายฝั่งซ้ายของรถ ใช้ประดับตกแต่งเพื่อแสดงรุ่นรถในตระกูล AMG

ตัวอักษรชื่อรุ่น CLE 53 บริเวณฝาท้ายฝั่งขวา ใช้ประดับตกแต่งเพื่อระบุรุ่นรถ
ตราสัญลักษณ์ AMG บนฝากระโปรง จากเดิมที่เคยมีเฉพาะกลุ่ม “AMG 63” ปัจจุบันมีให้สำหรับ 53 ด้วยเช่นกัน… Mercedes วางตำแหน่ง CLE ไว้เป็น “Independent series” และมีขนาดอยู่กึ่งกลางระหว่าง C และ E แต่พวกเขายังไม่ระบุแบบชัดๆ ว่าจะมาแทนตัวถัง Coupe ของทั้งสองอนุกรมนั้นหรือไม่ เช่นเดียวกับไม่ระบุแบบเฉพาะเจาะจงว่าจะมี CLE ‘63’ ในอนาคตหรือเปล่า

ตัวอักษร DIGITAL LIGHT ภายในชุดโคมไฟหน้า สำหรับระบุระบบการทำงานของชุดไฟส่องสว่างหน้า

ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่กลางวัน (DRL) ด้านขวา เพื่อเพิ่มความปลอดภัยขณะขับขี่ในช่วงเวลากลางวัน

ไฟส่องสว่างหน้าขณะเปิดใช้งาน ทำหน้าที่เพิ่มความสว่างในเวลากลางคืนด้วยระบบ Digital Light

ชุดไฟท้าย Full-LED ฝั่งขวาของรถ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่
ชุดไฟหน้าติดตั้งระบบ Digital Light มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่วนไฟท้ายออกแบบให้เรียบเนียนไปกับตัวถังและใช้แถบสีดำคาดยาวตลอดแนว

ห้องโดยสารและการใช้งาน: เน้นความสปอร์ต แลกด้วยพื้นที่ใช้สอยน้อย

พื้นเบาะหลังแคบ ผู้ใหญ่นั่งลำบาก เพราะเป็นรถทรงคูเป้ 2 ประตู แต่เบาะหน้ากว้างขวางและจัดวางต่ำทำให้ได้ท่านั่งขับที่เหมาะกับขับแบบสปอร์ต มี Headroom เหลือมากพอสำหรับคนตัวสูงที่ต้องใส่หมวกกันน็อคเพื่อขับในสนาม

ภายในของ Mercedes CLE 53 เหมาะกับคนตัวสูงที่ต้องการรถสำหรับขับในสนามแข่ง เพราะผู้ขับทดสอบร่วมของเราซึ่งตัวสูงกว่า 180 ซม. หลังปรับท่านั่งขับให้เหมาะสมแล้ว ก็ยังมีพื้นที่เหนือศีรษะเหลือมากพอสำหรับใส่หมวกกันน็อคโดยไม่ติดเพดาน อย่างไรก็ตาม ที่ตำแหน่งขับนี้ทำให้ไม่เหลือพื้นที่วางขามากพอที่ผู้โดยสารเบาะหลังจะนั่งได้ นอกจากนั้น พื้นที่เหนือศีรษะก็น้อยมากจนแม้แต่ผู้เขียนเองที่สูง 167 ซม. ก็ศีรษะห่างจากเพดานเพียงประมาณ 3 นิ้วเท่านั้น ส่วนพื้นที่เก็บของท้ายรถเตี้ยแต่ลึกและกว้างพอสำหรับใส่กระเป๋าเดินทางขนาดมาตรฐานโดยวางแนวราบได้ 2 ใบ สบายๆ

เบาะหน้ามีขนาดใหญ่และปรับได้ต่ำมากจนรู้สึกเหมือนนั่งบนพื้นรถ แต่ปีกของพนักพิงเบาะสูงและปรับความกว้างไม่ได้ทำให้คนรอบเอวกว้างนั่งไม่สบาย

จอแสดงผลสำหรับผู้ขับ เด่นที่สามารถเปลี่ยนได้หลากหลายรูปแบบมาก และเรียกดูข้อมูลการขับขี่ได้หลากหลาย ที่ดีมากคือการแสดงผลแบบตัวเลขตำแหน่งเกียร์ขนาดใหญ่ตรงกลางจอ เมื่อเลือกการเปลี่ยนเกียร์เอง (Manual) ด้วยแป้นหลังพวงมาลัย เหมาะกับใช้ขับในสนามแข่ง แต่ข้อเสียคือ กราฟฟิกแบบสปอร์ตเหล่านี้ หวือหวาเกินไปจนอ่านค่า รอบเครื่องยนต์ได้ยากมาก เพราะเป็นรูปแบบกราฟเส้นที่ไม่พบเห็นได้ทั่วไป หรือคุ้นชิน

จอแสดงผลส่วนกลางรวบรวมฟังก์ชันทั้งหมดของรถเอาไว้ รวมถึงหมวดที่ใช้บ่อย เช่น ระบบปรับอากาศ และปุ่ม เปิด/ปิด อากาศหมุนวน ทำให้ต้องละสายตาจากถนน แต่ดีที่ออกแบบให้มีขนาดใหญ่และอยู่กับที่ (ไม่หายไป ไม่ว่าจะเข้าเมนูใด) เช่นเดียวกับไอคอนต่างๆ ที่มีขนาดใหญ่มากจึงกดง่าย การตอบสนองไวเหมือนสมาร์ตโฟน และเอื้อมถึงได้ง่าย ฟังก์ชันต่างๆ สามารถปรับรายละเอียดได้หลากหลาย รวมถึงการปรับแต่งโหมดการขับขี่ นั่นทำให้คุณต้องใช้เวลานานกว่าจะทำความรู้จักฟังก์ชันต่างๆ ได้ครบ และแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะปรับรายละเอียดที่มากมายเหล่านั้นขณะขับขี่

ชุดควบคุมแบบสัมผัสบนก้านพวงมาลัยทั้งสองฝั่งก็ใช้งานยากเช่นกัน โดยเฉพาะบริเวณควบคุม 4 ทิศทาง (ขึ้น / ลง / ซ้าย / ขวา) ที่ตอบสนองถูกทิศบ้าง ไม่ถูกบ้าง ทำให้รบกวนสมาธิในการขับรถ ส่วนปุ่มหมุน (ที่ขอบนอก) และกด (ลงไปบนหน้าจอ) เพื่อเปลี่ยนโหมดการขับขี่ที่ด้านขวาล่างใช้งานสะดวกมาก แต่ด้านซ้ายซึ่งมีทั้งปุ่มกดที่ขอบ และกดที่หน้าจอด้านบนและล่าง ใช้งานขณะขับยากถ้าจะเปลี่ยนฟังก์ชั่นอื่นนอกเหนือจากที่กำลังแสดงอยู่

สรุปแล้ว ห้องโดยสารของ CLE 53 เหมาะสำหรับการนั่ง 2 คนหน้า และนั่งหลังได้ถ้าตัวไม่สูงมาก การจัดวางตำแหน่งดีมากสำหรับขับในสนามแข่ง ฟังก์ชันต่างๆ พึ่งพาจอสัมผัสเกือบทั้งสิ้นทำให้ต้องละสายตาจากถนน แต่ก็มีข้อดีที่ออกแบบไอคอนต่างๆ ขนาดใหญ่จึงกดโดนได้ง่าย

แผงแดชบอร์ดในห้องโดยสารมุมกว้างของ Mercedes-AMG CLE 53 ซึ่งมีพื้นที่เหนือศีรษะเพียงพอสำหรับการสวมหมวกกันน็อกของผู้ขับขี่ที่มีความสูงกว่า 180 เซนติเมตร

วัสดุตกแต่งคาร์บอนไฟเบอร์บริเวณส่วนล่างของแดชบอร์ดฝั่งผู้โดยสารตอนหน้า เพื่อเพิ่มความสวยงามตามสไตล์รถแข่ง
ดีไซน์โดยรวมของห้องโดยสารไม่ต่างจาก CLE รุ่นมาตรฐาน แต่มีการใช้วัสดุและตกแต่งเฉพาะสำหรับ AMG ที่เห็นได้ชัดคือการตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์เงาวับที่ส่วนล่างของแดชบอร์ด หน้าจอที่ดูเหมือนบิดเบี้ยวในภาพ ไม่ได้เกิดจากเลนส์กล้องแต่เป็นเพราะ Mercedes ตั้งใจให้วางเอียง 6 องศา หันหาผู้ขับ

พวงมาลัย AMG Performance ฝั่งขวา ดีไซน์ทรงตัดตรงด้านล่างเพื่อช่วยให้การเข้าและออกจากรถสะดวกยิ่งขึ้น

ปุ่มหมุนเลือกโหมดการขับขี่บริเวณด้านขวาล่างของพวงมาลัย ซึ่งออกแบบให้สามารถใช้งานและกดสั่งการได้สะดวก

ปุ่มหมุนเลือกฟังก์ชันการขับขี่บริเวณด้านซ้ายล่างของพวงมาลัย ซึ่งมีรายละเอียดการเข้าถึงเมนูที่ค่อนข้างซับซ้อนหากต้องการเปลี่ยนฟังก์ชันขณะขับขี่
พวงมาลัยดีไซน์พิเศษ “AMG Performance” ขนาดพอดีมือและจับได้ถนัด ออกแบบด้านล่างตัดตรงช่วยให้เข้าออกรถได้สะดวกขึ้น มาพร้อมก้านพวงมาลัยคู่และชุดควบคุมระบบสัมผัสที่ก้าน นอกจากนั้นยังมีปุ่มปรับแบบหมุนและกดบนหน้าจอ สำหรับเลือกรูปแบบการขับขี่และปรับฟังก์ชันที่เกี่ยวข้องกับการขับ

เบาะนั่งคู่หน้าขนาดใหญ่ที่ปรับระดับตำแหน่งให้นั่งได้ต่ำใกล้พื้นรถ โดยมีพนักพิงเบาะที่เน้นการโอบกระชับลำตัวผู้ขับขี่

แผ่นโลหะสลักอักษร AMG บนพนักพิงเบาะหน้า พร้อมการเดินตะเข็บและลวดลายการตัดเย็บเฉพาะตัวแบบ AMG

พื้นที่เบาะนั่งด้านหลังที่มีระยะห่างระหว่างศีรษะกับเพดานค่อนข้างน้อยสำหรับผู้โดยสารที่มีส่วนสูงประมาณ 167 เซนติเมตร
เบาะคู่หน้าทรงสปอร์ต จัดวางในตำแหน่งที่ดี นั่งขับถนัด หุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ ARTICO สลับด้วยหนังไมโครไฟเบอร์ และตัดเย็บด้วยลวดลายเฉพาะของ AMG ที่เบาะหลัง Mercedes ระบุว่า เมื่อเทียบกับ C-Class Coupe แล้ว CLE มีพื้นที่เบาะหลังกว้างกว่า โดยมีพื้นที่เหนือศีรษะมากขึ้น 10 มม., ช่วงไหล่ 19 มม. และบริเวณเข่า 72 มม. ส่วนท้ายรถจุมากกว่า 60 ลิตร

จอแสดงผลสำหรับผู้ขับขี่ที่แสดงตำแหน่งเกียร์ขนาดใหญ่ในโหมด Manual แต่มีการแสดงผลกราฟิกรอบเครื่องยนต์ในรูปแบบที่อ่านค่าได้ยาก

หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า (Head-up display) เพื่อแสดงค่าความเร็วและรอบเครื่องยนต์โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน
จอแสดงผลสำหรับผู้ขับขนาด 12.3 นิ้ว ติดตั้งแบบลอยตัว มาพร้อมกับกราฟฟิกออกแบบเฉพาะสำหรับรถ AMG สามารถเรียกดูข้อมูลได้หลายหลาย และปรับรูปแบบการแสดงผลได้เยอะจนเลือกไม่ถูก ที่พิเศษคือมีรูปแบบ “Supersport” เหมือนที่แสดงในภาพ ซึ่งมีวัดรอบขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง นอกจากนั้น ยังมีระบบ HUD ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบและเรียกดูข้อมูลได้มากมายเช่นกัน

จอแสดงผลส่วนกลางที่รวบรวมฟังก์ชันการปรับแต่งโหมดการขับขี่และระบบต่างๆ ของรถ ซึ่งมีรายละเอียดเมนูที่หลากหลายและตอบสนองได้รวดเร็ว

แถบควบคุมระบบสัมผัสแบบ Haptic ใต้หน้าจอส่วนกลาง สำหรับเข้าสู่เมนู AMG Dynamic, กล้องรอบทิศทาง และการปรับระดับเสียง

จอแสดงผลส่วนกลางแสดงหน้าจอข้อมูลการทำงานของเครื่องยนต์ รวมถึงอัตราแรงม้าและแรงบิดแบบเรียลไทม์

จอแสดงผลส่วนกลางแสดงกราฟิกนาฬิกาจับเวลาในรูปแบบดีไซน์นาฬิกาข้อมือ IWC
จอส่วนกลางมีขนาด 11.9 นิ้ว จัดวางแนวตั้งโดยเอียง 6 องศาเข้าหาผู้ขับ โดยฟังก์ชันเกือบทั้งหมดของรถรวมอยู่ในหน้าจอนี้ และมีปุ่มกดให้ใช้บางฟังก์ชันที่บาร์ระบบสัมผัสแบบ Haptic ด้านล่างสุดของจอ ใช้ระบบปฏิบัติการ MBUX เวอร์ชันล่าสุด และมีฟังก์ชันหลากหลายเช่นเดียวกับ CLE รุ่นมาตรฐานตัวท้อป เพิ่มเติมด้วยกราฟฟิกแบบ AMG โดยเฉพาะ

ระบบความปลอดภัย: แทรกแซงแนบเนียน ไม่ขัดจังหวะการขับ

ระบบควบคุมแทรกชันและไดนามิกส์ เข้ามาแทรกแซงขณะลื่นไถลและเริ่มเสียการทรงตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติ จนแทบไม่รู้สึกถึงการทำงาน ทำให้การขับขี่แบบสปอร์ตราบรื่นไม่ถูกขัดจังหวะ

เมื่ออยู่ในโหมด Sport ระบบควบคุมเสถียรภาพจะทำงานอย่างฉับไว รถจึงไม่มีอาการลื่นไถลแม้จะเข้าโค้งแรงเกินไป เนื่องจากระบบจะตัดคันเร่งและช่วยเบรกอย่างแม่นยำแต่แนบเนียนในจังหวะที่รถเริ่มเสียการควบคุม จนแทบไม่รู้สึกว่าระบบกำลังแทรกแซง คุณจึงสามารถผ่านโค้งไปได้อย่างราบรื่นโดยรถไม่กระตุกจนเสียจังหวะ

ระบบจะปล่อยให้มีการลื่นไถลได้เล็กน้อยในโหมด Sport+ และยิ่งมากขึ้นหากใช้โหมด Race แต่การเข้ามาแทรกแซงจะรุนแรง โดยพยายามลดความเร็วลงอย่างมาก เพื่อลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง หากต้องการให้ระบบผ่อนปรนมากขึ้นอีกขั้นในสนามแข่ง แนะนำให้เลือกไปที่ ‘MASTER’ โดยไม่ต้องปิดระบบ ESC ด้วยเซ็ตติ้งนี้จะทำให้คุณสนุกกับการ “สู้” กับรถมากขึ้น แต่ยังมีระบบความปลอดภัยคอยประคับประคองอยู่บ้าง  

กล่าวโดยสรุปคือ ระบบความปลอดภัยของ Mercedes-AMG CLE 53 ช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุขณะขับขี่แบบสปอร์ตได้มากที่สุดในโหมด Sport และเปิดโอกาสให้คุณสนุกกับการควบคุมได้มากขึ้นในโหมด Sport+ และ Race เพราะระบบจะลดความเข้มงวดลงตามลำดับ

ชุดควบคุมระบบสัมผัสแบบ Haptic บนก้านพวงมาลัยสำหรับการสั่งการระบบ ACC และการควบคุมทิศทางที่อาจมีการตอบสนองไม่สม่ำเสมอ

กล้องตรวจจับของระบบ ADAS บริเวณกระจกหน้า ทำหน้าที่ควบคุมรถให้อยู่ในเลน รักษาความเร็ว และเบรกอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัย
ระบบความปลอดภัยติดตั้งมาให้ยาวเป็นหางว่าว แต่ที่น่าชื่นชมคือระบบควบคุมเสถียรภาพและการยึดเกาะที่ทำงานได้แม่นยำและเป็นธรรมชาติ ทั้งยังแบ่งระดับการแทรกแซงตามแต่ละโหมดได้ชัดเจน และผู้ขับยังสามารถเลือกปรับแต่งเพิ่มเติมได้หลากหลายอีกด้วย

สรุป – Mercedes-AMG CLE 53 4Matic+ Coupe ควรอยู่ในลิสต์ของคุณหรือไม่?

ถ้าต้องการรถขับสนุกในสนามแข่งเป็นหลัก แต่สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้ด้วย CLE 53 ควรอยู่ในลิสต์ของคุณ ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าคุณคาดหวังพื้นที่เบาะหลังกว้างขวาง, ความนุ่มนวล, ประหยัดน้ำมัน และค่าบำรุงรักษาต่ำ เป็นเรื่องสำคัญ นี่ไม่ใช่รถที่เหมาะกับคุณด้วยประการทั้งปวง

Mercedes CLE 53 คือรถที่เน้นสมรรถนะและความสนุกในการขับขี่เป็นหลัก หากคุณอยากได้รถสำหรับขับในสนาม รถคันนี้จะทำให้คุณแทบอยากจะไปสร้างบ้านไว้ในสนามแข่งเลยทีเดียว มันให้อรรถรสที่ดีมากในโหมด Sport+ ขึ้นไป ดุดันแต่ยังควบคุมได้เชื่องมือ เกาะถนน และปราดเปรียวระดับสายฟ้าฟาด

ข้อเสียสำคัญคือ ยางสึกหรอเร็วกว่าปกติมาก (กินยาง) จากการตั้งศูนย์ล้อเน้นประสิทธิภาพการควบคุมและยึดเกาะ คุณจึงได้รถที่หนึบในโค้ง เลี้ยวตามสั่ง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการจ่ายค่ายางที่ราคาสูง (และถี่) ขึ้น นอกจากนั้น พื้นที่เบาะหลังซึ่งนั่งได้แต่ก็จะอึดอัดไม่เหมาะหากต้องนั่งนานๆ และอัตราสิ้นเปลือง เป็นข้อจำกัดของรถประเภทนี้ ถ้าคุณเน้นเรื่องพวกนี้ คุณเลือกรถผิดประเภทการใช้งานครับ  

ในประเทศไทย คู่แข่งในคลาสเดียวกับ CLE 53 ตอนนี้มีเพียง BMW 440i คันเดียวเท่านั้น ถ้าคุณยังไม่รีบ และต้องการข้อเปรียบเทียบ สามารถรอรีวิวผลทดสอบจาก Torque Thailand ได้เร็วๆ นี้ครับ

SPECIFICATIONS: Mercedes-AMG CLE 53 4Matic+ Coupe

https://www.mercedes-benz.co.th/th/passengercars/models/coupe/cle/amg.html

Price

  • 5,250,000 Baht

Powertrain

  • 2999cc turbocharged inline-6
  • 449hp @ 5800-6100rpm
  • 560Nm @ 2200-5000rpm
  • 600Nm with Overboost mode

Transmission

  • 9-speed TCT automatic
  • 4Matic+ All-wheel drive

Performance

  • 2sec 0-100km/h (4.0sec with Launch Control)
  • 270km/h top speed
  • 3km/l (at tested)

Weight

  • 2000kg

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Mercedes-AMG CLE 53 4Matic+ Coupe

ข้อดี-ข้อเสีย ของ Mercedes-AMG CLE 53 มีอะไรบ้าง

ข้อดีคือ มีสมรรถนะสูงจนสามารถขับขี่ในสนามแข่งได้ ข้อเสียคือ ยางสึกหรอเร็ว กินน้ำมัน เพราะเน้นประสิทธิภาพมากกว่าการใช้งานในชีวิตประจำวัน

สรุปจุดเด่น

  • สมรรถนะสูง เหมาะมากกับขับในสนามแข่ง
  • ให้การบังคับควบคุมเฉียบคม แม่นยำ
  • ขับสนุกเมื่อเดินทางไกล

สรุปจุดด้อย

  • กินยางมาก (ต้องเปลี่ยนทุก 20,000 กม. โดยประมาณ*) เพราะตั้งศูนย์ล้อเน้นสมรรถนะ
  • กินน้ำมัน เพราะเครื่องยนต์ให้พลังงานสูง
  • เบาะหลังพื้นที่แคบ เนื่องจากเป็นรถทรงคูเป้
  • ช่วงล่างแข็งกว่ารถทั่วไป แม้ในโหมด Comfort ก็ตาม

อัตราสิ้นเปลืองของ CLE 53 ประมาณกี่ กม./ลิตร

จากการทดสอบจริง Mercedes-AMG CLE53 มีอัตราสิ้นเปลืองในเมืองและนอกเมืองรวมกันเฉลี่ย 7.3 กม./ลิตร

โปรดทราบว่า ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ได้จากการทดสอบ เป็นเพียงค่าการใช้งานในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และจะแตกต่างไปตามรูปแบบการใช้งาน, น้ำหนักบรรทุก, พฤติกรรมการขับขี่ และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ 

Mercedes-AMG CLE 53 4Matic+ Coupe ราคาเท่าไหร่?

Mercedes-AMG CLE53 4Matic+ Coupe ราคาอย่างเป็นทางการคือ 5,250,000 บาท

โปรดทราบว่า ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง

มีรุ่นไหนใกล้เคียง / คู่แข่ง?

รถที่อยู่ในคลาสเดียวกับ Mercedes-AMG CLE53 คือ BMW M440i

BMW M440i ราคา 5,179,000 บาท (ถูกกว่า CLE 53 7.1 หมื่นบาท) เครื่องยนต์ 6 สูบเทอร์โบชาร์จ 387 แรงม้า, 500 นิวตันเมตร (น้อยกว่า 62 แรงม้า และ 60 นิวตันเมตร ตามลำดับ)

ใช้งานในเมือง / นอกเมืองได้ไหม?

เหมาะกับการใช้งานนอกเมืองมากกว่า เพราะรถเน้นประสิทธิภาพขณะใช้ความเร็ว ใช้งานในเมืองได้ถ้าเลือกโหมด Comfort แต่ช่วงล่างก็ยังเอนเอียงไปทางแข็งมากกว่านุ่มนวล

CLE 53 ขับดีไหม?

ขับดีที่สุดในโหมด Sport+ และ Race ซึ่งเหมาะกับขับในสนามแข่ง แต่ยังขับสนุกเมื่อออกต่างจังหวัดหรือบนทางด่วนหากใช้โหมด Sport ในขณะที่โหมด Comfort แม้จะนุ่มนวลสุดเมื่อเทียบกับโหมดอื่น แต่ก็ยังคงให้ความเฟิร์มมากกว่ารถรุ่นมาตรฐาน 

ความทนทาน ค่าอะไหล่ และค่าใช้จ่ายในระยะยาว

ข้อมูลความทนทานและค่าอะไหล่ระยะยาวของ Mercedes-AMG CLE 53 4Matic+ ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนในขณะนี้

จากการทดสอบระยะสั้น 3 วัน รถคันทดสอบ พบว่ามีฝุ่นที่เกิดจากการสึกหรอของยาง ให้เห็นที่ซุ้มล้อและท้ายรถ แสดงให้เห็นว่ามีการกินยางมากกว่ารถทั่วไป ไม่พบอาการผิดปกติใด ๆ เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นรถรุ่นใหม่ในตลาดไทย ข้อมูลด้านความทนทานระยะยาวและค่าอะไหล่จริงจึงยังไม่สามารถสรุปได้จากประสบการณ์ตรง

  • สิ่งที่สามารถประเมินได้ในตอนนี้:

– ไม่พบปัญหาความร้อนสูง ทั้งการใช้ในเมือง, นอกเมือง และจอดติดเครื่องอยู่กับที่นานมากกว่า 1 ชั่วโมง

– ห้องโดยสารไม่มีชิ้นส่วนโยกคลอน, สั่น หรือมีเสียงเสียดสี แสดงให้เห็นว่ามีคุณภาพการประกอบที่ดี

– ระบบช่วยเหลือขณะขับขี่ทำงานได้ดี จึงมีโอกาสช่วยลดอุบัติเหตุร้ายแรงได้มาก

  • ประเด็นที่ควรติดตามในระยะยาว:

– การสึกหรอของยาง

– ค่าบำรุงรักษาหลังหมดประกัน

– ราคาขายต่อ หากรถถูกใช้งานบนขีดจำกัดสูงสุดบ่อย

ข้อมูลการทดสอบ

ข้อมูลทั้งหมดมาจากการทดลองขับจริงโดยผู้ทดสอบของ Torque

  • ผู้ทดสอบ: สุรเชษฐ์ เทียนทอง
  • รูปแบบการทดสอบ: ทดลองขับจริง
  • ระยะเวลารวม: 3 วัน
  • ระยะทางที่ทดสอบรวม: 314 กม.
  • สถานที่: กรุงเทพฯ, นครนายก

Check Also

ISUZU D-MAX HI-LANDER 2.2 Ddi ปี 2026 สีเทา มุมหน้า ขณะขับขี่บนถนน

รีวิว ลองขับ ISUZU D-MAX HI-LANDER 2.2 Ddi M A/T กระบะยกสูงที่ลงตัวที่สุดสำหรับการใช้งานจริง

รีวิว ทดลองขับ ISUZU D-MAX HI-LANDER 2.2 Ddi M A/T “THE ONE & ONLY” กระบะยกสูงที่สมดุลที่สุดสำหรับการใช้งานจริง ก่อนอื่นต้องขอกล่าวคำว่า …