โตโยต้าเปิดโรงงานบ้านโพธิ์พาสื่อมวลชนชมกระบวนการผลิตรถรุ่นสำคัญของแบรนด์ ทั้ง Hilux, Fortuner, Land Cruiser FJ และรถกระบะไฟฟ้า Hilux Travo-e ในกิจกรรม “Toyota Trusted Services Open House III” สะท้อนบทบาทของโรงงานแห่งนี้ในฐานะฐานการผลิตที่รองรับทั้งตลาดในประเทศและการส่งออก พร้อมเผยรายละเอียดที่น่าสนใจของรถแต่ละตลาด ตั้งแต่ความต่างของรถขายไทยกับรถส่งออก ไปจนถึงมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพในทุกขั้นตอนก่อนส่งมอบถึงมือลูกค้า
Toyota เปิดโรงงานบ้านโพธิ์ โชว์ไลน์ผลิตรถรุ่นสำคัญ
โตโยต้าจัดกิจกรรม “Toyota Trusted Services Open House III” เปิดโรงงานบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้สื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตจริง เพื่อสื่อสารถึงมาตรฐานการผลิต การควบคุมคุณภาพ และความพร้อมก่อนส่งมอบรถยนต์สู่ลูกค้าทั่วโลก โดยจุดเด่นของการเยี่ยมชมครั้งนี้อยู่ที่การพาชมไลน์ประกอบรถรุ่นหลักของโรงงาน ทั้งรถเครื่องยนต์สันดาปและรถกระบะไฟฟ้าในโรงงานเดียวกัน
ไฮไลต์อยู่ที่ไลน์ผลิต Hilux, Fortuner, Land Cruiser FJ และ Hilux Travo-e
ไลน์ประกอบรถเครื่องยนต์สันดาปของโรงงานบ้านโพธิ์รับหน้าที่ผลิต Hilux, Fortuner และ Land Cruiser FJ ขณะที่อีกหนึ่งไลน์สำคัญคือสายการผลิตรถกระบะไฟฟ้า Hilux Travo-e ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพของโรงงานที่รองรับทั้งรถยนต์รุ่นหลักในตลาดปัจจุบัน และการผลิตรถพลังงานทางเลือกในอนาคตไปพร้อมกัน
ไลน์ผลิตรถเครื่องยนต์สันดาป เน้นความแม่นยำทุกขั้นตอน
ในสายการผลิตของ Hilux, Fortuner และ Land Cruiser FJ โตโยต้าเปิดให้เห็นตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมและประกอบเครื่องยนต์ การติดตั้งชิ้นส่วนช่วงล่าง การประกอบอุปกรณ์ภายในและภายนอกตัวรถ ไปจนถึงจุดตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งมอบ โดยระบบการผลิตอาศัยแนวคิด Toyota Production System หรือ TPS ที่ให้ความสำคัญกับการผลิตให้ตรงเวลา ตรงจำนวน และควบคุมคุณภาพในทุกสถานีงานอย่างเข้มงวด
ระบบสำคัญในไลน์ผลิต ช่วยลดความผิดพลาดก่อนถึงมือลูกค้า
ภายในไลน์ประกอบ โตโยต้านำระบบต่าง ๆ เข้ามาช่วยควบคุมคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Just in Time, Jidoka, Andon, Manifest Sheet และ Pokayoke เพื่อให้การผลิตมีความแม่นยำ ลดความผิดพลาด และช่วยให้สามารถหยุดแก้ปัญหาได้ทันทีเมื่อพบความผิดปกติ เป้าหมายสำคัญคือไม่ปล่อยให้ข้อบกพร่องหลุดรอดไปถึงลูกค้า
ความต่างของรถขายในไทยกับรถส่งออก เป็นอีกจุดที่น่าสนใจ
หนึ่งในประเด็นที่ทำให้การเยี่ยมชมครั้งนี้น่าสนใจกว่าข่าวเปิดโรงงานทั่วไป คือรายละเอียดของรถในไลน์การผลิตที่ต่างกันตามตลาดปลายทาง โดยรถที่ผลิตเพื่อส่งออกจะใช้ พวงมาลัยซ้าย ขณะที่รถจำหน่ายในประเทศไทยเป็น พวงมาลัยขวา ส่วนรายละเอียดด้านล้อก็สะท้อนความต้องการของตลาดที่ต่างกัน โดยตลาดต่างประเทศเน้นการใช้งาน จึงนิยม ล้อกระทะ มากกว่า ขณะที่ตลาดไทยยังให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และความสวยงาม จึงนิยม ล้อแม็ก มากกว่า
รายละเอียดการตกแต่งบางจุดก็ต่างกันตามตลาด
รถส่งออกบางตลาดจะมี โลโก้ TOYOTA ขนาดใหญ่ด้านท้าย โดยเฉพาะรถที่ส่งไปยังตะวันออกกลางและออสเตรเลีย ขณะที่รถบางตลาดในตะวันออกกลางยังใช้ เบาะสีแดง ตามความนิยมของลูกค้าในพื้นที่ และในกรณีของ Hilux รถส่งออกจะติดชื่อท้ายรถเป็นคำว่า “Hilux” เพียงอย่างเดียว ส่วนรถที่จำหน่ายในไทยจะใช้ “Hilux” และ “Revo” ร่วมกัน รายละเอียดเหล่านี้ช่วยให้เห็นชัดว่าแม้อยู่ในไลน์ผลิตเดียวกัน แต่รถแต่ละคันก็ถูกปรับให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละตลาดอย่างชัดเจน
โรงงานบ้านโพธิ์มีบทบาทสำคัญในฐานะฐานผลิตเพื่อส่งออก
เอกสารระบุว่าโรงงานบ้านโพธิ์เป็นฐานการผลิตหลักสำหรับรถกระบะและรถอเนกประสงค์เพื่อการส่งออกในโครงการ IMV โดยส่งออกไปยังกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ตัวอย่างตลาดที่ระบุไว้ ได้แก่ ตะวันออกกลาง, ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตสำคัญของโตโยต้าที่ไม่ได้รองรับเฉพาะตลาดในประเทศ แต่ยังเชื่อมต่อไปยังตลาดโลกด้วย
Hilux Travo-e สะท้อนทิศทางใหม่ของสายการผลิต
อีกหนึ่งไฮไลต์ของกิจกรรมครั้งนี้คือสายการผลิตรถกระบะไฟฟ้า Hilux Travo-e ซึ่งเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 โดยโตโยต้าออกแบบไลน์ผลิตนี้ให้มีความยืดหยุ่นสูง รองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและปริมาณการผลิตในอนาคต ต่างจากสายการผลิตรถเครื่องยนต์สันดาปแบบเดิมที่มีจำนวนสถานีและขั้นตอนมากกว่าอย่างชัดเจน
ไลน์ BEV ลดขั้นตอน แต่ยังยึดมาตรฐานคุณภาพเข้มงวด
สำหรับไลน์ผลิต Hilux Travo-e โตโยต้าระบุว่าออกแบบให้มีจำนวนสถานีหลักน้อยลงและลดขั้นตอนการประกอบ เพื่อให้การผลิตมีความคล่องตัวมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังคงการควบคุมคุณภาพไว้อย่างเข้มงวด ทั้งในส่วนของการประกอบตัวรถ การตรวจสอบระบบไฟฟ้า การตรวจสอบแบตเตอรี่ และการทดสอบความพร้อมก่อนส่งมอบ ซึ่งทั้งหมดสะท้อนว่าการลดความซับซ้อนในไลน์ผลิต ไม่ได้หมายถึงการลดมาตรฐานคุณภาพของรถ
Hilux Travo-e ผลิตเพื่อทั้งตลาดไทยและตลาดส่งออก
ไลน์ผลิต BEV ของโรงงานบ้านโพธิ์มุ่งผลิตรถเพื่อส่งออกไปยัง มากกว่า 26 ประเทศทั่วโลก โดยมี เยอรมนี เป็นตลาดหลัก และ ประเทศไทย เป็นตลาดรองลงมา นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่าชิ้นส่วนภายในประเทศของไลน์ BEV คิดเป็น 83% ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมของซัพพลายเชนไทยในการรองรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ในระดับสูง
รถทุกคันต้องผ่านการตรวจสอบก่อนส่งมอบ
รถที่ประกอบเสร็จจากโรงงานบ้านโพธิ์จะต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพทั้งระหว่างกระบวนการผลิตและขั้นตอนสุดท้ายอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสภาพตัวถังและสี การตรวจระบบถุงลมนิรภัย การทดสอบเบรก อัตราเร่ง ระบบไฟ การตรวจช่วงล่าง การทดสอบการรั่วซึมของน้ำ และการทดสอบขับจริง เพื่อยืนยันว่ารถทุกคันมีความพร้อมตามมาตรฐานก่อนถึงมือลูกค้า
โรงงานบ้านโพธิ์ไม่ได้มีแค่เรื่องการผลิต แต่รวมถึงความยั่งยืน
นอกเหนือจากไลน์การผลิต โตโยต้ายังนำเสนอภาพของโรงงานบ้านโพธิ์ในฐานะโรงงานที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ผ่านการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ระบบพ่นสีแบบใช้น้ำ ระบบประหยัดพลังงาน การหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ และการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในโรงงาน ควบคู่กับศูนย์การเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพ “ชีวพนาเวศ” และโครงการโซลาร์ฟาร์ม ซึ่งช่วยตอกย้ำแนวคิดการเติบโตควบคู่กับความยั่งยืนของโตโยต้าอย่างเป็นรูปธรรม
ไฮไลต์ของการเปิดบ้านครั้งนี้
การเปิดบ้านครั้งนี้ทำให้เห็นว่าโรงงานโตโยต้าบ้านโพธิ์มีบทบาทมากกว่าการเป็นโรงงานประกอบรถยนต์ทั่วไป เพราะเป็นทั้งฐานผลิตรถรุ่นสำคัญอย่าง Hilux, Fortuner และ Land Cruiser FJ ฐานผลิตรถกระบะไฟฟ้า Hilux Travo-e จุดเชื่อมต่อสำคัญของตลาดในประเทศและตลาดส่งออก และยังสะท้อนมาตรฐานการผลิตระดับสากลควบคู่กับแนวคิดความยั่งยืนที่โตโยต้าต้องการผลักดันอย่างต่อเนื่อง
สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโตโยต้าได้ผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเป็นทางการ ได้แก่ Facebook: Toyota Motor Thailand, YouTube: Toyota Motor Thailand และเว็บไซต์ www.toyota.co.th
TorqueThailand.com











