Breaking News

รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L ดีเซล อสูรร้ายที่แรงน้อยลง แต่ประหยัดมากขึ้น ลดออปชัน ราคาเบากว่าเดิม

รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุด 210 แรงม้า ที่ 3,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร

รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท

รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท

FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO

คุณคงได้ยินคำร่ำลือเรื่องอัตราสิ้นเปลืองของ Raptor V6 พอสมควร และผมก็ยืนยันว่าคุณจะเห็นตัวเลข 2.5 กม./ลิตร ได้ไม่ยากหากเหยียบคันเร่งมิดพรม ข่าวดีก็คือ วันนี้ Ford ประเทศไทยส่ง Raptor รุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ เทอร์โบคู่ ที่ประหยัดน้ำมันกว่า ลงสู่โชว์รูมเรียบร้อย แต่ก็ยังมีข่าวร้ายที่จะแจ้งให้คุณทราบด้วยเช่นกัน…

เริ่มจากข่าวร้ายที่สุดก่อน… ไม่มีแดมเปอร์แบบปรับความ แข็ง-อ่อน ได้, ไม่มีระบบล็อคเฟืองท้ายหน้า และไม่มีระบบปรับความดังท่อไอเสีย ส่วนข่าวรองลงมาก็คือ มันมีราคาแพงขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ 70,000 บาท แต่ก็ยังถือว่าสมเหตุสมผล เนื่องจากมีรายการอุปกรณ์ใหม่ๆ ติดตั้งมาให้เพิ่มเติมมากมายเมื่อเทียบกับรุ่นที่แล้ว

มาฟังข่าวดีกันบ้างครับ Raptor ขุมพลังดีเซล ทำอัตราสิ้นเปลืองได้ดีกว่ารุ่นเบนซิน V6 อย่างไม่ต้องสงสัย เครื่องยนต์ 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ 210 แรงม้า 500 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ ให้พละกำลังเพียงพอสำหรับตัวถังขนาดใหญ่ และไม่ได้รู้สึกอืดอาดกว่า Raptor รุ่นก่อนหน้านี้แต่อย่างใด

สิ่งที่แตกต่างอย่างสัมผัสได้คือแฮนด์ลิ่ง ต้องยกความดีความชอบให้กับฐานล้อกว้างที่ขึ้น 50 มม. และเลื่อนช่วงล่างหน้าให้ขยับไปทางปลายด้านหน้าของรถเพิ่มขึ้นจากโมเดลก่อนหน้านี้ 50 มม. ส่งให้รถมีการกระจายน้ำหนัก หน้า/หลัง ที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม

ในเมื่อช่วงล่างนี้สามารถรับมือกับพลังระดับ 397 แรงม้า ของ Raptor เครื่องยนต์ V6 ได้ จึงไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงเมื่ออยู่กับรุ่นขุมพลังดีเซลที่มีกำลังน้อยกว่าถึงเกือบครึ่งหนึ่ง แม้แดมเปอร์ Fox ไม่ได้เป็นแบบปรับระดับได้ แต่ประสิทธิภาพการเกาะถนนและการทรงตัวยังคงอยู่ในระดับสูง ไม่ว่าบนถนนปกติหรือเส้นทางวิบาก ที่ซึ่งเป็นแก่นแท้ของการสร้าง Raptor ขึ้นมาก็ตาม

คุณต้องเค้นขุมพลังดีเซลเทอร์โบคู่หนักหน่อย หากต้องการสนุกกับช่วงล่างที่ยอดเยี่ยมและการทำความเร็ว เมื่อเทียบกับโมเดลที่แล้ว Raptor ใหม่ให้อรรถรสในการขับขี่ได้มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด แม้จะแข็งกระด้างกว่าเดิมเล็กน้อยก็ตาม

ในขณะที่การขับขี่แบบเดินทางไกลบนมอเตอร์เวย์ก็เหนือกว่ารถกระบะทั่วไป เป็นอีกครั้งที่ต้องขอบคุณช่วงล่างที่ยอดเยี่ยม สามารถซับแรงสั่นสะเทือนได้แทบไม่ต่างจากรถซีดานราคาแพงเลยทีเดียว

แล้วในท้ายที่สุด Raptor เทอร์โบดีเซล คือรถที่น่าสนใจหรือไม่? ถ้ามองเฉพาะตัวมันเอง แน่นอนว่านี่คือรถกระบะที่ให้ความ “พิเศษ” กว่ารถกระบะปกติ เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่ Raptor โฉมแรกเปิดตัวเมื่อหลายปีก่อน ทว่าการมาถึงของ Raptor V6 ทำให้ความพิเศษของรุ่นดีเซลถูกลดทอนลงไปอย่างช่วยไม่ได้

ขุมพลัง V6, ลูกเล่นแพรวพราว และศักยภาพระดับขีปนาวุธของมัน ฉวยเอาความ “พิเศษ” ของรุ่นก่อนหน้านี้มาไว้กับตัว ผลักให้ Raptor เครื่องยนต์ดีเซล เป็นเพียงรถที่รู้สึกพิเศษเฉพาะเปลือกนอกไปโดยปริยาย

ในเมื่อมี Raptor ที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ทำไมคุณยังต้องการ Raptor อื่นๆ อีก?

รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท

รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท

รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท
ดีไซน์ที่เน้นเหลี่ยมสันมากกว่าเดิม ส่งให้ Raptor ใหม่ ดูมีขนาดใหญ่ขึ้น ทว่าความจริงแล้วมันมีขนาดเท่าเดิมเป๊ะ… ความกว้างฐานล้อยังคงเท่ากับโมเดลก่อนหน้านี้ที่ 1,710 มม. นั่นหมายถึง เมื่อเทียบกับ Ranger รุ่นมาตรฐานแล้ว Raptor ใหม่ จะดูไม่ใหญ่โตกว่าแบบเห็นได้ชัด เนื่องจากมีความกว้างห่างกันเพียง 100 มม. (ลบออกจากความกว้างที่เพิ่มขึ้น 50 มม. ของ Ranger ใหม่ รุ่นมาตรฐาน) เมื่อเทียบกับความต่างถึง 150 มม. ของโมเดลที่แล้ว เหตุผลนั้นง่ายมาก… เนื่องจาก Raptor ประกอบในประเทศไทย ซึ่งมีสายพานการผลิตที่รองรับความกว้างของรถได้สูงสุดเพียงเท่านี้

รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท

รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท
แก้มหน้าเปลี่ยนจากวัสดุคอมโพสิตในรุ่นที่แล้ว มาเป็นเหล็กปั๊มขึ้นรูปปกติที่ใช้ในรถยนต์ทั่วไป เนื่องจากไฟหน้ามีรูปทรงที่เรียบง่ายกว่าเดิม จึงไม่จำเป็นต้องใช้คอมโพสิต (ที่อ่อนนุ่มกว่า จึงขึ้นรูปชิ้นงานที่ซับซ้อนไปโอบล้อมไฟหน้า – ของรุ่นก่อนหน้านี้ – ได้ง่ายกว่าเหล็ก) อีกต่อไป ในขณะที่น้ำหนักก็ไม่ต่างกันมากนัก เพราะคอมโพสิตก็ไม่ใช่วัสดุน้ำหนักเบาแต่อย่างใด รูปทรงของไฟหน้าออกแบบให้คล้ายกับปากกาจับชิ้นงาน (C-clamp) เพื่อสื่อถึงอรรถประโยชน์ของรถ ไฟหน้าที่จัดเรียงตามแนวตั้ง ประกอบด้วยไฟหลักดวงล่างชนิด LED และไฟสูงด้านบนชนิด Matrix ไฟเลี้ยวและสปอตไลต์ก็เป็น LED เช่นกัน กรอบด้านนอกเจาะเป็นช่องสำหรับลดแรงต้านอากาศด้วยการปล่อยให้ระบายออกไปที่ซุ้มล้อหน้า
รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท
ชุดไฟท้ายมีดีไซน์สอดคล้องกับไฟหน้า น่าเสียดายที่เส้นไฟหรี่ยังคงใช้ไฟ LED หันตรงมาด้านหน้าจึงเห็นจุดไฟอย่างชัดเจน แทนที่จะเห็นเป็นแถบแสง (แบบ DRL ด้านหน้า) เมื่อรวมกับการใช้เลนส์สี Smoke ส่งให้ภาพรวมของมุมมองด้านท้ายดูไม่ “แพง” เหมือนด้านหน้า มีระบบแจ้งเตือนและเบรกอัตโนมัติเมื่อมีพาหนะหรือคนเข้ามาในระยะอันตรายขณะรถกำลังถอยหลัง นอกจากนั้น ยังมีระบบความปลอดภัยอื่นๆ อีกมากมาย ที่โดดเด่นคือระบบช่วยเหลือขณะขับขี่ซึ่งปรับปรุงให้ทำงานได้ดีขึ้นมาก โดยเฉพาะระบบครูสคอนโทรลที่เร่งและเบรกได้อย่างนุ่มนวลเป็นธรรมชาติกว่าเดิม และยังมีระบบช่วยหักหลบอัตโนมัติเพื่อเลี่ยงการปะทะ ซึ่งจะทำงานเมื่อระบบคำนวณแล้วว่า ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติไม่เพียงพอที่จะหยุดรถได้ทันก่อนเกิดการชน
รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท
ฝาปิดกระบะท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์สั่งติดตั้งพิเศษ ตัวกระบะมีความกว้างเพิ่มขึ้น 50 มม. มาพร้อมกับช่องต่อไฟ 12 และ 230 โวลต์ (400 วัตต์) ฝาท้ายพร้อมระบบช่วยผ่อนแรงและระบบล็อค (พร้อมกับการล็อคประตู) มีช่องสำหรับยึดปากกาจับงานมาให้ด้วย ไม่มีบันไดด้านข้างกระบะมาให้เหมือนกับ Ranger รุ่นมาตรฐาน

รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท

รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท
ช่องระบายด้านข้างมีดีไซน์แตกต่างจาก Ranger รุ่นมาตรฐาน และมีช่องระบายอากาศติดตั้งมาให้บนฝากระโปรงด้วย หากมองใกล้ๆ จะเห็นว่า ช่องระบายเหล่านี้มีลวดลายรังผึ้งตกแต่งอยู่ด้านใน และนั่นก็ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกราฟฟิกบนสติกเกอร์ (อุปกรณ์สั่งติดตั้งเพิ่มเติม) ด้วย… อ้อ! ในห้องโดยสารก็มีการตกแต่งด้วยลายรังผึ้งซ่อนอยู่บนแถบของแดชบอร์ดฝั่งผู้โดยสารด้วยเช่นกัน นับเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ดีไซเนอร์ซ่อนเอาไว้ได้อย่างน่าประทับใจ
รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท
สัญลักษณ์ ‘Blue Oval’ ใช้กรอบและตัวอักษรโทนสีไทเทเนียมแทนโครเมี่ยมในรุ่นมาตรฐาน ซึ่งเป็นโทนเดียวกับอักษร ‘Raptor’ บนมุมขวาของฝาท้าย… กล้องที่ฝาท้าย เป็นส่วนหนึ่งของกล้องรอบทิศทาง

รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท

รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท
รูของบันไดข้างมีรูปทรงแบบเดียวกับอักษร ‘O’ ของสัญลักษณ์ ‘F-O-R-D’ บนกระจังหน้า และเจาะไว้สำหรับระบายอากาศเพื่อลดแรงต้านเมื่อวิ่งด้วยความเร็ว นอกจากนั้น ยังช่วยป้องกันไม่ให้ดินโคลนไปอุดตันอยู่ใต้บันไดขณะขับขี่แบบออฟโรด ด้วยการปล่อยให้ดันผ่านรูเหล่านี้ออกไปได้
รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท
เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุด 210 แรงม้า ที่ 3,750 รอบ/นาที และมีแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร มาเต็มเพดานตั้งแต่ 1,750 รอบ/นาที เป็นตัวเดียวกับโมเดลที่แล้ว และ Ranger รุ่นมาตรฐาน และด้วยการเลื่อนช่วงล่างหน้าออกไปหน้ารถอีก 50 มม. ส่งให้เครื่องยนต์อยู่ในตำแหน่ง “วางกลางลำ” ไปโดยปริยาย วิธีนี้ช่วยให้รถมีน้ำหนักเฉลี่ย หน้า:หลัง ที่ดีขึ้น ทำให้การทรงตัวและการ Landing หลังจาก “บิน” ข้ามเนิน ยอดเยี่ยมกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท

รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท

รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท

รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท
ชุดเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ มาพร้อมกับโหมดเปลี่ยนเกียร์เองแบบ Manual ที่แตกต่างจาก Ranger รุ่นมาตรฐาน โดยเมื่อคุณกดปุ่ม ‘M’ ข้างหัวเกียร์ เพื่อเปลี่ยนเกียร์เองผ่านแพดเดิลแมกนีเซียมหลังพวงมาลัย ระบบจะไม่เปลี่ยนเป็นเกียร์ต่อไปอัตโนมัติ นั่นหมายถึง มือคุณต้องไวพอในช่วงเกียร์ 1-2-3 ที่ค่อนข้างชิด
รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท
ระบบขับเคลื่อนคืออีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญของ Raptor จากแบบ Part-time, Shift-on-the-fly ที่ใช้ได้เพียงระบบขับเคลื่อนสองล้อหลัง (บนถนนแห้ง) ของเดิม เป็น Full-time (Permanent) All-wheel drive ออกแบบระบบโดย BorgWarner ใช้ชุดคลัตช์ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ในการแบ่งถ่ายกำลังไปยังล้อหน้าเมื่ออยู่ในโหมด ‘4A’ (4WD auto) เช่นเดียวกับรถ SUV และรถซีดาน ตลอดจนรถสปอร์ตขับเคลื่อนสี่ล้อ นั่นหมายถึง Raptor ให้ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนได้ดีกว่าเดิมเมื่อวิ่งบนถนนแห้งด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ เทียบกับระบบเฟืองท้ายตัวกลางแบบดั้งเดิม ในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลนี้ ติดตั้งระบบล็อคเฟืองท้ายมาให้เฉพาะสำหรับล้อคู่หลังเท่านั้น
รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท
ยังคงใช้ยาง BF Goodrich ขนาด 285/70 (33 นิ้ว) และล้อขนาด 17 นิ้ว เช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้านี้ และด้วยยางขนาด 33 นิ้ว ทีมวิศวกรของ Ford จึงยังคงใช้แดมเปอร์ Fox ขนาด 2.5 นิ้ว ซึ่งสามารถรับมือกับยางขนาดนี้ได้ เมื่อเทียบกับ Raptor รุ่นพี่อย่าง Bronco หรือ F-150 ที่มาพร้อมกับแดมเปอร์ 3.5 นิ้ว เนื่องจากใช้ยางขนาดใหญ่ถึง 37 นิ้วนั่นเอง ช่วงล่างปีกนกอลูมิเนียมคู่น้ำหนักเบาที่ด้านหน้า และ Watt’s Link สำหรับล้อหลัง ยังคงเป็นสเปคเดิมทั้งหมด

รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท

รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท
ระบบบังคับเลี้ยวไฟฟ้า ส่งให้ Raptor (รวมถึง Ranger มาตรฐาน) เป็นรถกระบะที่มีแฮนด์ลิงยอดเยี่ยมที่สุดในกลุ่ม ให้การตอบสนองที่เหนือกว่า ทั้งยังฉับไวและให้น้ำหนักที่พอดีมือในทุกย่านความเร็ว เมื่อรวมกับฐานล้อที่ยาวกว่าเดิม 50 มม. จากการเลื่อนช่วงล่างหน้า, ปีกนกอลูมิเนียม, แดมเปอร์จาก Fox และช่วงล่างหลังแบบ Watt’s Link จึงให้สัมผัสในการบังคับควบคุมทิศทางใกล้เคียงกับรถยนต์นั่งอย่างยิ่ง วงพวงมาลัยอวบอ้วนกว่า Ranger รุ่นมาตรฐาน จับได้ถนัดมือยิ่งขึ้น พร้อมแถบสีด้านบนสไตล์รถแข่ง
รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท
ห้องโดยสารแบบเดียวกับ Ranger รุ่นมาตรฐาน ได้รับการออกแบบใหม่หมด แดชบอร์ดก็เป็นดีไซน์ใหม่แต่ยังคงมีหน้าตาไม่แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้านี้มากนัก แผงประตูออกแบบให้แบนแนบไปกับตัวถัง ช่วยให้รู้สึกถึงความกว้างขวางยิ่งขึ้น มือเปิดประตูเป็นลิ้นซ่อนอยู่ในที่พักแขนของแผงประตู จึงเปิดประตูได้สะดวกยิ่งขึ้น ที่น่าชมเชยคือการเก็บเสียงที่ทำได้ยอดเยี่ยมไม่ต่างจากรถยุโรป สามารถตัดเสียงรบกวนของการจราจรที่แออัดในเมืองได้ดี เช่นเดียวกับเมื่อใช้ความเร็วบนทางยกระดับ อาจมีเสียงลมเข้ามาให้ได้ยินบ้างที่ความเร็วสูงๆ แต่ก็เป็นปกติของรถรูปทรงแบบนี้ ใช้วัสดุตกแต่งบางส่วนที่แตกต่างจาก Ranger อาทิ กรอบรอบๆ ครีบบังคับอากาศช่องแอร์ ตกแต่งด้วยสีแสดแทนโครเมี่ยม เข้ากับการตกแต่งเบาะนั่ง, ใช้วัสดุคล้ายหนังกลับที่ส่วนบน (บางส่วน) ของแดชบอร์ด และตกแต่งส่วนกลางด้วยลวดลายรังผึ้ง เป็นต้น
รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท
จอแสดงผลสำหรับผู้ขับเป็นแบบเต็มพื้นที่ขนาด 12.4 นิ้ว แบบเดียวกับใน Everest ให้สีสันสดใสและมีความคมชัดสูง อินเตอร์เฟซออกแบบมาเป็นอย่างดี สามารถเรียกดูข้อมูลได้หลากหลายและอ่านค่าต่างๆ ได้ง่ายดายและชัดเจน
รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท
จอส่วนกลางขนาด 12 นิ้ว พาดยาวเต็มพื้นที่ส่วนกลางของแดชบอร์ด ทำงานบนระบบปฏิบัติการ SYNC 4 พร้อมโมเด็ม ‘FordPass Connect’ ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานจากโรงงาน สำหรับให้ผู้ใช้เชื่อมต่อกับรถได้ผ่านแอพพลิเคชั่น FordPass จึงสามารถเรียกดูข้อมูลสำคัญๆ ของรถ ตลอดจนใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ อาทิ สตาร์ทรถและเปิดระบบปรับอากาศ, ล็อค/ปลดล็อค ประตู ได้ง่ายๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือ

รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท

รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท
เบาะนั่งดีไซน์ใหม่ที่ Ford กล่าวว่า ได้แรงบันดาลใจมาจากเบาะของเครื่องบินรบ หุ้มด้วยหนังแท้สลับหนังสังเคราะห์ สามารถปรับได้ 10 ทิศทาง ทั้งผู้ขับและผู้โดยสาร แต่โดยส่วนตัวแล้วผมว่าเบาะของรุ่นที่แล้วนั่งนุ่มและสบายกว่ามาก เช่นเดียวกับความพิเศษอื่นๆ ที่เหนือกว่า Ranger รุ่นมาตรฐาน ตัวเบาะก็ออกแบบเป็นพิเศษเฉพาะ Raptor โดยทั้งหมดเป็นฝีมือของแผนก Ford Performance
รีวิว ลองขับ FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO ราคา 1,769,000 บาท
เต็มไปด้วยจุดชาร์จไฟทั่วทั้งห้องโดยสาร มีตั้งแต่ระบบชาร์จไร้สาย, USB, ช่องต่อไฟ 12 โวลต์ และปลั๊กสำหรับต่อไฟ 230 โวลท์ ที่รองรับสูงสุดถึง 400 วัตต์ เช่นเดียวกับในกระบะท้าย นอกจากนั้นยังมีช่อง AUX สำหรับต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ติดตั้งมาให้อีกด้วย ส่วนด้านข้างของกระจกมองหลังก็มีช่อง USB สำหรับต่อ On-board Camera มาให้พร้อมสรรพ ไม่ต้องลากสายระโยงรยางค์อีกต่อไป

SPECIFICATIONS: FORD RANGER RAPTOR 2.0L BI-TURBO

  • Price: ฿1,769,000
  • Engine: 1996cc 4-cylinder diesel bi-turbo, 210hp @ 3750rpm, 500Nm @ 1750-2000rpm
  • Transmission: 10-speed auto, part-time all-wheel drive
  • Performance: n/a
  • Weight: n/a

Check Also

Honda City Hatchback 2024 TURBO RS

รีวิว ลองขับ Honda City Hatchback 2024 TURBO RS เสริมความสปอร์ต เน้นความประหยัดสำหรับ Hot Hatch ตัวจริง

รีวิว ลองขับ Honda City Hatchback TURBO RS เครื่องยนต์เบนซิน 1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO ให้กำลัง 122 …