Breaking News

รีวิว Mercedes-Benz CLA250+ 2026 ทดลองขับจริง 244 กม. ช่วงล่าง อัตราสิ้นเปลือง และข้อสังเกต

รถ Mercedes-Benz CLA250+ เต็มคันด้านหน้าเฉียง มีราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทย 2,290,000 บาท

MERCEDES-BENZ CLA250+ (2026) รีวิว: แม้เป็นรุ่นเริ่มต้นของค่าย แต่ยังคงมีคุณภาพสมศักดิ์ศรีรถยุโรปทุกอณู วิ่งไกลสะใจ WLTP เกือบ 800 กม./ชาร์จ!!!

สรุปสั้นๆ: ความเห็นจาก Torque

Mercedes CLA250+ คือ EV ซีดานขนาดเล็กที่ยอดเยี่ยม อย่างน้อยที่สุดก็ ณ เวลานี้ เพราะในไทยยังไม่มีคู่แข่งยุโรปแบรนด์อื่นเข้ามาแข่งในคลาส คุณภาพสูงตามมาตรฐานของแบรนด์ บุคลิกคล่องแคล่ว, หนักแน่น พร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ ของ Mercedes ที่ CLA ได้ใช้ก่อนรุ่นอื่นๆ ของค่ายเสียอีก จุดเด่นคือชาร์จไวและวิ่งได้ไกลมาก จึงสามารถใช้งานได้ครอบคลุมทั้งในเมืองและเดินทางไกล ทั้งยังให้การบังคับควบคุมที่มั่นใจได้อีกด้วย

Torque’s Rating

หมวด

คะแนน

การบังคับควบคุม

8 / 10

พละกำลังและอัตราเร่งในการใช้งาน

7 / 10

ความอรรถประโยชน์

7 / 10

ความรู้สึกโดยรวมในการใช้งาน

8 / 10

ความคุ้มค่าเมื่อเทียบราคา

8 / 10

ควรซื้อถ้า…

คุณต้องการรถ EV ขนาดกะทัดรัด ที่ครบเครื่องทั้งคุณภาพมาตรฐานยุโรป, วิ่งไกล, แฮนด์ลิงดี และมีลูกเล่นแพรวพราวไม่แพ้รถจีน นี่คือรถที่คุ้มค่าทุกสตางค์ที่จ่ายไป

ไม่ควรซื้อถ้า…

คุณให้ความสำคัญกับราคามากกว่าคุณภาพและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ มีรถ EV อีกมากมายจากจีนที่ราคาถูกกว่าเป็นล้านบาทให้เลือกเกลื่อนตลาดครับ

เหมาะกับใคร?

  • คนที่ใช้รถระยะทางไกลๆ เป็นประจำ
  • คนที่ไม่ชอบชาร์จบ่อยๆ
  • เน้นคุณภาพต่อราคา
  • ขับเร็วหรือชอบแฮนด์ลิงมั่นใจ
  • เน้นราคาขายต่อไม่ตกมาก

ไม่เหมาะกับใคร?

  • คนที่เน้นปริมาณอุปกรณ์ต่อราคา
  • มีคนนั่งเบาะหลังเป็นประจำ
  • ไม่ถนัดการควบคุมทุกอย่างผ่านจอ
  • กังวลเรื่องราคาอะหล่ในระยะยาว (หากหมดประกันคุณภาพรถไปแล้ว)

สมรรถนะและการขับขี่

แรงแบบผู้ดี ช่วงล่างนุ่มนวล ที่เด่นสุดคือวิ่งได้ไกลมากๆ ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

พละกำลัง: ดึงแบบนุ่มๆ แต่ก็แรงสั่งได้

บุคลิกของ CLA250+ เน้นการตอบสนองแบบนุ่มนวลมากกว่าดุดันจี๊ดจ๊าด คันเร่งมีอาการหน่วงเล็กน้อยในจังหวะแรกเพื่อลดอาการกระชากจากแรงบิดแบบ Instant ตามสไตล์รถไฟฟ้า แต่คุณก็ยังคงสัมผัสได้ถึงแรงดึงแบบหลังติดเบาะทุกครั้งที่เรียกพลังทั้ง 272 แรงม้ามาใช้ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.7 วินาที และความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. ไม่ใช่ตัวเลขที่หวือหวาอะไรสำหรับรถ EV ปัจจุบัน แต่ความต่างคือสัมผัสที่หนักแน่นเมื่อเหยียบคันเร่ง หากอัตราเร่งของรถไฟฟ้าทั่วไปเหมือนกับโดนฟาดแรงๆ ด้วยไม้หน้าสาม CLA กลับรู้สึกเหมือนโดนต่อยหนักๆ ด้วยหมัดหุ้มนวม

ที่ CLA พลังไฟฟ้า ตอบสนองนุ่มนวลและต่อเนื่อง เกิดจากชุดเกียร์ 2 จังหวะ ติดตั้งไว้กับมอเตอร์ไฟฟ้าที่เพลาหลัง  โดยเกียร์ชุดแรกมีอัตราทด 11:1 ต่อตรงจากมอเตอร์ไฟฟ้า ใช้สำหรับเรียกอัตราเร่งขณะออกตัว ขับขี่ด้วยความเร็วแปรผันไปมา และเมื่อลากจูง ส่วนชุดที่สองอัตราทด 5:1 ตัดต่อการทำงานผ่านชุดคลัตช์ ออกแบบมาเพื่อส่งกำลังในย่านความเร็วสูงและเพิ่มประสิทธิภาพการขับทางไกลหรือความเร็ว (ค่อนข้าง) คงที่ ส่งผลให้ได้ระยะทางมากขึ้นและเร่งความเร็วได้อย่างนุ่มนวล ระบบจะเลือกเปลี่ยนเกียร์เองอัตโนมัติเท่านั้น โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์และโหมดการขับขี่ที่ใช้

สัญลักษณ์ CLA250+ บนฝาท้ายแสดงรุ่นและคลาสของรถ Mercedes-Benz CLA250+
ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลังโดยติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 272 แรงม้า 335 นิวตันเมตร ไว้ที่เพลาหลัง ทำให้ได้อัตราส่วนการกระจายน้ำหนักหน้าหลังเกือบเท่ากันแบบเดียวกับรถสมรรถนะสูง ตัวมอเตอร์เป็นชนิด PSM พัฒนาขึ้นโดย Mercedes เองทั้งหมด ด้วยการนำเทคโนโลยีจากรถต้นแบบ Vision EQXX มาปรับใช้ พร้อมเสียงการทำงานที่เงียบลงจากการใช้แม่เหล็กภายในโรเตอร์จัดเรียงแบบตัว V คู่ และขดลวดสเตเตอร์แบบ Hairpin winding
คันเกียร์บนคอพวงมาลัยของ Mercedes-Benz CLA250+ สำหรับเลือกตำแหน่งเกียร์และระดับการเรียกคืนพลังงาน
เกียร์อัตโนมัติ 2 จังหวะ ใช้เกียร์ที่ 2 ขณะขับเร็วคงที่ คันเกียร์สามารถผลักและดึง (สังเกตที่ปลายคันเกียร์) เพื่อเลือกระดับและโหมดการรีเจนฯ ซึ่งมีให้เลือกถึง 4 รูปแบบ คือ “D” ให้แรงหน่วงระดับกลาง, “D-” หน่วงแรงสุด, “D+” ไม่มีแรงหน่วง แต่โหมดที่น่าสนใจคือ “D Auto” ซึ่งระบบ ECO Assistant จะเปิดทำงานอัตโนมัติ โดยคำนวณการรีเจนฯ ที่เหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆ เพื่อลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ให้สูงสุด ด้วยการอิงจากระยะทาง (ที่รถยังวิ่งได้), ความเร็วปัจจุบัน และข้อมูลเส้นทางที่มีอยู่ รวมถึงข้อมูลจากเซ็นเซอร์และกล้องเพื่อประเมินเส้นทางที่จะขับขี่ไปข้างหน้า จากนั้นสัญลักษณ์ “ยกเท้าออกจากคันเร่ง” (Foot off the pedal) จะปรากฏขึ้นบนหน้าจอแสดงข้อมูลสำหรับผู้ขับขี่ เมื่อผู้ขับถอนคันเร่ง ระบบจะเลือกระดับการรีเจนฯ เอง ซึ่งสามารถทำได้ถึงการค่อยๆ ชะลอจนหยุดสนิท เช่น เมื่อขับมาถึงท้ายแถวของรถที่ติดขัดหรือก่อนถึงสัญญาณไฟจราจร ได้อีกด้วย นอกจากนั้น ระบบยังสามารถตรวจจับลักษณะเส้นทางและสถานการณ์ต่างๆ อาทิ วงเวียน, โค้งหักศอก, ทางแยก, ทางแยกรูปตัว T, ทางลาดชัน และการจำกัดความเร็ว ทั้งยังสามารถตอบสนอง (รีเจนฯ เพื่อลดความเร็วหรือหยุด) ต่อทางแยกอื่นๆ ได้หากมีการเปิดสัญญาณไฟเลี้ยวล่วงหน้า

การชาร์จและระยะทางที่วิ่งได้: จุดเด่นของ CLA250+

จากการทดสอบของเราพบว่า เมื่อชาร์จเต็ม 100% รถแสดงระยะทางที่วิ่งได้บนหน้าจอที่ 591 กม. แต่เมื่อขับใช้งานจริง ทั้งการใช้งานรถติดในเมืองและขับด้วยความเร็วเฉลี่ย 120 กม./ชม. บนมอเตอร์เวย์ พบว่าเมื่อแบตเตอรีเหลือ 58% ยังสามารถวิ่งต่อได้ถึง 347 กม. และมีอัตราการใช้พลังงานเฉลี่ย 15.1 kWh/100 กม. อยู่ในระดับกลางๆ ใกล้เคียงกับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่เราเคยทดสอบมา

จอแสดงผลส่วนกลาง Mercedes-Benz CLA250+ แสดงระยะทางที่วิ่งได้ 591 กม. เมื่อชาร์จเต็ม และ 347 กม. เมื่อแบตเตอรีเหลือ 58% จากการทดสอบของ Torque Thailand
แบตเตอรี่ความจุ 85kWh (ความจุรวม 90kWh) ประกอบด้วยโมดูลเซลล์ขนาดใหญ่ 4 ชุดที่ใช้เซลล์แบบฮาร์ดเคส มีขนาดกะทัดรัดและแบนราบ ขั้วแอโนดของเซลล์แบตเตอรี่ผลิตจากกราไฟต์ผสมกับซิลิคอนออกไซด์ ซึ่งช่วยเพิ่มความหนาแน่นของพลังงานต่อน้ำหนักได้สูงสุดถึง 20 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่รุ่นก่อนหน้าที่ใช้ขั้วแอโนดกราไฟต์แบบดั้งเดิม จึงเก็บไฟได้เยอะขึ้นในขนาดแบตเตอรี่เท่าเดิม และช่วยให้ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จไกลขึ้น
ช่องเสียบหัวชาร์จแบตเตอรี่ HV ของ Mercedes-Benz CLA250+ รองรับสถาปัตยกรรม 800 โวลท์ และการชาร์จ DC สูงสุด 320 กิโลวัตต์
CLA ใหม่ ใช้สถาปัตยกรรม 800 โวลท์ รองรับการชาร์จ DC สูงสุดที่ 320 กิโลวัตต์ ส่งให้ชาร์จจาก 10-80% ได้เร็วสุดใน 22 นาที ส่วนการชาร์จ AC ก็แรงไม่แพ้กันที่ 22 กิโลวัตต์ ใช้เวลา 5 ชม. ในการชาร์จจาก 10-100% วิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 694-793 กม. (WLTP) ที่สำคัญคือ Mercedes ยังได้เตรียม CLA ไว้รองรับระบบการถ่ายเทพลังงานสองทิศทาง (Bidirectional Charging) โดยตัวรถจะทำหน้าที่เสมือนหน่วยกักเก็บพลังงาน เช่น พลังแสงอาทิตย์ เพื่อไว้ใช้ในภายหลังได้ ทั้งยังสามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้ากลับคืนสู่ระบบได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายไฟเข้าสู่บ้านพักอาศัย (Vehicle-to-Home หรือ V2H) หรือจ่ายไฟเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าหลัก (Vehicle-to-Grid หรือ V2G) หากภาครัฐเปิดนโยบายให้ทำได้ ก็สามารถอัปเดตระบบได้ผ่านทางออนไลน์ (Over-the-Air update)
จอแสดงผลส่วนกลาง Mercedes-Benz CLA250+ แสดงเมนูตัวเลือกการชาร์จสำหรับเลือกรูปแบบผ่านหน้าจอระบบสัมผัส
โครงสร้างที่ห่อหุ้มแบตเตอรี่ HV ออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างตัวถังรถเพื่อรองรับการชน นอกจากนั้น ยังมีมาตรการป้องกันเพื่อรับมือกับปฏิกิริยาทางความร้อนที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งรวมถึงการเว้นระยะห่างที่เหมาะสมระหว่างเซลล์แบตเตอรี่แรงดันสูง ตลอดจนปรับโครงสร้างของเซลล์และโมดูลเซลล์ ระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ไม่เพียงแต่จะแจ้งเตือนผู้โดยสารเท่านั้น แต่ยังสั่งการให้ระบบความปลอดภัยอื่นๆ ของรถทำงานร่วมด้วย เช่น การปิดกระจกหน้าต่างและช่องระบายอากาศโดยอัตโนมัติ นอกจากนั้น ยังมีการติดตั้งเซ็นเซอร์ไว้บริเวณกึ่งกลางของแบตเตอรี่เพื่อคอยตรวจสอบสถานะตลอดเวลา แม้ขณะจอดรถก็ตาม

การขับขี่เน้นสมรรถนะ: นุ่ม แต่หนักแน่นและเกาะหนึบ

CLA250+ ให้ความมั่นใจในการบังคับควบคุมได้ดี จากช่วงล่างที่แม้จะนุ่มนวลแต่ก็ยังสามารถรับมือกับแรงเหวี่ยงขณะเข้าโค้งได้ดี บวกด้วยการวางมอเตอร์ไว้ที่เพลาหลังส่งให้การกระจายน้ำหนัก หน้า:หลัง ดีมากที่ 46:54 รถจึงไม่เอียงตัวมากนัก และทรงตัวดีตั้งแต่เบรก, เริ่มหักเลี้ยว ไปจนถึงเร่งออกจากโค้ง

จุดที่เป็นข้อเสียด้านการขับขี่เน้นสมรรถนะคือระบบบังคับเลี้ยวที่เบาเกินไปแม้ใช้โหมด Sport ก็ตาม ทำให้การสื่อสารความเป็นไปของล้อหน้ามาสู่มือยังไม่ชัดเจนนัก

จอแสดงผลส่วนกลาง Mercedes-Benz CLA250+ แสดงเมนูตัวเลือกโหมดการขับขี่ 4 รูปแบบ ได้แก่ Eco, Comfort, Sport และ Individual
มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 3 รูปแบบ แต่ละโหมดให้การตอบสนองแตกต่างกันชัดเจน ตั้งแต่ Eco ที่เนิบนาบเพื่อลดการใช้พลังงาน, Comfort เป็นกลางทั้งอัตราเร่งและการตอบสนอง ส่วน Sport จะกระฉับกระเฉงสุด ในขณะที่ Individual (การปรับแต่งเอง) คือ โหมดที่เราเลือกใช้ โดยปรับพละกำลังไปที่ Comfort และพวงมาลัยที่ Sport เนื่องจาก…
พวงมาลัยทรงสปอร์ตหุ้มด้วยหนัง Nappa ของ Mercedes-Benz CLA250+
ระบบบังคับเลี้ยวเบาหวิวทุกโหมด ยกเว้น Sport ที่ตึงมือขึ้นแต่ก็ยังเบาไปอยู่ดี แต่ข้อดีคือหมุนคล่องเมื่อขับขี่ในเมือง ทำให้สามารถซอกแซก, กลับรถ หรือเข้าจอด ได้โดยแทบไม่ต้องออกแรงแขน

การขับขี่นอกเมือง: ขับสบายสไตล์ “รถเบนซ์”

จุดเด่นเรื่องระยะทางต่อชาร์จ ทำให้ CLA250+ เหมาะอย่างยิ่งกับคนที่ต้องเดินทางไกลหรือไม่ชอบวุ่นวายกับการชาร์จบ่อยๆ นอกจากนั้นยังรองรับ DC สูงสุด 320kW จึงสามารถชาร์จจาก 10-80% ได้ใน 22 นาทีอีกด้วย

ในแง่ของการขับขี่ทางไกล โดดเด่นที่ช่วงล่างนุ่มนวลและการเก็บเสียงที่ยอดเยี่ยมจนแทบไม่ได้ยินเสียงลมปะทะแม้ขับที่ความเร็ว 120 กม./ชม. ร่วมกับพละกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ช่วยให้การเร่งแซงทำได้ตามสั่ง และการมีเกียร์ 2 จังหวะ ก็ช่วยลดรอบมอเตอร์ลงต่ำกว่ารถ EV แบบเกียร์เดียว บวกกับค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานที่ต่ำสุดๆ เพียง 0.214cd ส่งให้ CLA250+ สามารถวิ่งได้ระยะทางเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องใช้แบตเตอรีขนาดใหญ่

รถ Mercedes-Benz CLA250+ หน้าเฉียงขณะขับขี่ แสดงการทรงตัวและการกระจายน้ำหนักหน้าต่อหลังที่ 46:54 จากการทดสอบของ Torque Thailand
ด้วยระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุดที่พัฒนาขึ้นโดย Merc เองในชื่อ “MB.OS – Mercedes-Benz Operating System” ซึ่งควบคุมทุกระบบในรถ รวมถึงการขับขี่ด้วย ทำให้ CLA250+ ช่วยให้สามารถบริหารการใช้พลังงานได้อย่างชาญฉลาด เพื่อให้รถสามารถวิ่งได้ไกลยิ่งขึ้นโดยไม่ลดทอนสมรรถนะลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ระบบนำทางของรถร่วมกับ ACC

การขับขี่ในเมือง: คล่องตัว จอดง่าย

ถึงจะดูคันเล็ก แต่ความจริงแล้ว CLA250+ มีความยาวตัวถัง 4,723 มม. หรือสั้นกว่า C-class เพียง 28 มม. อย่างไรก็ตาม มันยังคงเล็กพอที่จะซอกแซกในเมืองได้อย่างคล่องแคล่ว ต้องขอบคุณพวงมาลัยน้ำหนักเบาจึงเลี้ยวไปมาที่ความเร็วต่ำได้เพียงปลายนิ้ว และระบบช่วยจอดอัตโนมัติซึ่งใช้งานง่าย

อัตราเร่งทั้งขณะออกตัวและแซงที่ความเร็วต่ำกระฉับกระเฉง ทว่าปลดปล่อยพละกำลังออกมาอย่างสุภาพนุ่มนวล จึงไม่ทำให้เวียนหัวหรือเมารถขณะขับท่ามกลางการจราจรเคลื่อนตัวสลับหยุดนิ่ง การเก็บเสียงทำได้ดี มีเสียงจากการจราจรและสิ่งแวดล้อมภายนอกเข้ามาเพียงเล็กน้อย นอกจากนั้น การมีจอสำหรับผู้นั่งยังช่วยให้สมาชิกในครอบครัวเพลิดเพลินขณะรถติดได้อีกด้วย

จุดที่ “ไม่รักก็เกลียดไปเลย” คือระบบรีเจนฯ แบบอัตโนมัติที่จะปรับความแรงการกู้คืนพลังงาน (สูงสุดถึง 200kW) ตามสภาพการจราจรด้านหน้า แบบเรียลไทม์ โดยเมื่อถอนคันเร่งขณะไม่มีรถคันหน้าระบบจะ “ปล่อยไหล” เพื่อช่วยเพิ่มระยะทางวิ่ง แต่ถ้ามีรถคันหน้า มันจะทำการรีเจนฯ ซึ่งค่อนข้างหนักจนเหมือนเบรกแรงๆ คุณต้องปรับตัวเล็กน้อยด้วยการไม่ยกเท้าออกจากคันเร่งจนหมด แต่ค่อยๆ ยก (เหมือน One Pedal) เพื่อช่วยบรรเทาอาการ ถ้าชินแล้วคุณจะชอบ แต่ถ้าทำยังไงก็ไม่ชิน ก็กลับไปตั้งค่าการรีเจนฯ ที่ต้องการได้จากการผลักหรือดึงคันเกียร์ที่คอพวงมาลัย

รถ Mercedes-Benz CLA250+ หลังเฉียงขณะขับขี่ แสดงความนุ่มนวลของช่วงล่างและการเก็บเสียงที่ความเร็ว 120 กม./ชม. จากการทดสอบของ Torque Thailand
ด้วยตัวถังกะทัดรัดส่งให้ CLA ใหม่ ขับขี่คล่องตัวในเมือง ระบบรีเจนฯ ที่มีให้เลือกหลากหลายระดับช่วยให้คุณสามารถปรับให้เหมาะกับความถนัดของตัวเองได้ อย่างไรก็ตาม หากเลือกการรีเจนฯ อัตโนมัติ อาจต้องปรับตัวเล็กน้อยเพื่อให้ขับขี่ได้อย่างนุ่มนวลขึ้น

ดีไซน์ภายนอก: โฉบเฉี่ยวสไตล์คูเป้

CLA ใหม่ มีตัวถังยาวกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ 4 ซม. และฐานล้อยาวกว่าเดิมถึง 6 ซม. ดีไซน์ท้ายลาดแบบรถคูเป้ มีข้อเสียตรงที่จะลดพื้นที่ Headroom และทางเข้าของเบาะหลังลง เมื่อเทียบกับทรงซีดานปกติ แม้ Mercedes เคลมว่ารถรุ่นใหม่มี Headroom เพิ่มขึ้นถึง 16 และ 28 มม. (หน้า/หลัง ตามลำดับ) แต่ตัวเลขดังกล่าวได้มาจากการใช้หลังคากระจกเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ในการใช้งานจริงไม่ได้รู้สึกว่ามีพื้นที่มากกว่าเดิมนัก ดังนั้น ถ้าคุณมีคนนั่งหลังบ่อยๆ ควรพิจารณาจุดนี้ร่วมด้วยก่อนตัดสินใจซื้อ

รถ Mercedes-Benz CLA250+ ท้ายเฉียง หลังคาลาดสไตล์คูเป้และประตูไร้กรอบบนแพลตฟอร์ม MMA ใหม่
หลังคาส่วนท้ายลาดต่ำสไตล์คูเป้และประตูแบบไร้กรอบหน้าต่าง เป็นเอกลักษณ์สำคัญของ Mercedes อนุกรม CL โดย CLA250+ เป็นรถคันแรกของ Mercedes ที่ได้ใช้แพลตฟอร์มใหม่ถอดด้าม “MMA” (Modular Mercedes Architecture) ออกแบบเพื่อรองรับระบบขับเคลื่อนทั้งแบบ EV และ Hybrid ที่จะเริ่มออกขายในตลาดต่างประเทศช่วงปลายปีนี้

รถ Mercedes-Benz CLA250+ หน้าตรง แสดงดีไซน์หน้ารถแบบ Shark-nose ทรงสปอร์ต

ไฟหน้า LED High Performance ของ Mercedes-Benz CLA250+ พร้อมแถบ DRL และดาวโครเมี่ยมในโคม

กระจังหน้า Mercedes-Benz CLA250+ ใช้ LED แทนตำแหน่งโครเมี่ยม พร้อมดาวสามแฉก 142 ชิ้น

ชุดไฟท้าย Mercedes-Benz CLA250+ มีไฟหรี่รูปทรงดาวสามแฉกและพื้นหลังด้านในเป็นไฟเบรก
หน้ารถแบบ Shark-nose โดดเด่นที่กระจังหน้าซึ่งใช้ LED แทนตำแหน่งที่ปกติ (ใน Merc รุ่นที่ไม่ใช่ EV) เป็นโครเมี่ยม ทั้งกรอบรอบกระจังและ “ดาวสามแฉก” ทั้ง 142 ชิ้น ชุดไฟหน้าแบบ LED High Performance ใช้แถบ DRL ด้าน โดยสร้างความเชื่อมต่อด้วยแถบไฟตกแต่งช่วงกลาง ส่วนดาวในโคมเป็นโครเมี่ยม ขณะที่แบบ LED มีเฉพาะในชุดไฟแบบ Multi-Beam ส่วนชุดไฟท้ายใช้ไฟหรี่เป็นรูปทรงดาวสามแฉกเช่นกัน ส่วนพื้นหลังทั้งหมดด้านในดาวเป็นไฟเบรก

ช่องระบายอากาศด้านข้างกันชนหน้า Mercedes-Benz CLA250+ สำหรับสร้างม่านอากาศปิดกระแสลมปั่นป่วนจากล้อ

มือเปิดประตูแบบแนบกับตัวถังของ Mercedes-Benz CLA250+ เพื่อลดแรงต้านอากาศ

ล้อหน้าขนาด 18 นิ้วของ Mercedes-Benz CLA250+ พร้อมก้านล้อสีดำเงาทำหน้าที่เป็นสปอยเลอร์ลดแรงต้าน

รถ Mercedes-Benz CLA250+ ท้ายตรง แสดงใต้ท้องรถที่ปิดเรียบสนิทครอบคลุมถึงปีกนกและคันชักพวงมาลัย
CLA250+ มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานเพียง 0.21 ผลลัพธ์นี้เกิดจากการลดแรงต้านและบริหารจัดการกระแสอากาศ ตั้งแต่ส่วนหน้าปิดเรียบ โดยมีบานเกร็ดแบบเปิดปิดอัตโนมัติเพื่อรับอากาศไประบายความร้อนให้แผงรังผึ้งต่างๆ เฉพาะเมื่อจำเป็น ช่องเปิดที่ด้านข้างกันชนหน้า สำหรับสร้างม่านอากาศปิดกระแสลมปั่นป่วนจากล้อ ก้านบนล้อ (ส่วนที่เป็นสีดำเงา) คือสปอยเลอร์ที่ออกแบบให้ลดแรงต้านได้เช่นกัน ร่วมด้วยการใช้มือเปิดประตูแนบกับตัวถัง ใต้ท้องรถนำแนวคิดจากรุ่น EQS และ EQE มาต่อยอด โดยส่วนใต้ท้องรถที่เรียบสนิทนั้นถูกปิดไว้เกือบทั้งหมด ครอบคลุมไปถึงปีกนกและคันชักพวงมาลัย ส่วนปิดด้านล่างบริเวณล้อหลังเป็นส่วนหนึ่งของตัวถังรถจึงไม่มีรอยต่อที่ชิ้นส่วนโดยรอบ ทำให้ชิ้นส่วนนี้ไม่เคลื่อนที่ไปพร้อมกับเพลาล้อขณะช่วงล่างมีการยุบตัว

ห้องโดยสาร: ไฮเทค ลูกเล่นเพียบ

จุดที่หวือหวาสะดุดตาที่สุดคือจอสัมผัสขนาด 14 นิ้ว สำหรับผู้นั่งเบาะหน้า ซึ่งติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สามารถใช้งานขณะรถเคลื่อนที่ได้ (หากผู้ขับไม่ละสายตามามองที่จอนี้จนระบบตรวจพบ) ทั้งรับชมความบันเทิง, เล่นเกม และใช้อินโฟเทนเมนต์ต่างๆ ได้เหมือนกับจอแสดงผลส่วนกลาง จากการทดสอบของเราพบว่าระบบทำงานได้อย่างลื่นไหล, รวดเร็ว และเข้าใจง่ายแบบเดียวกับสมาร์ตโฟนและ PC

อีกเทคโนโลยีที่เป็นไฮไลต์คือระบบผู้ช่วยเสมือนจริง ‘MBUX Virtual Assistant’ ซึ่งทำงานโดย Generative AI ทั้ง Chat GPT และ Automotive AI Agent จาก Google สั่งการด้วยเสียงโดยเริ่มต้นจากการเรียก “Hey, Mercedes” (ด้วยสำเนียงแบบเจ้าของภาษาแท้ๆ เท่านั้น) หรือกดปุ่มสั่งงานด้วยเสียงบนพวงมาลัย จากนั้นสามารถสั่งการด้วยภาษาไทยได้ทั้งการควบคุมบางฟีเจอร์ของรถ เช่น ปรับอุณหภูมิ, เลือกโหมดการขับขี่ เป็นต้น ไปจนถึงการสนทนาอื่นๆ ซึ่งระบบสามารถทำได้ดีมาก เข้าใจภาษาไทยและตอบคำถามได้เหมือนกับใช้แอป AI เหล่านั้นผ่านมือถือหรือ PC

อย่างไรก็ตาม คันทดสอบของเราเป็นรถใหม่ที่ยังไม่ถูกใช้งานมาก่อน ในวันแรกของการขับรถจึงแทบไม่มีแอปฯ ใดๆ นอกจากฟีเจอร์หลักๆ ของรถ แต่หลังจากเจ้าหน้าที่ของ Mercedes อัพเดตระบบให้เราผ่าน OTA ก็สามารถใช้งานได้มากขึ้น ทว่าเราพบปัญหาว่าไม่สามารถเชื่อมต่อทั้ง Android Auto และ Apple CarPlay ได้ (แม้ปรากฏไอคอนบนจอของรถแล้วก็ตาม) นอกจากนั้น เสียงของระบบนำทาง ยังพูดคำว่า “ถนน” ซ้ำสองครั้ง ทุกครั้งที่จะบอกถนนที่ต้องขับไป และไม่สามารถพูดตัวเลขระยะทาง เช่น “อีก … เมตร เลี้ยวขวา” ได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าเวอร์ชันภาษาไทยยังไม่สมบูรณ์ อาจต้องรอการอัพเดตในอนาคตอีกครั้ง

ด้านพื้นที่ใช้สอย สำหรับผู้นั่งเบาะคู่หน้า มีพื้นที่วางขา, ช่วงไหล่ และเหนือศีรษะ เพียงพอสำหรับคนตัวสูงกว่า 180 ซม. จัดวางตำแหน่งการขับขี่ได้เหมาะสมทำให้บังคับควบคุมรถได้ถนัด ส่วนเบาะหลังก็มีขนาดใหญ่นั่งสบาย แต่คนตัวสูงๆ ไม่สามารถนั่งนานๆ ได้เนื่องจากมีพื้นที่เหนือศีรษะน้อย

ที่น่าชื่นชมคือหลังคากระจกที่แผ่ความร้อนเข้ามาน้อยมาก คุณต้องเอามาเข้าไปใกล้จนเกือบแนบกับกระจกจึงจะสัมผัสความร้อนได้ คันทดสอบของเราไม่มีม่านหลังคาหรือระบบฝ้าโปร่งแสง ซึ่งนั่นไม่เป็นปัญหาเรื่องความร้อน แต่เป็นแสงที่สะท้อนลงบนหน้าจอในบางช่วงของวันมากกว่าที่กวนใจ หากคุณกังวลคงต้องรอดูว่าใน CLA250+ ล็อตถัดไป จะมีฟีเจอร์นี้ติดตั้งมาให้หรือไม่

แดชบอร์ดในห้องโดยสาร Mercedes-Benz CLA250+ พื้นที่แบนราบสำหรับจัดวางหน้าจอและแผงประตูเล่นระดับ

ชุดควบคุมระบบสัมผัสบนก้านพวงมาลัย Mercedes-Benz CLA250+ แบบ capacitive พร้อมจุดสัมผัสรอบสัญลักษณ์

แท่นชาร์จไร้สาย Wireless Charger บนคอนโซลกลาง Mercedes-Benz CLA250+ รองรับกำลังไฟ 15 วัตต์พร้อมระบบระบายความร้อน

แผงควบคุมระบบสัมผัสบนคอนโซลกลาง Mercedes-Benz CLA250+ สำหรับควบคุมโหมดการขับขี่และกล้องรอบคัน
อาจเรียกว่าแดชบอร์ดได้ไม่เต็มปากนัก เนื่องจากบริเวณนี้ไม่มีอะไรนอกจากพื้นที่แบนราบสำหรับจัดวางหน้าจอ ดีไซน์จึงไปปรากฏที่แผงประตูแบบเล่นระดับ มีส่วนกลางที่ดูเหมือนลอยตัวแยกออกมาจากแผงและใช้สวิตช์ปรับเบาะนั่งดีไซน์ใหม่ทรงโค้งชุบด้วยกัลวาไนซ์ ก้านพวงมาลัยใช้แผงควบคุมทั้งฝั่งซ้ายและขวาเป็นแบบสัมผัส (capacitive) ที่ปรับให้มีจุดสัมผัสบริเวณรอบสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ระบุตำแหน่งปุ่มได้ง่ายขึ้น ส่วนฟลอร์คอนโซลดีไซน์ส่วนบนแบบลอยตัวเช่นกันเป็นที่อยู่ของ Wireless Charger (กำลังไฟ 15 วัตต์ มีระบบระบายความร้อนโทรศัพท์ขณะชาร์จ) พร้อมแผงควบคุมระบบสัมผัสแบบ Haptic และที่วางแก้วน้ำ ส่วนด้านล่างเป็นช่องวางของและช่อง USB-C รองรับกำลังไฟสูงสุด 100 วัตต์ (Ultra-Fast Charging) ต่อช่อง แรงพอชาร์จ Laptop หรืออุปกรณ์ขนาดใหญ่ได้เลย

เบาะคู่หน้าแบบสปอร์ตของ Mercedes-Benz CLA250+ หุ้มด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์ฟลีซรีไซเคิลและหนัง ARTICO

จอแสดงผลส่วนกลาง Mercedes-Benz CLA250+ แสดงเมนูการปรับเบาะ บันทึกตำแหน่ง และโหมดไคเนติก

เบาะหลังของ Mercedes-Benz CLA250+ มีพื้นที่วางขาและช่วงไหล่กว้างขวาง
Legroom สำหรับผู้นั่งด้านหน้าเพิ่มขึ้น 11 มม. เบาะคู่หน้าแบบปรับไฟฟ้าได้จากทั้งสวิตช์บนแผงประตูและควบคุมผ่านหน้าจอ เป็นแบบสปอร์ตที่ออกแบบให้ส่วนพนักพิงดูเป็นชิ้นเดียวต่อเนื่องไปถึงหมอนรองศีรษะ (ที่ปรับสูงต่ำได้ด้วย) คล้าย Bucket Seat หุ้มด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์แบบฟลีซ (คล้ายหนังกลับ) สีดำ ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล 100% ส่วนที่เป็นสีขาวมุกเป็นหนัง ARTICO เบาะหลังก็ใช้วัสดุเดียวกัน มีพื้นที่วางขาและช่วงไหล่กว้างขวาง แต่ Headroom มีจำกัดจึงไม่เหมาะกับคนตัวสูงนัก

ช่องเก็บของใต้ฝากระโปรงหน้า Frunk ของ Mercedes-Benz CLA250+ ความจุ 101 ลิตร

ห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ Mercedes-Benz CLA250+ ความจุ 405 ลิตร พร้อมฝาท้ายไฟฟ้าและระบบเตะเปิด
CLA EV เป็นรถรุ่นแรกของ Mercedes ยุคใหม่ที่มี Frunk มาให้ มีความจุ 101 ลิตร ซึ่งเพียงพอสำหรับใส่กระเป๋าเดินทางแบบลาก (มีล้อ) ได้ ขณะที่ห้องเก็บสัมภาระท้ายรถจุ 405 ลิตร มาพร้อมฝาท้ายไฟฟ้าและระบบเตะเปิด

MBUX Superscreen บนแดชบอร์ด Mercedes-Benz CLA250+ ประกอบด้วยจอผู้ขับ 10.25 นิ้ว และจอส่วนกลางกับจอผู้โดยสาร 14 นิ้ว

จอแสดงผลสำหรับผู้ขับขี่ Mercedes-Benz CLA250+ แสดงข้อมูลการขับขี่ ข้อมูลรถ แผนที่ และอินโฟเทนเมนต์

จอแสดงผลส่วนกลาง Mercedes-Benz CLA250+ แสดงเมนูระบบช่วยเสมือนจริงสำหรับการใช้งาน AI ด้วยเสียง
ดาวเด่นของห้องโดยสารคือ MBUX Superscreen ประกอบด้วย 3 จอ คือ จอสำหรับผู้ขับขนาด 26 ซม. (10.25 นิ้ว), จอส่วนกลางขนาด 35.6 ซม. (14 นิ้ว) และที่สำคัญคือจอสำหรับผู้นั่งขนาด 35.6 ซม. เช่นกัน ทั้งหมดอยู่ภายใต้ซอฟต์แวร์ MBUX เจเนอเรชั่นที่ 4 ซึ่ง CLA ได้ใช้เป็นคันแรกของ Mercedes ทำงานภายใต้ระบบปฏิบัติการ MB.OS นับเป็นอินโฟเทนเมนต์ระบบแรกของโลกที่ทำงานร่วมกับ AI จากทั้ง Google และ Microsoft จึงเป็นการรวม AI Agent หลากหลายไว้ด้วยกันในระบบเดียว สามารถเรียกใช้งานด้วยเสียง (สนทนา) ได้ผ่านเมนู “ระบบช่วยเสมือนจริง”

กล้องบนจอแสดงผลส่วนกลาง Mercedes-Benz CLA250+ สำหรับบันทึกภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวในห้องโดยสาร

จอแสดงผลส่วนกลาง Mercedes-Benz CLA250+ แสดงภาพจากกล้องรอบทิศทางและระบบช่วยจอดอัตโนมัติ

จอแสดงผลส่วนกลาง Mercedes-Benz CLA250+ แสดงเมนูเลือกกราฟฟิกหน้าจอและ Ambient Light

หลังคากระจก Panoramic ของ Mercedes-Benz CLA250+ ใช้กระจกลามิเนตเคลือบฟิล์มอินฟราเรดและสาร Low-Emissivity
อุปกรณ์และระบบอำนวยความสะดวกมีติดตั้งมาให้ครบครันพร้อมลูกเล่นแพรวพราว อาทิ ระบบกล้องในรถ, กล้องรอบทิศทางพร้อมระบบช่วยจอดอัตโนมัติ และระบบเลื่อนรถออกจากช่องจอดผ่านกุญแจรีโมทหรือมือถือ (บริการเพิ่มเติม, มีค่าใช้จ่าย), Ambient Light ที่เปลี่ยนได้หลากหลายและสัมพันธ์กับกราฟฟิกหน้าจอที่เลือก และที่เราชอบที่สุดคือหลังคา Panoramic ที่แทบจะไม่แผ่ความร้อนเข้ามาในห้องโดยสารเลย จากการใช้กระจกนิรภัยแบบลามิเนตชนิดป้องกันความร้อน โดยที่พื้นผิวด้านนอกถูกเคลือบด้วยฟิล์มอินฟราเรดที่หนาเพียง 250 นาโนเมตร ทำหน้าที่สะท้อนรังสีคลื่นยาวและช่วยลดแสงจ้า (เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เส้นผมของมนุษย์มีความหนาประมาณ 50,000 นาโนเมตร) ส่วนพื้นผิวด้านในถูกเคลือบสาร Low-Emissivity (LowE) หนาเพียง 200 นาโนเมตร ซึ่งช่วยลดการแผ่รังสีความร้อนผ่านกระจก การออกแบบเช่นนี้ทำให้ไม่จำเป็นต้องติดตั้งม่านบังแดดแต่อย่างใด

ความปลอดภัย: ฉลาดขึ้นอีกขั้น ด้วย MB.OS

ระบบปฏิบัติการ MB.OS ไม่เพียงใช้สำหรับหน้าจอ (MBUX) เท่านั้น แต่คือ “สมอง” ที่ควบคุมระบบอื่นๆ ของรถทั้งหมด นั่นรวมถึงระบบความปลอดภัยขณะขับขี่ด้วย จึงทำให้ CLA250+ ช่วยขับขี่ได้เป็นธรรมชาติเมื่อใช้ระบบ Adaptive Cruise Control ทั้งการควบคุมคันเร่ง, เบรก และรักษาระยะห่าง แต่ยังมีจุดที่เป็นข้อเสียให้เห็นคือ เมื่อคุณตั้งความเร็วไว้ เช่น 120 กม./ชม. แล้วคุณเหยียบคันเร่งเองจนความเร็วสูงขึ้นเพื่อแซง เมื่อถอนคันเร่งแล้วให้ระบบ ACC กลับมาทำงานเองอีกครั้ง รถจะรีเจนฯ อย่างรุนแรงเพื่อกลับสู่ความเร็วที่ตั้งไว้อีกครั้ง ทำให้รู้สึกเหมือนคุณเบรกกะทันหัน

กล้องระบบช่วยขับขี่บนฐานกระจกมองข้าง Mercedes-Benz CLA250+ ทำงานร่วมกับกล้อง 8 ตัว เซนเซอร์เรดาห์ และเซนเซอร์อัลตร้าโซนิก

จอแสดงผลส่วนกลาง Mercedes-Benz CLA250+ แสดงเมนูระบบช่วยเหลือขณะขับขี่และระบบความปลอดภัย
ระบบช่วยเหลือขณะขับขี่ MB.DRIVE เป็นส่วนหนึ่งของ MB.OS เช่นกัน มาพร้อมกล้อง 8 ตัว, เซนเซอร์เรดา 5 จุด และเซนเซอร์อัลตร้าโซนิก 12 จุด ควบคุมด้วยซูเปอร์คอมพิวเตอร์แบบระบายความร้อนด้วยน้ำเพื่อรองรับฟีเจอร์อื่นๆ ในอนาคต ที่สามารถอัพเดต (หรือเลือกซื้อ) ได้แบบ OTA ส่วนระบบความปลอดภัยก็มีให้ครบครันเช่นกัน

ฟันธง – Mercedes-Benz CAL250+ น่าซื้อมั้ย?

น่าซื้อถ้าคุณขับขี่ระยะทางไกลๆ เป็นประจำ หรือไม่ชอบชาร์จบ่อยๆ เพราะสามารถทำระยะทางสูงสุดได้ถึง 694-793 กม./ชาร์จเต็ม (WLTP) และจากการใช้งานจริงของเราพบว่าระบบแสดงบนหน้าจอที่ 591 กม. ซึ่งก็ยังถือว่าวิ่งได้ไกลมากโดยไม่จำเป็นต้องขับแบบประหยัดแต่อย่างใด

นอกจากนั้น CLA250+ ยังมีคุณภาพสูงตามมาตรฐานรถยุโรป ทั้งในแง่ของวัสดุ, การประกอบ และการขับขี่ ร่วมด้วยเทคโนโลยีแพรวพราวสู้รถจีนได้สบาย ทั้งยังได้เปรียบในเรื่องจำนวนศูนย์บริการตลอดจนชื่อเสียงของ Mercedes ที่ดำเนินธุรกิจในไทยมาเป็นเวลายาวนานหลายทศวรรษ

แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้มีราคาที่ต้องจ่าย และถ้าคุณให้ความสำคัญกับราคาเป็นหลัก มีรถจีนสุดแพรวพราวอีกมากมายในตลาดให้เลือก ทั้งในช่วงราคาเดียวกัน หรือรายการอุปกรณ์ใกล้เคียงกันในราคาที่ถูกกว่ามาก

SPECIFICATIONS: MERCEDES-BENZ CLA250+ (2026)

 https://www.mercedes-benz.co.th/th/passengercars/models/saloon/cla-electric/overview.html

Price

  • 2,290,000 Baht

Powertrain

  • 85kWh NMC Battery, Single e-motor
  • 272ps
  • 335Nm

Transmission

  • 2-speed Automatic
  • Rear-wheel drive

Performance

  • 7 sec 0-100km/h
  • 210 km/h top speed
  • 1kWh/100km, 591km range (at test, fully charged), 820km max range (NTDC, Eco Sticker)

Weight

  • 2055kg

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Mercedes-Benz CLA250+

ข้อดี ข้อเสีย ของ CLA250+ มีอะไรบ้าง?

ข้อดีคือ วิ่งได้ไกลถึง 591 กม./ชาร์จ (จากการขับใช้งานจริงของ Torque Thailand) ช่วงล่างนุ่มนวล แฮนด์ลิงดี และคุณภาพโดยรวมมาตรฐานรถยุโรป ข้อเสียคือ Headroom เบาะหลังน้อย ไม่เหมาะกับคนตัวสูง และจากการทดสอบพบว่ามีปัญหากับการเชื่อมต่อโทรศัพท์เข้ากับรถ

สรุปจุดเด่น

  • วิ่งได้ไกลต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง
  • แฮนด์ลิงดี
  • ช่วงล่างนุ่มนวล นั่งสบาย
  • เทคโนโลยีลูกเล่นแพรวพราว

สรุปจุดด้อย

  • Headroom เบาะหลังน้อย
  • พบปัญหาการเชื่อมต่อโทรศัพท์ และเสียงพูดของ Sat Nav
  • พึ่งพาหน้าจอเป็นหลัก

คุ้มมั้ยถ้าจะซื้อ Benz CLA250+ ใหม่?

คุ้มหากต้องการรถซีดานขนาดกะทัดรัดที่ใช้งานได้ทั้งในและนอกเมือง พร้อมศูนย์บริการจำนวนมาก, ความน่าเชื่อถือในแบรนด์ ตลอดจนคุณภาพตามแบบฉบับรถยุโรป

แต่ไม่คุ้ม ถ้าเน้นราคามากกว่าคุณภาพขั้นสูง มีรถจากจีนซึ่งให้อุปกรณ์และเทคโนโลยีหวือหวากว่าให้เลือกจำนวนมาก ในราคาที่ถูกกว่ากันหลักแสนถึงล้านบาท

CLA ไฟฟ้า ชาร์จเร็วมั้ย วิ่งได้ไกลกี่ กม.?

จากการทดสอบและใช้งานจริงของ Torque Thailand พบว่า CLA250+ มีอัตราการใช้พลังงานเมื่อขับแบบปกติ 15.1 kWh/100 กม. ขับใช้งานได้ 591 กม. (ชาร์จเต็ม 100%)

ข้อมูลจาก Eco Sticker ระบุว่า รถรุ่นนี้ใช้งานได้สูงสุด 820 กม./ชาร์จ (NEDC) รองรับ DC สูงสุด 320kW ชาร์จจาก 10-80% ได้ใน 22 นาที ส่วนชาร์จ AC รองรับสูงสุด 22kW จาก 10-100% ทำได้ใน 5 ชม.

โปรดทราบว่า ตัวเลขอัตราการใช้พลังงานที่ได้จากการทดสอบ เป็นเพียงค่าการใช้งานในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และจะแตกต่างไปตามรูปแบบการใช้งาน, น้ำหนักบรรทุก, พฤติกรรมการขับขี่ และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ

2026 Mercedes-Benz CLA250+ ราคาเท่าไหร่?

มีราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยที่ 2,290,000 บาท

โปรดทราบว่า ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง

มีรุ่นไหนใกล้เคียง / คู่แข่ง?

ณ ขณะนี้ ในประเทศไทยยังไม่มีรถยนต์ EV ใกล้เคียงหรือคู่แข่งแบรนด์ยุโรปคลาสเดียวกัน

มีการรับประกันหรือไม่?

CLA250+ EV รับประกันคุณภาพตัวรถ 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง รับประกันคุณภาพแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร

โปรดทราบว่า เงื่อนไขการรับประกันอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง

ใช้งานในเมือง / นอกเมืองได้ไหม?

CLA250+ รุ่นล่าสุด ใช้งานในเมืองได้คล่องแคล่วเพราะขนาดตัวถังไม่ใหญ่มากและมาพร้อมระบบช่วยจอดอัตโนมัติที่ชาญฉลาดและใช้งานง่าย ทั้งยังขับทางไกลได้ดีเนื่องจากวิ่งได้ไกลเกือบ 800 กม. WLTP ช่วงล่างนุ่มนวล แฮนด์ลิงดีเยี่ยม และห้องโดยสารเงียบ

ข้อมูลการทดสอบ

ข้อมูลทั้งหมดมาจากการทดลองขับจริงโดยผู้ทดสอบของ Torque

  • ผู้ทดสอบ: สุรเชษฐ์ เทียนทอง
  • รูปแบบการทดสอบ: ทดลองขับใช้งานจริง
  • ระยะเวลารวม: 2 วัน
  • ระยะทางที่ทดสอบรวม: 244 กม.
  • สถานที่: กรุงเทพฯ, ชลบุรี

Check Also

รถยนต์ไฟฟ้า Honda e:N2 เต็มคัน มุมหน้าเฉียง ขณะขับขี่ด้วยความเร็วในโหมด Sport ที่ให้อัตราเร่งทันใจขึ้น พร้อมระบบเสียงสังเคราะห์ทำงานร่วมกับการตัดเสียงภายนอกห้องโดยสาร

รีวิว Honda e:N2 (2026) รถยนต์ไฟฟ้า 204 แรงม้า ขับดี ห้องโดยสารกว้าง แต่คุ้มค่าหรือไม่?

HONDA e:N2 (2026) รีวิว: EV สำหรับสาวก Honda! มีดีที่แฮนด์ลิงและภายในกว้างขวาง สรุปสั้นๆ: ความเห็นจาก Torque ถ้าคุณเป็นแฟนพันธุ์แท้ หรือชื่นชอบแฮนด์ลิงขับสนุกสไตล์ Honda และอยากได้รถ …