Breaking News

รีวิว GWM Poer Sahar กระบะ Full-size สายเดินทาง ห้องโดยสารกว้าง ราคา 1.049 ล้าน

รถ GWM Poer Sahar เต็มคันมุมหน้าเฉียง แสดงให้เห็นมิติตัวถังขนาดมหึมาที่ช่วยให้ห้องโดยสารกว้างขวาง ใช้วัสดุภายในดูดีและมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกจัดเต็มกว่ารถกระบะในระดับราคาใกล้เคียงกัน

GWM POER SAHAR 2.4T Ultra 4WD (2026) รีวิว: กระบะตัวถัง Full-size หนึ่งเดียวในไทย ราคาไม่เกินเอื้อม

ความเห็นจาก Torque

GWM Poer Sahar มีจุดเด่นที่ตัวถังขนาดมหึมา ทำให้ได้ห้องโดยสารที่กว้างขวาง ทั้งยังใช้วัสดุหน้าตาดูดีในระดับที่ไม่มีกระบะรุ่นใดในไทยเทียบเคียงได้ มาพร้อมกับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกจัดเต็มกว่ารถกระบะราคาใกล้เคียงกัน แต่ถ้าคุณให้ความสำคัญกับพละกำลังแบบขับสนุก ใช้ในเมืองเป็นหลัก หรือประหยัดน้ำมัน รถคันนี้ยังไม่ตอบโจทย์

Torque’s Rating

หมวด

คะแนน

การบังคับควบคุม

6 / 10

พละกำลังและอัตราเร่งในการใช้งาน

6 / 10

ความอรรถประโยชน์

6 / 10

ความรู้สึกโดยรวมในการใช้งาน

7 / 10

ความคุ้มค่าเมื่อเทียบราคา

9 / 10

ควรซื้อถ้า…

อยากได้รถกระบะห้องโดยสารขนาดใหญ่กว่าใครในกลุ่ม สำหรับขับท่องเที่ยวหรือเดินทางไกล ทั้งยังคุ้มค่าในแง่ของรายการอุปกรณ์อำนวยความสะดวกจัดเต็มใกล้เคียงกระบะราคา 1.3-1.4 ล้านบาท ด้วยงบเพียง 1 ล้านบาทเศษ เท่านั้น

ไม่ควรซื้อถ้า…

คุณใช้งานในเมืองเป็นหลัก และ/หรือ เน้นประหยัดน้ำมันและพละกำลัง เนื่องจากความใหญ่โตของ Poer ทำให้ขับและจอดยากในที่แคบ และจากข้อมูลรถรุ่นนี้ทั่วโลก มีน้ำหนักตัวถึงราว 2.4 ตัน โดยเฉลี่ย เทียบกับ 2 ตันต้นๆ ของกระบะอื่นๆ ในไทย ทำให้เครื่องยนต์ต้องรับภาระหนักจนลดทอนสมรรถนะและอัตราสิ้นเปลืองลงไปอย่างมาก

เหมาะกับใคร?

  • คนที่อยากได้รถกระบะห้องโดยสารกว้างสุดๆ
  • คนที่เน้นใช้ขับท่องเที่ยว ออกต่างจังหวัด
  • ให้ความสำคัญกับปริมาณอุปกรณ์อำนวยความสะดวก
  • ไม่เน้นขับเร็ว หรือลุยหนัก

ไม่เหมาะกับใคร?

  • คนที่ใช้งานในเมืองเป็นหลัก
  • คนที่ชอบขับเร็ว เครื่องตอบสนองไว
  • เน้นประหยัดน้ำมัน

สมรรถนะและการขับขี่

เนื่องจาก Poer Sahar มีขนาดใหญ่ แต่ใช้ทั้งเครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อนเหมือน Tank 300 (ซึ่งเล็กกว่ามาก) ทั้งหมด จึงแบกภาระมากกว่า ทำให้ไม่แรงสะใจ และกินน้ำมันเฉลี่ย 10 กม./ลิตร จากการทดสอบของ Torque แต่ช่วงล่างนุ่มนวลระดับต้นๆ ในกลุ่มกระบะ และเสียงเครื่องยนต์เบา สั่นน้อยกว่าเครื่องดีเซลกระบะทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด  

พละกำลัง: อืดไปหน่อย เพราะตัวหนัก

Poer Sahar คือรถรุ่นแรกของ GWM ที่ใช้เครื่องยนต์ใหม่ถอดด้าม รหัส GW4D24 เทอร์โบดีเซล 2.4 ลิตร 184 แรงม้า, 480 นิวตันเมตร รองรับน้ำมันดีเซลได้ถึง B20 ทำงานร่วมกับชุดเกียร์ 9 จังหวะ และอัตราทดเฟืองท้าย 3.9:1 ซึ่งทั้งหมดเป็นสเปกเดียวกับที่นำมาใช้ใน Tank 300 ซึ่งหนักราว 2.2 ตัน* เทียบกับกระบะร่างยักษ์คันนี้ที่หนักกว่า 2.4 ตัน* จึงต้อง “เค้น” มากขึ้นหากคุณต้องการไปได้เร็วหรือเรียกกำลังมาใช้ ส่งให้อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 10-12 กม./ลิตร หากขับเร็วและปกติตามลำดับ อยู่ในกลุ่ม “กินดุ” ร่วมกับ Ford Ranger 2.0, Mitsubishi Triton 2.4 ซึ่งมีสมรรถนะใกล้เคียงกัน และ Toyota Travo 2.8 ที่แรงสะใจกว่า

จุดเด่นของขุมพลังนี้คือ เสียงการทำงานที่ค่อนข้างเบาเมื่อเทียบกับรถกระบะเครื่องยนต์ดีเซลอื่นๆ ทั้งยังสั่นสะเทือนน้อยทั้งขณะจอดนิ่งหรือเร่งเครื่อง ใกล้เคียงกับเครื่องยนต์ 2.0 Bi-Turbo ของ Ford Ranger และรถยุโรปเครื่องยนต์ดีเซลเลยทีเดียว

*เมื่ออ้างอิงจากข้อมูลจำเพาะอย่างเป็นทางการของ GMW ในตลาดต่างประเทศ ซึ่งติดตั้งอุปกรณ์ใกล้เคียงกับรุ่นที่จำหน่ายในไทย รถยนต์ทั้งสองรุ่นระบุน้ำหนักที่น้อยกว่านี้ใน Eco Sticker

ห้องเครื่องยนต์ แสดงเครื่องยนต์ดีเซลรหัส GW4D24 พร้อมเทอร์โบแปรผัน ที่ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร

ตัวอักษร GWM และ 2.4T บนฝาท้ายฝั่งซ้ายของรถ สำหรับแสดงยี่ห้อและชนิดเครื่องยนต์
เครื่องยนต์ดีเซลรหัส GW4D24 พร้อมเทอร์โบแปรผัน พัฒนาและผลิตขึ้นโดยบริษัทในเครือของ GWM เอง ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า (ps) ที่ 3,600 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร ที่ 1,500-2,500 รอบ/นาที มีจุดเด่นด้านการเสียงการทำงานเบาและสั่นสะเทือนน้อย

คันเกียร์แบบ Joystick บนคอนโซลกลางของระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ ที่ใช้เกียร์ 1 อัตราทดจัดเพื่อเรียกแรงบิด และใช้เกียร์ 7 ถึง 9 เป็น Overdrive เพื่อประหยัดน้ำมัน

แป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย สำหรับเปลี่ยนเกียร์ขึ้นลงเองแบบแมนนวล ซึ่งตอบสนองได้รวดเร็วกว่าเครื่องยนต์ดีเซลแบรนด์ญี่ปุ่น
เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ พัฒนาโดย GWM เองเช่นกัน ใช้เกียร์ 1 อัตราทดจัด เพื่อเรียกแรงบิดมาใช้ได้มากตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ต่ำ และตั้งแต่เกียร์ 7-9 เป็น Overdrive สำหรับลดรอบเครื่องยนต์เพื่อประหยัดน้ำมัน การเปลี่ยนเกียร์ ขึ้น/ลง เองแบบ Manual ผ่านแป้นหลังพวงมาลัย นับว่าทำได้รวดเร็วกว่าเครื่องดีเซลแบรนด์ญี่ปุ่นมาก

การขับขี่เน้นสมรรถนะ: ใกล้เคียง Ranger แม้ตัวถังใหญ่และหนักกว่า

เมื่อเทียบกับกระบะราคาใกล้กัน Poer เหนือกว่าเพราะใช้พวงมาลัยไฟฟ้า จึงให้การตอบสนองที่กระฉับกระเฉงยิ่งขึ้น บังคับทิศทางได้ง่ายและสนุกบนถนนที่เต็มไปด้วยโค้ง เมื่อเทียบกับระบบไฮดรอลิกของรถในราคานี้ ให้สัมผัสแบบ Car-like เช่นเดียวกับ Ford Ranger มีน้ำหนักที่ค่อนข้างตึงมือในโหมด Normal และไม่ค่อยแตกต่างนักเมื่อปรับพวงมาลัยไปที่โหมด Sport

ช่วงล่างเซ็ตมาแบบเน้นนุ่มนวลระดับเดียวกับ Ranger, Travo และ D-Max แต่ปัญหาคือน้ำหนักค่อนข้างมากของรถ ทำให้ตัวถังเอียงมากหากเข้าโค้งแรงๆ นอกจากนั้น ระบบควบคุมแทร็กชันยังเข้ามาแทรกแซงเร็วเกินไปและส่งเสียงดังแปลกๆ ทุกครั้งที่ทำงาน ซึ่งนั่นรวมถึงหากคุณจัมพ์คอสะพานจนล้อหลังลอยด้วย

พวงมาลัยของรถ Poer ที่ใช้ระบบไฟฟ้า ให้การตอบสนองกระฉับกระเฉงเหนือกว่ารถกระบะราคาใกล้เคียงกัน ช่วยให้บังคับทิศทางบนทางโค้งได้ง่าย

จอแสดงผลส่วนกลางแสดงการตั้งค่าโหมดพวงมาลัย 3 รูปแบบ ได้แก่ เบา สบาย และสปอร์ต ซึ่งโหมดสบายและสปอร์ตให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย
ให้ระบบบังคับเลี้ยวไฟฟ้ามาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน การตอบสนองดีและให้น้ำหนักตึงมือ ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการบังคับควบคุม วงพวงมาลัยมีขนาดกำลังดีจับได้ถนัดมือ สามารถเลือกปรับน้ำหนักได้ 3 รูปแบบคือ เบา, สบาย และสปอร์ต ซึ่งสองโหมดหลังให้ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ล้อและยางของรถที่เซ็ตช่วงล่างมาแบบเน้นความนุ่มนวล แต่เนื่องจากน้ำหนักตัวรถที่มากจึงทำให้ตัวถังเอียงอย่างชัดเจนเมื่อเข้าโค้งแรงๆ

ดิสก์เบรกพร้อมช่องระบายความร้อนที่ล้อหลังซ้าย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบเบรกทั้งสี่ล้อที่ให้พลังการเบรกเพียงพอต่อการใช้งาน
ใช้ล้อขนาด 18 นิ้ว ร่วมกับยาง 265/60 เท่ากันทั้งสี่ล้อ ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระและใช้แหนบที่ด้านหลัง เซ็ตในโทนนุ่มมากกว่าเน้นบรรทุก จึงนั่งสบายแต่ต้องแลกมาด้วยการเอียงตัวมากขณะเข้าโค้งแรงๆ ส่วนระบบเบรกจัดเต็มด้วยดิสก์พร้อมช่องระบายความร้อนทั้งสี่ล้อ ให้พลังเบรกเพียงพอกับการใช้งาน

 การขับขี่ออฟโรด: ลุยได้ แต่ขนาดตัวถังอาจสร้างปัญหา

ในเส้นทางออฟโรด ชุดเกียร์ 9 จังหวะ ซึ่งมีอัตราทดเกียร์หนึ่งสูงถึง 5.288:1 ยักษ์ ร่วมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ “4L” คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ Poer ร่างยักษ์มีแรงปีนป่ายดี ทรงพลังต่างจากบน “ทางดำ” ชัดเจน สามารถรับมือกับน้ำหนักตัวได้แบบไม่ต้องลุ้นหนักมาก โดยเฉพาะในช่วง “ย่อง” ในรอบเดินเบา และยังคงมีพลังมากพอเมื่ออยู่ในเกียร์ 2 และ 3 เนื่องจากมีอัตราทดสูงกว่า เมื่อเทียบกับอัตราทดของเกียร์ 8 จังหวะ ใน D-Max และ 10 จังหวะของ Ranger

ระบบควบคุมการยึดเกาะที่ชอบแทรกแซงจนกวนใจบนถนนปกติ ก็เผยให้เห็นด้านที่ดีเมื่อต้องลุย ช่วยจับล้อลอยได้ฉับไวจึงขับเคลื่อนผ่านอุปสรรคได้ต่อเนื่องและไม่ต้อง “ปั่น” มาก น่าเสียดายที่มีระบบล็อกเฟืองท้ายมาให้เฉพาะล้อหลัง หากมีที่เฟืองท้ายล้อหน้าด้วย (เหมือนรุ่นจำหน่ายต่างประเทศ) จะช่วยชดเชยเรื่องพละกำลังและน้ำหนักได้มากขึ้นอีกขั้น

ข้อเสียคือ… อีกครั้ง… ขนาดตัวถังที่ใหญ่โต ทำให้การลุยบนทางแคบหรือต้องเลี้ยวมุมฉาก ไม่คล่องตัวเท่ากับกระบะทั่วไป นอกจากนั้น ด้วยความกว้างเฉียด 2 เมตร ยังหมายถึงเพิ่มโอกาสที่ตัวถังจะถูกกิ่งไม้ขูดขีดหรือเสียหายได้ง่ายกว่าตามไปด้วย

จอแสดงผลสำหรับผู้ขับขี่ขณะเลือกโหมด 4L ของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Part-time ที่ใช้เกียร์ทรานส์เฟอร์ของ BorgWarner

ปุ่มหมุนบนคอนโซลกลางสำหรับเลือกระบบขับเคลื่อนแบบ 2H 4H และ 4L

ปุ่มควบคุมบนคอนโซลกลางสำหรับระบบล็อกเฟืองท้ายล้อหลัง เพื่อช่วยให้ล้อหลังทั้งสองข้างหมุนไปพร้อมกัน
ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Part-time ใช้เกียร์ทรานส์เฟอร์ของ BorgWarner มั่นใจได้ในความทนทาน เลือกระบบขับเคลื่อนได้จากปุ่มหมุนบนคอนโซลกลาง มาพร้อมดิฟล็อกล้อหลัง น่าเสียดายที่ไม่มีชุดล็อกด้านหน้า และไม่มีฟังก์ชั่นเลือกรูปแบบการขับขี่เหมือนใน Tank

การขับขี่นอกเมือง: เหมาะกับสายท่องเที่ยวชิลๆ มาก

นี่คือข้อดีอันดับ 1 ถ้าคุณชอบขับรถท่องเที่ยวแบบครอบครัว 4 คน ไปเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน คุณต้องชอบ Poer เพราะนอกจากห้องโดยสารขนาดใหญ่แล้ว ยังเดินทางไกลสบายเพราะเครื่องยนต์เสียงเบาและสั่นสะเทือนน้อย เมื่อขับขี่แบบไม่รีบร้อนด้วยความเร็วช่วง 100 กม./ชม. บวกลบนิดหน่อย ให้อัตราสิ้นเปลืองขยับขึ้นไปที่ 12 กม./ลิตร ไม่ประหยัดนักสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล แต่ก็แลกมาด้วยความสะดวกสบาย

ช่วงล่างให้ความนุ่มนวลได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ตามน้ำหนักบรรทุกที่เพิ่มขึ้น แต่อย่าคาดหวังว่าจะนุ่มเท่า Tank 500 รถที่ Poer แชร์แพลตฟอร์มด้วย เนื่องจากช่วงล่างหลังคนละประเภท นอกจากนั้น ยังมีอาการ “เป๋” ให้สัมผัสเมื่อเจอลมประทะจากด้านข้าง และยวบยามหากขับบนถนนที่เป็นลอนด้วยความเร็ว

จุดที่ควรพิจารณาคืออัตราเร่ง เนื่องจากเครื่องยนต์แบกน้ำหนักมากและชุดเกียร์จะพยายามเปลี่ยนสู่เกียร์ 9 เสมอ จึงต้องคิกดาวน์ (ซึ่งมักจะลงไปถึงเกียร์ 4-5 เป็นส่วนใหญ่) เท่านั้น หากต้องการแซงแบบทันใจจากความเร็ว 100 กม./ชม. ขึ้นไป ถ้าคุณเน้นแซงขาด เร่งติดเท้า Poer ไม่ใช่รถที่คุณจะปลื้มสักเท่าไหร่

การขับขี่ในเมือง: ควรหลีกเลี่ยง เพราะยาวเกือบ 5.5 เมตร

ไม่ใช่ความผิดของ Poer แต่เป็นการใช้งานไม่เหมาะกับสรีระของรถมากกว่า… รถคันนี้ไม่เหมาะกับการใช้งานในเมืองถ้าคุณมักต้องเข้าจอดในที่แคบหรือขับเข้าออกตามตรอกซอยเป็นประจำ เพราะรถกว้างเกือบ 2 เมตร และที่เป็นปัญหากว่าคือความยาวเกือบ 5 เมตรครึ่ง ซึ่งอาจทำให้ถอยจอดในช่องได้ไม่สุดเพราะติดกันชนหลังก่อน ทั้งยังเป็นฝันร้ายหากต้องกลับรถในทางแคบ

อย่างไรก็ตาม ถ้าตัดเรื่องขนาดตัวถังออกไป GWM Poer Sahar ให้อัตราเร่งที่ดีในช่วงออกตัวและการแซงขณะความเร็วต่ำ เนื่องจากอัตราทดเกียร์ 1 ถึง 3 ที่สูงเป็นพิเศษ ทั้งยังเปลี่ยนได้ราบรื่นจนแทบไร้รอยต่อ ร่วมด้วยความเงียบในห้องโดยสารและช่วงล่างที่นุ่มนวลพอที่จะซับแรงสั่นสะเทือนได้แบบไม่กระเด้งกระดอนนัก ทำให้การขับขี่ในเมืองสะดวกสบายดีทีเดียว

รถเต็มคันมุมมองท้ายตรง แสดงให้เห็นความกว้างเกือบ 2 เมตรและความยาวเกือบ 5.5 เมตร ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการถอยจอดในช่องแคบและการกลับรถในเมือง
ด้วยขนาดที่ใหญ่โตอย่างเห็นได้ชัดของ Poer กว้างถึงเกือบ 2 เมตร และยาวกว่า 5.4 เมตร ทำให้ใช้งานในเมืองไม่สะดวกนัก โดยเฉพาะการขับในทางแคบหรือเข้าจอดในอาคารจอดรถ

ดีไซน์ภายนอก: ใหญ่โต อลังการ

ถ้าไม่นับรวมกระบะรุ่นพิเศษอย่าง Ford Ranger Raptor ซึ่งเป็นเจ้าของสถิติ “มหึมา” ที่สุดในคลาส เพราะกว้างทะลุ 2 เมตร ไปเล็กน้อย GWM Poer Sahar คือรถกระบะรุ่นมาตรฐานที่กว้างที่สุดในตลาด ด้วยมิติแบบ Full-size Truck หรือเรียกได้ว่าเป็นรถเพียงหนึ่งเดียวในคลาสนี้ ปราศจากคู่แข่ง คือเกือบ 2 เมตร (ขาดไปเพียง 9 มม.) และยาวถึง 5.445 เมตร

ที่น่าสนใจคือพื้นที่บรรทุกในกระบะหลัง แม้ Poer มีตัวถังใหญ่กว่าใคร แต่กลับมีมิติกระบะใกล้เคียงกับ Ford Ranger ตัวถัง 4 ประตู และน้อยกว่าถึง 117 มม. ในส่วนของพื้นที่ระหว่างซุ้มล้อ ซ้าย-ขวา ส่วนความลึกน้อยกว่าราว 25 มม. ดังนั้น หากคุณต้องบรรทุกสัมภาระขนาดใหญ่ โดยเฉพาะพาเลทไซส์ยุโรป (1,200×800 มม.) Ranger จะตอบโจทย์กว่า

รถ GWM Poer Sahar เต็มคันมุมหน้าตรง แสดงมิติตัวถังแบบ Full-size Truck ที่กว้างเกือบ 2 เมตรและยาว 5.445 เมตร ซึ่งมีขนาดกว้างที่สุดเมื่อเทียบกับรถกระบะมาตรฐานในตลาด

รถ Poer เต็มคันมุมมองท้ายเฉียง แสดงพื้นที่บรรทุกกระบะหลังที่มีขนาดใกล้เคียง Ford Ranger ตัวถัง 4 ประตู แต่มีระยะระหว่างซุ้มล้อแคบกว่า 117 มิลลิเมตร และมีความลึกน้อยกว่า 25 มิลลิเมตร
Poer คือกระบะ Full-size รุ่นแรกของตลาดประเทศไทย ด้วยมิติมหึมา กว้าง 1,991 มม. และยาวถึง 5,445 มม. จึงมีขนาดใหญ่กว่ารถกระบะรุ่นอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด น่าเสียดายที่กระบะท้ายมีช่วงห่างระหว่างซุ้มล้อ 1,100 มม. จึงไม่ต่างจากรถกระบะที่มีขนาดเล็กกว่านัก

ชุดไฟหน้า Full-LED ข้างขวาขณะเปิดไฟหน้าและไฟเลี้ยว มาพร้อมระบบไฟสูงอัตโนมัติและระบบ Follow Me Home

ไฟ DRL แบบ 3 แถวแนวตั้งภายในชุดไฟหน้า สำหรับใช้เป็นไฟสัญญาณขณะขับขี่ในเวลากลางวัน

ชุดไฟท้ายแบบ Full LED ข้างขวา ที่ติดตั้งมาพร้อมกับไฟตัดหมอกหลัง
ชุดไฟหน้า Full-LED พร้อมระบบไฟสูงอัตโนมัติและ Follow Me Home ไฟท้ายก็เป็น Full-LED เช่นกัน

บันไดข้างใต้ประตู ที่ออกแบบมาให้รับกับชายล่างของตัวถังรถได้อย่างเรียบร้อยและสวยงาม

ปุ่มกดสำหรับเปิดและปิดฝากระบะท้าย ซึ่งติดตั้งซ่อนไว้บริเวณตรงกลางของโลโก้แบรนด์ Poer

โช้คอัพของฝากระบะท้ายขณะเปิดออก ทำหน้าที่ช่วยผ่อนแรงและชะลอการตกลงมาของบานฝาท้าย
ที่เราชอบเป็นการส่วนตัวคือชายล่างตัวถังและบันไดข้างที่ออกแบบให้รับกันพอดี ดูเรียบร้อยสวยงาม รวมถึงฝากระบะท้ายที่ใช้ปุ่มกด เปิด/ปิด ติดตั้งไว้กลางโลโก้แบรนด์ พร้อมช็อกอับช่วยผ่อนแรงและชะลอการตกลงมาขณะเปิด

ดีไซน์ห้องโดยสาร: กว้างขวาง คุณภาพดี ออปชั่นแน่น

การใช้ชิ้นส่วนต่างๆ จาก Tank 500 ซึ่งเป็น SUV รุ่นเรือธงของ GWM ประเทศไทย ช่วยให้ Poer ดูหรูหรากว่ากระบะรุ่นอื่นๆ ที่มีขายในไทย (ซึ่งเน้นความเป็น Work Horse ดูแลรักษาง่ายเป็นหลัก) ขณะที่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกและลูกเล่นต่างๆ ก็ติดตั้งมาให้เยอะกว่ากระบะที่มีราคาใกล้เคียงกัน Poer จึงเป็นรถที่คุ้มค่าหากพิจารณาเรื่องจำนวนอุปกรณ์ที่จัดเต็มระดับเดียวกับ “ตัวท้อป” ญี่ปุ่น ซึ่งมักมีราคาราว 1.3-1.4 ล้านบาท

ห้องโดยสารที่กว้างขวางคือจุดเด่นสำคัญของ GWM Poer Sahar คุณจะได้พื้นที่รอบตัวที่โอ่อาเหลือเฟือต่อให้ตัวสูงกว่า 180 ซม. และหนักหลัก 100 กก.++ ก็ตาม ที่สำคัญคือเบาะนั่งมีขนาดใหญ่และนุ่มสบายทุกตำแหน่ง โดยเบาะหน้าเป็นแบบปรับไฟฟ้าทั้งสองตัว ส่วนเบาะหลังซ้ายและขวาสามารถปรับเอนได้ด้วยการเลื่อนส่วนรองนั่งมาด้านหน้า เมื่อรวมกับความกว้างขวางและประตูหลังที่เปิดได้กว้างมากแล้ว ทำให้การนั่งเบาะหลังสบายไม่ต่างจาก SUV หรูอย่าง Tank 500 เลยทีเดียว

จุดที่ควรไปทดลองรถจริงก่อนซื้อ คือการ เข้า-ออก รถของเบาะคู่หน้า เนื่องจากวางตำแหน่งเบาะไว้สูงมาก ทำให้เหลือพื้นที่จากส่วนรองนั่งของเบาะถึงกรอบประตูด้านบนน้อยกว่าปกติ หากคุณตัวสูงระดับ 180 ซม. อาจ เข้า-ออก ลำบาก และถ้าคุณมีคนนั่งเบาะหลังเป็นประจำ ลองตรวจสอบดูว่าความแรงของลมแอร์ จากช่องแอร์สำหรับเบาะหลัง เพียงพอสำหรับพวกเขาหรือไม่ เพราะจากการทดสอบของเราพบว่า ลมออกแรงน้อยกว่าช่องแอร์ด้านหน้ามาก

แดชบอร์ดภายในห้องโดยสารของ Poer ที่ใช้วัสดุและชิ้นส่วนร่วมกับ SUV รุ่นเรือธงอย่าง Tank 500 ทำให้ดูหรูหรากว่ารถกระบะรุ่นอื่นๆ ในไทย
ทั้งแดชบอร์ด, พวงมาลัย, คอนโซลกลาง และแผงประตู ตลอดจนองค์ประกอบต่างๆ ทั้งจอแสดงผลและการตกแต่งลายไม้ ยกมาจาก Tank 500 ทั้งหมด ส่งให้บรรยากาศในห้องโดยสารดูหรูหรา มีความเป็นกระบะน้อยกว่าแบรนด์อื่นๆ

เบาะคู่หน้าแบบปรับไฟฟ้าที่ถูกจัดวางตำแหน่งไว้สูง ทำให้เหลือพื้นที่เหนือศีรษะถึงกรอบประตูน้อยลง ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่มีความสูงระดับ 180 เซนติเมตรเข้าออกรถได้ลำบาก

เบาะหลังฝั่งซ้ายและขวาที่ปรับเอนได้ด้วยการเลื่อนส่วนรองนั่งมาด้านหน้า เมื่อรวมกับพื้นที่กว้างขวางและประตูหลังที่เปิดได้กว้าง จึงทำให้นั่งสบายเทียบเท่า SUV หรูอย่าง Tank 500
เบาะหุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ที่ดูดีทีเดียว คู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้าส่วนเบาะหลังสามารถปรับเอนพนักพิงได้ทั้งสองฝั่งด้วยการเลื่อนเบาะรองนั่งมาด้านหน้า และสามารถพับได้แบบ 40:20:40 พื้นที่โดยรวมกว้างขวางเหลือเฟือรองรับคนตัวสูงใหญ่ได้ทุกที่นั่ง
ช่องเก็บของพร้อมฝาปิดแบบชัตเตอร์บริเวณเสา C ที่ออกแบบมาสำหรับเก็บพลุสัญญาณฉุกเฉินตามความนิยมของกลุ่มออฟโรดในจีน และสามารถประยุกต์ใช้เก็บอุปกรณ์อย่างร่มพับขนาดพกพาได้
ช่องเก็บของพร้อมฝาปิดแบบชัตเตอร์ที่เสา C ทั้งสองฝั่ง ปกติมีไว้สำหรับเก็บพลุสัญญาณฉุกเฉินซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มออฟโรดของจีน เนื่องจากพื้นที่ห่างไกลของพวกเขามีขนาดกว้างใหญ่มาก อย่างไรก็ตาม คุณสามารถใช้ช่องนี้เก็บอุปกรณ์อื่นๆ อาทิ ร่มพับขนาดพกพา ได้เช่นกัน

จอแสดงผลสำหรับผู้ขับขี่ขนาด 12.3 นิ้ว สามารถเปลี่ยนการแสดงผลหลักตรงกลางเป็นแผนที่หรือระบบตรวจจับรถคันอื่นได้ พร้อมข้อมูลการขับขี่ที่ฝั่งขวา

จอแสดงผลส่วนกลางระบบสัมผัสขนาด 14.6 นิ้วบนแดชบอร์ด ที่มีการประมวลผลและตอบสนองการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

จอแสดงผลส่วนกลางแสดงไอคอนแอปพลิเคชันต่างๆ ซึ่งมีระบบนำทางและแอปรองรับการใช้งานติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐาน
จอแสดงผลของผู้ขับมีขนาด 12.3 นิ้ว และจอส่วนกลางระบบสัมผัส ขนาดใหญ่ถึง 14.6 นิ้ว พร้อมระบบนำทางในตัว และแอปฯ มากมาย ตอบสนองรวดเร็วและประมวลผลไวไม่ต่างจากสมาร์ตโฟน น่าเสียดายที่ไม่มีการแสดงข้อมูลสำหรับการขับขี่แบบออฟโรดมาให้ และมีฟังก์ชันน้อยกว่าทั้ง Tank 300 และ 500

แผงปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศแบบ 2 โซน ที่ใช้ปุ่มกดขนาดใหญ่วางเรียงแนวนอนใต้ช่องแอร์กลางแดชบอร์ด เพื่อความสะดวกในการใช้งานขณะขับรถ

ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารเบาะหลังที่ติดตั้งไว้หลังคอนโซลกลางซึ่งให้แรงลมน้อย พร้อมพื้นที่ด้านล่างที่สงวนไว้สำหรับแผงปุ่มควบคุมระบบระบายอากาศบนเบาะในตลาดต่างประเทศ
แยกการควบคุมระบบปรับอากาศออกมา โดยใช้ปุ่มกดขนาดใหญ่วางเรียงแนวนอนใต้ช่องแอร์ ช่วยให้ใช้งานขณะขับขี่ได้สะดวก แยกการควบคุมอุณหภูมิได้ 2 โซน พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้นั่งเบาะหลังที่ลมแอร์ไม่ค่อยแรง บริเวณช่องเก็บของด้านล่าง ในตลาดต่างประเทศเป็นที่ติดตั้งแผงปุ่มควบคุมระบบระบายอากาศบนเบาะ

แผงปุ่มควบคุมระบบเบรกมือไฟฟ้า ที่ติดตั้งพร้อมกับระบบ Auto Hold มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ช่องเสียบ USB บริเวณด้านล่างของคอนโซลกลางฝั่งคนขับ สำหรับชาร์จไฟอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเชื่อมต่อกับจอแสดงผลส่วนกลาง
เมื่อเทียบกับราคาแล้ว GWM Poer ให้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาใกล้เคียงกับกระบะญี่ปุ่นตัวท้อปเลยทีเดียว อาทิ เบรกมือไฟฟ้าพร้อม Auto Hold, แท่นชาร์จไร้สาย พร้อมช่อง USB, กระจกไฟฟ้า ขึ้น-ลง สุดแบบ One-touch (ที่แผงประตูผู้ขับ) เป็นต้น

ความปลอดภัย: จัดมาให้เต็มพิกัดเช่นกัน

Poer Sahar มาพร้อมรายการอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยยาวเป็นหางว่าว และยังได้มาตรฐานความปลอดภัย 5 ดาว ทั้งจาก Asean NCAP และ ANCAP อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม จากการทดสอบของเราพบว่าระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลน ไม่สามารถบังคับรถให้อยู่กลางเลนได้แบบคงที่ รถมักจะเบนออกซ้ายหรือขวาเสมอ จากนั้น ระบบจึงดึงกลับ สลับไปมาอยู่อย่างนี้ จึงต้องประคองพวงมาลัยช่วยตลอดเวลา นอกจากนั้น บ่อยครั้งที่ระบบช่วยเลี้ยวโค้ง ไม่สามารถบังคับรถให้เลี้ยวไปตามทางได้จริงอีกด้วย

จอแสดงผลส่วนกลางในหน้าเมนูระบบขับขี่อัจฉริยะ แสดงรายการระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือขณะขับขี่ที่มีให้ครบครัน

กล้องของระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS บริเวณกระจกหน้าด้านบน ซึ่งพบว่าระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลนมักจะเบนออกซ้ายขวาสลับกันจนต้องประคองพวงมาลัยช่วย และระบบช่วยเลี้ยวโค้งยังไม่สามารถบังคับรถตามทางได้จริงในบางสถานการณ์

แผงปุ่มควบคุมสำหรับเปิดปิดการทำงานของกล้องรอบทิศทาง เซนเซอร์รอบคัน และระบบ Auto Start/stop

จอแสดงผลส่วนกลางแสดงภาพจากกล้องรอบทิศทางพร้อมโหมด See-through ที่ให้ความคมชัดสูงและสามารถปรับมุมมองได้หลากหลาย
ระบบความปลอดภัยและช่วยเหลือขณะขับขี่ให้มาแบบ “ท่วมๆ” นั่นรวมถึงกล้องรอบทิศทาง พร้อมโหมด See-through, ระบบช่วยเบี่ยงออกห่างรถบรรทุก และระบบช่วยเข้าโค้งอัฉริยะที่สามารถลดความเร็วได้อัตโนมัติก่อนเข้าโค้ง เมื่อเปิดใช้ระบบครูสคอนโทรล นับว่าคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับราคาเพียง 1 ล้านบาทนิดๆ

สรุป – GWM Poer Sahar ควรอยู่ในลิสต์ของคุณหรือไม่?

ถ้าต้องการรถกระบะที่มีห้องโดยสารกว้างสุดๆ และให้สัมผัสที่หรูหรา Poer คือตัวเลือกเดียวของคุณ ด้วยราคาเพียง 1 ล้านบาท ไม่มีอะไรคุ้มค่าไปกว่านี้อีกแล้ว!

แต่นอกเหนือจากห้องโดยสาร มีเรื่องอื่นที่คุณควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ ประการแรกคือตัวถังขนาดมหึมา ทำให้ Poer เหมาะกับการใช้งานนอกเมือง (และหลีกเลี่ยงการเข้าซอยแคบ) เป็นหลัก การขับรถยาว 5.5 เมตร กว้างเฉียด 2 เมตร ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องสะดวกแน่นอน ประการต่อมาคือ พละกำลังและอัตราสิ้นเปลือง เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ต้องแบกน้ำหนักถึง 2.4 ตัน++ ทำให้ต้องเค้นสมรรถนะเกือบตลอดเวลาหากคุณต้องการให้มันวิ่งเร็วๆ ถ้าเหล่านี้คือสิ่งที่คุณกังวล กระบะร่างยักษ์ของ GWM ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก

ตัวอักษร POER และ SAHAR ที่ติดตั้งบริเวณฝาท้ายฝั่งขวาเพื่อแสดงชื่อรุ่นของรถ

SPECIFICATIONS: GWM POER SAHAR 2.4T ULTRA 4WD

https://www.gwm.co.th/th/models/sahar-diesel

Price

  • 1,049,000 Baht

Powertrain

  • 2370cc turbodiesel 4-cyl
  • 184hp @ 3600rpm
  • 480Nm @ 1500-2500rpm

Transmission

  • 9-speed automatic
  • Part-time Four-wheel drive

Performance

  • n/a 0-100km/h
  • n/a top speed
  • 5km/l (Claimed, Eco Sticker), 10.0km/l at tested, 196g/km CO2

Weight

  • 2130kg (Claimed, Eco Sticker), 2450-2550kg (Global spec)

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ GWM Poer Sahar

ข้อดี ข้อเสีย ของ GWM Poer Sahar มีอะไรบ้าง?

ข้อดีคือ ห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบายทุกที่ตำแหน่ง ให้สัมผัสหรูหราจากการใช้ชิ้นส่วนจาก SUV เรือธง Tank 500 และอุปกรณ์จัดหนักเมื่อเทียบกับราคา  ข้อเสียคือพละกำลังตอบสนองไม่ทันใจและกินน้ำมัน ทั้งยังใช้งานในเมืองไม่สะดวก เนื่องจากตัวถังขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก

สรุปจุดเด่น

  • ห้องโดยสารกว้างและหรูหรา
  • อุปกรณ์คับคั่งกว่ารถกระบะทั่วไปในราคาใกล้กัน
  • เบาะหลังปรับเลื่อนและเอนได้มาก

สรุปจุดด้อย

  • กินน้ำมัน
  • พละกำลังน้อย เมื่อเทียบกับน้ำหนักรถ
  • ตัวถังใหญ่ ไม่เหมาะใช้ในเมือง
  • กระบะท้ายแคบกว่า Ranger ในมิติกว้างและลึก

อัตราสิ้นเปลืองประมาณกี่ กม./ลิตร?

จากการทดสอบจริง GWM Poer Sahar 2.4T Ultra 4WD (ดีเซล)  มีอัตราสิ้นเปลืองในเมืองและนอกเมืองรวมกันเฉลี่ย 10.0 กม./ลิตร

ข้อมูลจาก Eco Sticker ระบุว่า รถรุ่นนี้ทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยที่ 13.5 กม./ลิตร (7.4 ลิตร/100 กม.)

โปรดทราบว่า ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ได้จากการทดสอบ เป็นเพียงค่าการใช้งานในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และจะแตกต่างไปตามรูปแบบการใช้งาน, น้ำหนักบรรทุก, พฤติกรรมการขับขี่ และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ

GWM Poer Sahar ดีเซล ราคาเท่าไหร่?

คันทดสอบของเราคือเกรดสูงสุด 2.4T Ultra 4WD มีราคาจำหน่ายในไทยที่ 1,049,000 บาท

นอกจากนี้ยังมีเกรดรองลงมาคือ Ultra 2WD ราคา 949,000 บาท และเกรดเริ่มต้น Pro 2WD ราคา 849,000 บาท

โปรดทราบว่า ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง

มีรุ่นไหนใกล้เคียง / คู่แข่ง?

GWM Poer Sahr ไม่มีคู่แข่งโดยตรง เนื่องจากเป็นรถกระบะขนาด Full-size คันเดียวในตลาดเมืองไทย

มีการรับประกันหรือไม่?

GWM Poer Sahar รับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ 5 ปี หรือ 150,000 กม.

โปรดทราบว่า เงื่อนไขการรับประกันอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง

ใช้งานในเมือง / นอกเมืองได้ไหม?

Poer เหมาะสำหรับใช้งานนอกเมือง และ/หรือ ท่องเที่ยว เป็นหลัก เนื่องจากมีห้องโดยสารขนาดใหญ่และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน แต่ด้วยความกว้างและยาวของตัวถังที่มากกว่ารถกระบะทั่วไปทำให้ไม่เหมาะขับในเมือง

Poer 2.4T ขับออฟโรดดีมั้ย?

ให้พละกำลังปีนป่ายเพียงพอ เพราะมีอัตราทดเกียร์ 1-2-3 สูงมาก ระบบควบคุมแทรกชั่นทำงานไว แต่เสียงการทำงานดัง จุดที่ควรพิจารณาคือ รถมีตัวถังใหญ่กว่าปกติ จึงไม่คล่องตัวนักหากต้องลุยในเส้นทางแคบหรือต้องเลี้ยวหักมุม 90 องศา

ข้อมูลการทดสอบ

ข้อมูลทั้งหมดมาจากการทดลองขับจริงโดยผู้ทดสอบของ Torque

  • ผู้ทดสอบ: สุรเชษฐ์ เทียนทอง
  • รูปแบบการทดสอบ: ทดลองขับจริง
  • ระยะเวลารวม: 3 วัน
  • ระยะทางที่ทดสอบรวม: 455.8 กม.
  • สถานที่: กรุงเทพฯ, นครนายก

Check Also

Isuzu V-Cross 2.2 ขณะขับขี่ด้วยความเร็ว แสดงการตอบสนองของอัตราเร่งช่วงเกียร์ 2-3-4 และการปรับเซ็ตช่วงล่างที่เน้นความนุ่มนวล

รีวิว Isuzu D-Max V-Cross 2.2 Ddi 4×4 รุ่น Z 2026 ขับ 4 ออโต้ 8 สปีด

ISUZU D-MAX V-CROSS 2.2 DDI Z (2026) รีวิว: สำหรับสายลุย เน้นประหยัดน้ำมัน ความเห็นจาก Torque คนที่รอ “D-Max เครื่องเล็ก-ขับสี่” …