Breaking News

รีวิว Mercedes-Benz E 350 e AMG Dynamic 2025 ขับไฟฟ้าได้ 97 กม. ประหยัด 21.2 กม./ลิตร

รถยนต์ Mercedes-Benz E 350 e เจเนอเรชั่นที่ 8 มุมมองหน้าเฉียงเต็มคัน ซึ่งในการทดสอบจริงพบว่ามีจุดเด่นเรื่องความนุ่มนวล ประหยัดน้ำมัน 21.2 กม./ลิตร และวิ่งด้วยระบบไฟฟ้าล้วนได้ไกล 97 กม. พร้อมรองรับการชาร์จ DC

MERCEDES-BENZ E 350 e AMG DYNAMIC (2025) รีวิว: PHEV กินน้ำมันเท่า Eco Car และวิ่งไฟฟ้าล้วนได้มากกว่า 100 กม.!

 

ความเห็นจาก Torque

E 350 e เจเนอเรชั่นที่ 8 ยังคงความเป็น Mercedes ‘E-class’ ได้ครบถ้วน ทั้งหรูหรา, ไฮเทค และขับขี่นุ่มนวล เด่นที่กินน้ำมันเพียง 21.2 กม./ลิตร และขับไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 97 กม. (จากการทดสอบของ Torque) ทั้งยังรองรับการชาร์จ DC อีกด้วยสมรรถนะแรงแบบสุภาพ เหมาะกับคนที่เน้นความสบาย สามารถใช้ในเมืองได้โดยระบบไฟฟ้า 100% และแรงเหลือเฟือเมื่อทำงานแบบไฮบริด จึงขับต่างจังหวัดได้สบาย นอกจากนั้น ยังหวือหวาด้วยการติดตั้งจอแสดงผลฝั่งผู้นั่งเบาะหน้ามาให้ด้วย ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในรถกลุ่มเดียวกัน   

Torque’s Rating

หมวด

คะแนน

การบังคับควบคุม

7 / 10

พละกำลังและอัตราเร่งในการใช้งาน

7 / 10

ความอรรถประโยชน์

8 / 10

ความรู้สึกโดยรวมในการใช้งาน

8 / 10

ความคุ้มค่าเมื่อเทียบราคา

8 / 10

ควรซื้อถ้า…

ต้องการรถยุโรปที่ใช้งานครอบคลุมในคันเดียว โดยเฉพาะหากคุณเน้นความประหยัด E 350 e ถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะสามารถวิ่งไฟฟ้า 100% ได้ไกล และยังกินน้ำมันน้อยเหมือนรถญี่ปุ่นเมื่ออยู่ในโหมดไฮบริด นอกจากนั้น ยังรองรับการชาร์จ DC ด้วย จึงลดเวลาชาร์จลงได้อย่างมาก

ไม่ควรซื้อถ้า…

ชอบรถที่มีบุคลิกแบบสปอร์ตกระฉับกระเฉง และกังวลเรื่องพื้นที่วางขาของเบาะคู่หน้า เนื่องจากอุโมงค์เกียร์มีขนาดใหญ่จนกินพื้นที่ช่วงกึ่งกลางระหว่างเบาะไปมาก ผู้ขับที่มีเท้าไซส์ใหญ่ 30 ซม. ขึ้นไป อาจวางเท้าซ้ายเบียดแป้นเบรก และถ้าคุณต้องใส่สัมภาระท้ายรถมากๆ เป็นประจำ ควรพิจารณาพื้นที่ฝาท้ายของ E 350 e ก่อนตัดสินใจซื้อ

เหมาะกับใคร?

  • คนที่อยากได้รถยุโรป ประหยัดน้ำมันเหมือนรถญี่ปุ่น
  • คนที่ชอบห้องโดยสารลุคไฮเทค
  • ใช้เป็นรถคันเดียว ทั้งในและนอกเมือง
  • เน้นนุ่มนวลขับสบาย มากกว่าขับซิ่ง

ไม่เหมาะกับใคร?

  • คนที่ชอบรถไฮบริดอัตราเร่งแรงๆ
  • กังวลเรื่องค่าซ่อมแซมในระยะยาว
  • ต้องใส่สัมภาระจำนวนมากที่ท้ายรถเสมอ
  • เน้นราคาขายต่อไม่ตกมาก

สมรรถนะและการขับขี่

Mercedes-Benz E 350 e ให้ประสิทธิภาพการขับขี่เน้นความนุ่มนวล ผ่อนคลาย มากกว่าสมรถนะแบบสปอร์ต ให้พละกำลังเพียงพอต่อการใช้งานแม้ขับด้วยไฟฟ้าล้วน หากทำงานแบบไฮบริดก็ให้ความประหยัดที่ใกล้เคียงกับรถญี่ปุ่น

พละกำลัง: ถูกใจคนเน้นประหยัด

E 350 e ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุดรวม 313 แรงม้า, 550 นิวตันเมตร ส่งกำลังสู่เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ และขับเคลื่อนล้อหลัง

จุดเด่นคือสามารถวิ่งในโหมด EV (ไฟฟ้าล้วน) ได้ไกลมาก เราทดสอบโดยชาร์จจาก 0% ถึงเต็ม 100% ได้ในเวลาเพียง 34 นาที และวิ่งใช้งานตั้งแต่การจราจรหนาแน่นช่วงเช้าในกรุงเทพฯ มุ่งหน้าออกสู่นครนายก พบว่าวิ่งได้ไกลถึง 97 กม. ด้วยการขับขี่แบบปกติตามกระแสจราจร (ไม่ใช่การขับแบบเน้นประหยัด) แม้อัตราเร่งไม่กระฉับกระเฉงเหมือน BMW 530e แต่ก็ยังแรงพอสำหรับการแซง โดยไม่ต้องปลุกเครื่องยนต์ขึ้นมาร่วมทำงาน

อัตราเร่งดีขึ้นเมื่อขับในโหมด Hybrid ผู้ผลิตเคลมว่า E 350 e เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ใน 6.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุดจำกัดที่ 236 กม./ชม. จากการทดสอบเราพบว่ายังคงให้แรงฉุดได้ไม่เร้าใจเท่า 530e อาจไม่ถูกใจสายเพอร์ฟอร์มานซ์นัก แต่ถ้าคุณชอบแนวเร่งนุ่มๆ แรงเนียนๆ E 350 e เป็นคำตอบที่ดีกว่า

เราทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยได้ถึง 21.2 กม./ลิตร นับว่าใกล้เคียงกับ Eco Car ไฮบริดเลยทีเดียว ในขณะที่อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าอยู่ที่ราว 8.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง/กม.

ห้องเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ รหัส M 254 ความจุ 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร
เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ รหัส M 254 ความจุ 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า และมีแรงบิด 320 นิวตันเมตร ใช้กระบอกสูบเคลือบสารลดแรงเสียดทาน ‘NANOSLIDE’ พร้อมระบบขจัดไอเสียที่ติดตั้งรวมเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องยนต์

จอแสดงผลส่วนกลางแสดงระดับพลังงานแบตเตอรี่ HV ความจุ 25.4 kWh ซึ่งจากการทดสอบของ Torque สามารถขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้าล้วนได้ระยะทาง 97 กม.

ตำแหน่งเต้าเสียบหัวชาร์จแบตเตอรี่ HV บริเวณท้ายรถฝั่งซ้าย รองรับทั้งการชาร์จไฟแบบปกติและแบบกระแสตรง DC
ระบบไฮบริดเจเนอเรชันที่ 4 ประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าติดตั้งรวมอยู่ในชุดเกียร์ ให้กำลัง 129 แรงม้า และ 440 นิวตันเมตร เมื่อทำงานร่วมกับเครื่องยนต์จะได้กำลังรวม 313 แรงม้า และ 550 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ HV มีความจุรวม 25.4kWh (ใช้งานได้จริง 19.5kWh) ผลการทดสอบของเรา E 350 e วิ่งไฟฟ้าล้วนได้ 97 กม. ขณะที่ผู้ผลิตเคลมไว้ 100-118 กม. WLTP จุดเด่นคือสามารถชาร์จ DC ได้
คันเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-Tronic ติดตั้งบนคอพวงมาลัยฝั่งขวา ทำงานร่วมกับระบบประมวลผลมัลติคอร์รุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วขึ้น
ชุดเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ ‘9G-Tronic’ ปรับปรุงครั้งใหญ่ด้วยการรวมเอามอเตอร์ไฟฟ้า, ชุดจ่ายกระแสไฟ และระบบระบายความร้อนน้ำมันเกียร์ เข้าไว้ในเสื้อเกียร์ทั้งหมด ปั๊มน้ำมันเกียร์ลดแรงดันลงได้ถึง 30% จากการรวมไว้ดังกล่าว ช่วยลดการสูญเสียกำลังเครื่องยนต์ ร่วมด้วยการใช้ระบบควบคุมเกียร์รุ่นใหม่ที่มีโปรเซสเซอร์แบบมัลติคอร์ และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อใหม่ นอกจากกำลังการประมวลผลที่เพิ่มขึ้นแล้ว จำนวนอินเทอร์เฟซไฟฟ้ายังลดลงอย่างมาก และน้ำหนักของระบบควบคุมเกียร์ก็ลดลง 30% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้

การขับขี่เน้นสมรรถนะ: น่าพอใจ แต่ยังไม่ดีเท่า 530e

เมื่อขับแบบดึงสมรรถนะของรถออกมา บนถนนที่เป็นโค้งต่อเนื่องเกือบตลอดทาง เราสัมผัสได้ชัดว่า Mercedes E 350 e ไม่ใช่รถที่มุ่งเน้นด้านความสนุกในการขับขี่ เห็นได้จากช่วงล่างแบบคอยล์สปริงที่เซ็ตมานุ่มนวล เมื่อรวมกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากระบบไฮบริด ทำให้รถเอียงตัวมากเมื่อเข้าโค้งแคบแรงๆ เช่นเดียวกับระบบบังคับเลี้ยวที่โน้มเอียงไปทางความสบายในการขับขี่มากกว่าประสิทธิภาพการบังคับควบคุม แม้จะตอบสนองฉับไวแต่ยังเบาเกินไป และให้สัมผัส “สังเคราะห์” จึงสื่อสารความเป็นไปของล้อหน้ามาสู่มือได้ไม่ดีนัก ส่วนระบบเบรกถึงทรงพลัง แต่ก็ให้สัมผัสไม่เป็นธรรมชาติขณะเหยียบ และต้องเหยียบแรงกว่าปกติมากหากต้องการลดความเร็วแบบฉับพลันก่อนเริ่มหักเลี้ยว

อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้ความเร็วสูงบนทางตรงยาวหรือโค้งกว้าง E 350 e ทรงตัวมั่นคงและยังคงเกาะถนนในระดับที่ไว้ใจได้

ปุ่มสัญลักษณ์ DYNAMIC ระบบสัมผัสแบบ Haptic บริเวณใต้จอแสดงผลส่วนกลาง สำหรับใช้เลือกโหมดการขับขี่

หน้าจอแสดงผลส่วนกลางแสดงกราฟิกขณะเลือกโหมดการขับขี่ Sport โดยระบบมีโหมดการทำงานให้เลือกทั้ง B, EL, H, S และ i*
สามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้ทั้งจาก Shortcut ที่บาร์ระบบสัมผัสแบบ Haptic ใต้จอส่วนกลาง และจากการกดที่จอโดยตรง นอกจากนั้น ในกรณีที่คุณต้องการเก็บแบตเตอรี่ไว้ใช้งานภายหลัง (เช่น ขับในเมือง) ก็สามารถตั้งค่าให้ขับขี่โดยใช้เฉพาะเครื่องยนต์ได้ด้วย
พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ตหุ้มหนัง Nappa ของ Mercedes-Benz E 350 e ซึ่งระบบบังคับเลี้ยวถูกเซ็ตมาเน้นความสบายแต่ให้สัมผัสแบบสังเคราะห์และสื่อสารการทำงานของล้อหน้ามาสู่ผู้ขับขี่ได้ไม่ชัดเจนนัก
ระบบบังคับเลี้ยวไฟฟ้า ฉับไวแต่ให้น้ำหนักเบามือเกินไปแม้ในโหมด Sport ทำให้สื่อสารองศาเลี้ยวล้อหน้ามายังมือได้ไม่ชัดเจนนัก
รถยนต์ Mercedes-Benz E 350 e มุมมองท้ายเฉียงขณะขับขี่ ซึ่งช่วงล่างแบบคอยล์สปริงให้ความนุ่มนวลสูงแต่ส่งผลให้ตัวรถมีการเอียงตัวมากเมื่อเข้าโค้งแคบด้วยความเร็วจากน้ำหนักของระบบไฮบริดที่เพิ่มขึ้น
Merc E 350 e เน้นไปที่ความสบายในการขับขี่ จึงไม่เร้าใจนักหากขับแบบสปอร์ต ถ้าคุณต้องการรถที่ควบคุมเฉียบคม หนักแน่น และช่วงล่างขึงตึงแบบ “รถยุโรป” แท้ๆ รถอย่าง BMW 530e จะตอบโจทย์ได้ชัดกว่า

การขับขี่นอกเมือง: ให้ความนุ่มนวล ขับสบาย

เราทดสอบขาไป (จากกรุงเทพฯ สู่นครนายก) โดยขับขี่ด้วยโหมดไฟฟ้าล้วน ผลที่ได้คือ E 350 e ยังคงมีพลังเพียงพอสำหรับการขับที่ความเร็วเดินทาง 100-140 กม./ชม. ทั้งขณะเร่งแซงและขึ้นทางชัน โดยแทบไม่ต้องคิกดาวน์ (ต้องเหยียบคันเร่งสุด ประมาณ 1 -2 วินาที) เพื่อปลุกเครื่องยนต์มาร่วมทำงานเลย นั่นหมายถึง คุณจะได้ประสบการณ์การเดินทางไกลที่เงียบกริบแบบรถ EV ถึงจะไม่ได้มีอัตราเร่งที่ฉูดฉาดนัก เนื่องจากมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 129 แรงม้า ต้องแบกน้ำหนักถึง 2.2 ตัน

การเร่งแซงทันใจขึ้นเมื่ออยู่ในโหมด Hybrid ที่เครื่องยนต์ทำงานประสานกับมอเตอร์ไฟฟ้า เราทดลองขับโหมดนี้ในขากลับ (รวมถึงขับใช้งานในเมือง วันต่อมา) พบว่าอัตราเร่งทันใจมากในทุกย่านความเร็ว และขับสนุกยิ่งขึ้นเมื่อใช้โหมด Sport ซึ่งระบบจะชาร์จไฟเพื่อให้สามารถเรียกพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้ามาใช้ (ร่วมกับเครื่องยนต์) ได้เต็มที่ตลอดเวลาและสม่ำเสมอ

จุดเด่นของ E 350 e เมื่อขับออกต่างจังหวัดคือ ช่วงล่างที่นุ่มนวล ดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ทุกสภาพถนน หากคุณเดินทางบ่อยและชอบรถที่ขับสบาย เราฟันธงเลยว่า รถคันนี้เหนือกว่า BMW 530e (ที่เน้นเฟิร์มกว่า) อย่างแน่นอน

รถยนต์ Mercedes-Benz E 350 e มุมมองหน้าเฉียงขณะวิ่งด้วยความเร็วสูง ซึ่งพละกำลังจากโหมดไฟฟ้าล้วนเพียงพอต่อการเร่งแซงที่ความเร็ว 100-140 กม./ชม. และจะตอบสนองทันใจยิ่งขึ้นเมื่อทำงานในโหมด Hybrid หรือ Sport

ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้วในรุ่น AMG Dynamic ติดตั้งยางคู่หน้าขนาด 245/40 และยางคู่หลังขนาด 275/35
คุณสามารถใช้โหมด EV ขับออกต่างจังหวัดได้ หากเน้นขับสบายๆ ไม่รีบเร่ง แต่ถ้าต้องการอัตราเร่งแบบทันใจยิ่งขึ้น ใช้โหมด Hybrid เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
รถยนต์ Mercedes-Benz E 350 e มุมมองท้ายเฉียง แสดงสัดส่วนตัวถังที่มีความกว้าง 1,880 มม. และความยาว 4,950 มม.
E 350 e คือรถที่เหมาะกับการเดินทางไกลเนื่องจากมีช่วงล่างนุ่มนวล แม้เป็นแบบสปริงขด (ไม่ใช่ถุงลม) แต่ออกแบบให้ชุดแขนควบคุมที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยวทำงานแยกกับแขนที่ใช้ยึดชุดสตรัท (สปริงและแดมเปอร์) ร่วมด้วยการใช้ซับเฟรมด้านหน้าและจุดยึดชุดเพลาหลังแบบลดแรงสั่นสะเทือน ทำให้ช่วงล่างมีความนุ่มนวลยิ่งขึ้น เกรด AMG Dynamic แบบคันทดสอบของเรา มาพร้อมล้อ 20 นิ้ว และยาง 245/40 คู่หน้า, 275/35 ที่คู่หลัง

การขับขี่ในเมือง: ใช้งานด้วยไฟฟ้า 100% ได้สบาย

E 350 e สามารถขับด้วยโหมด EV ได้ไกลถึงราว 100 กม./ชาร์จ (เต็ม 100%) ซึ่งน่าจะเพียงพอต่อการใช้ในวันทำงานของคุณได้ โดยไม่ต้องใช้เครื่องยนต์ จึงลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลงได้ พละกำลังเหลือเฟือสำหรับขับในช่วงการจราจรเคลื่อนตัวสลับหยุดนิ่ง และช่วงความเร็วต่ำถึงกลาง

โหมด Hybrid สามารถสลับไปมาระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ได้ไร้รอยต่อ และมีเสียงเครื่องยนต์ดังเข้ามาในห้องโดยสารน้อยมากแม้ขณะเร่งหรือใช้รอบเครื่องสูงๆ แน่นอนว่าอัตราเร่งดีกว่าขณะใช้ไฟฟ้าล้วน โดยส่วนใหญ่รถจะขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเป็นหลักและใช้เครื่องยนต์ช่วยเฉพาะจังหวะเหยียบคันเร่งลึกๆ เท่านั้น

ความนุ่มนวลของช่วงล่างเผยให้เห็นความได้เปรียบอย่างชัดเจนเมื่อใช้ในกรุงเทพฯ มีแรงสั่นสะเทือนน้อยมากขณะขับผ่านบนถนนขรุขระ, ลูกระนาด หรือช่วงรอยต่อถนน ตลอดจนการขับบนทางด่วน

จอแสดงผลส่วนกลางแสดงภาพจากกล้อง 360 องศา ในมุมมองรอบทิศทางและมุมสูงจากท้ายรถ ให้ความคมชัดสูงเพื่อช่วยในการกะระยะ
ตัวถังกว้าง 1,880 มม. และยาว 4,950 มม. ถือว่าค่อนข้างใหญ่ แต่ก็ยังสามารถซอกแซกในเมืองได้อย่างไม่มีปัญหา มาพร้อมระบบช่วยจอดอัตโนมัติและกล้อง 360 องศา ที่ให้มุมมองกว้าง, หมุนดูได้รอบทิศ และคมชัด ทำให้การเข้าจอดทั้งแบบขนานและเข้าช่องทำได้สะดวกมาก

ดีไซน์ภายนอก: ปรับใหม่หมด ยาวขึ้นเล็กน้อย

E-class ใหม่ มีฐานล้อยาวขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ 20 มม. ซึ่งนอกจากได้ Legroom ในห้องโดยสารมากขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มความนุ่มนวลขณะขับขี่จากระยะห่างระหว่างล้อคู่หน้าและหลังที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

การจัดวางส่วนห้องโดยสารให้เยื้องมาทางท้ายรถ (เมื่อมองจากด้านข้าง) ช่วยปรับสมดุลน้ำหนักหน้าหลังให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ร่วมด้วยโอเวอร์แฮงก์ด้านหน้า (ระยะจากปลายกันชนหน้าถึงล้อ, มองจากด้านข้าง) ที่สั้นมาก รวมถึงช่วงล่างที่สูงกว่ารุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 15 มม. ทำให้สามารถขึ้นลงทางชัน เช่น อาคารจอดรถ, สะพาน หรือวิ่งบนทางขรุขระ (ไม่มากนัก) ได้โดยกันชนไม่ครูดกับพื้น

แม้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานใกล้เคียงรุ่นก่อนหน้านี้ที่ 0.23 แต่ใน E-class ใหม่ มีการปรับแอโรไดนามิกส์ใหม่จึงลดเสียงลมปะทะได้มากยิ่งขึ้น จากการทดสอบของเราพบว่าแทบไม่ได้ยินเสียงลมดังเข้ามาในห้องโดยสารแม้วิ่งด้วยความเร็ว 120 กม./ชม. ในโหมดไฟฟ้าล้วน

ด้านหน้าตรงของรถยนต์ Mercedes-Benz E 350 e แสดงดีไซน์กระจังหน้าขอบดำเงาและฝากระโปรงแบบ Powerdome พร้อมระยะฐานล้อคู่หน้ากว้าง 1,634 มม.

ด้านท้ายตรงของรถยนต์ Mercedes-Benz E 350 e แสดงการออกแบบเสา C ที่โค้งมนและระยะฐานล้อคู่หลังกว้าง 1,648 มม.
กระจังหน้าแบบล้อมกรอบด้วยสีดำเงาได้รับอิทธิพลมาจากรถไฟฟ้าตระกูล EQ ของค่าย ฝากระโปรง Powerdome เน้นสันนูนเล่นระดับสลับด้วยเส้นโค้งคมกริบ เมื่อรวมกับฐานล้อหน้ากว้าง 1,634 มม. ทำให้มุมมองด้านหน้าดูดุดัน ส่วนท้ายรถใช้เสา C โค้งมน และมีฐานล้อกว้าง 1,648 มม.
มือเปิดประตูระบบไฟฟ้าแบบ Pop-up ที่แนบสนิทไปกับตัวถังรถ รองรับระบบกุญแจดิจิทัล KEYLESS-GO ที่สามารถแชร์การใช้งานผ่านอุปกรณ์ Apple ได้สูงสุด 16 คน
มือเปิดประตูแบบแนบไปกับประตู และ Pop-up จากรถด้วยระบบไฟฟ้า มาพร้อมระบบกุญแจ ‘KEYLESS-GO’ ที่สามารถแชร์กุญแจได้ ผ่าน iPhone และ Apple Watch โดยเจ้าของรถสามารถกำหนดสิทธิ์ต่างๆ ได้ เช่น อนุญาตให้เข้าถึงรถได้อย่างเดียว หรืออนุญาตให้ขับขี่ได้ด้วย รถสามารถจดจำผู้ใช้งานได้หลายคนพร้อมกัน และสามารถแชร์ได้สูงสุดถึง 16 คน

ชุดไฟหน้าขณะเปิดใช้งานไฟส่องสว่างเวลากลางวัน DRL แบบคู่ด้านล่าง และแถบไฟด้านบนซึ่งทำหน้าที่เป็นไฟเลี้ยวในตัว

ชุดไฟหน้าเทคโนโลยี Digital Light ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในเกรด AMG Dynamic ขณะเปิดทำงานพร้อมกันทั้งระบบไฟส่องสว่างและไฟเลี้ยว

ชุดไฟท้ายในกรอบเลนส์พาดยาวตลอดความกว้างรถ โดยมีไฟหรี่เป็นรูปสัญลักษณ์ดาวสามแฉกข้างละสองดวง
สำหรับเกรด AMG Dynamic ติดตั้งชุดไฟหน้าแบบ Digital Light มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่วนชุดไฟท้ายออกแบบให้ไฟหรี่เป็นสัญลักษณ์ “ดาวสามแฉก” สองดวงคู่/ข้าง อยู่ในกรอบเลนส์ที่พาดยาวตลอดความกว้างท้ายรถ

ดีไซน์ห้องโดยสาร: กว้างขวางและตระการตา

ระบบ Infotainment ที่ Mercedes เรียกว่า ‘MBUX Superscreen’ ประกอบไปด้วยจอแสดงผลส่วนกลางขนาด 14.4 นิ้ว และจอขนาด 12.3 นิ้ว สำหรับผู้นั่งเบาะหน้ารวมอยู่ในกรอบกระจกขนาดใหญ่ชิ้นเดียว ซึ่งเป็นสไตล์แนวทางเดียวกับกลุ่มรถไฟฟ้า EQE และ EQS ของแบรนด์

จุดเด่นของระบบ Infotainment นี้คือ ระบบสัมผัสของหน้าจอทั้งสองที่รวดเร็วและลื่นไหลเหมือนโทรศัพท์หรือแทบเล็ต ใช้งานสะดวกขณะขับขี่เพราะไอค่อนหลักต่างๆ มีขนาดใหญ่และพร้อมไอค่อนเมนูย่อยที่ใช้งานบ่อยๆ วางไว้ใต้ไอค่อนหลักอีกที เพื่อเป็น Shortcut ให้กดได้ทันทีโดยไม่ต้องงมหา

อีกจุดเด่นคือการเปิดให้สามารถโหลดแอปฯ ต่างๆ เช่น Instagram, TikTok, YouTube มาไว้ในระบบได้ ผู้โดยสารจึงสามารถเล่นขณะเดินทางได้ และจอฝั่งผู้นั่งยังสามารถรับชมคลิปหรือภาพเคลื่อนไหวได้ต่อเนื่องแม้ผู้ขับจะหันมามองหน้าจอ โดยระบบจะป้องกันด้วยการลดความสว่างจอลงแทนการปิดหน้าจอ นอกจากนั้น ด้วยกล้อง Selfie บนแดชบอร์ด ยังช่วยให้ผู้โดยสารรวมถึงผู้ขับสามารถใช้แอปฯ อาทิ Zoom เพื่อประชุมแบบวีดิโอได้ในขณะรถจอดอีกด้วย

พื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวางยิ่งขึ้น เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะสำหรับเบาะหลังซึ่งมี Legroom และ Kneeroom เพิ่มขึ้นถึง 17 มม. และ 10 มม. ตามลำดับ นอกจากนั้น ยังมีความกว้างช่วงศอกถึง 1,519 มม. (เพิ่มขึ้น 25 มม.) ซึ่งเกือบเท่ากับเบาะหลังของ S-class เลยทีเดียว แต่ข้อเสียคือพื้นที่เก็บของท้ายรถมีขนาด 370 ลิตร ซึ่งน้อยกว่ารุ่นเครื่องยนต์ (540 ลิตร) ถึง 170 ลิตร  เนื่องจากต้องแชร์พื้นที่ให้กับแบตเตอรี่ของระบบไฮบริด ถ้าคุณต้องเก็บสัมภาระขนาดใหญ่หรือจำนวนมากไว้ท้ายรถบ่อยๆ คงต้องพิจารณาเรื่องนี้ก่อนตัดสินใจ

ทัศนวิสัยรอบด้านขณะขับขี่ดีมากจากการจัดวางตำแหน่งเบาะนั่งได้เหมาะสม แต่ข้อเสียคือุโมงค์เกียร์ช่วงติดกับผนังห้องเครื่องมีขนาดใหญ่มากจนเบียดพื้นที่วางขา ถ้าคุณเป็นผู้ขับที่มีเท้าไซส์ใหญ่ๆ ควรไปทดลองนั่งรถจริงก่อนว่าสามารถวางเท้าซ้ายบนที่พักเท้าได้โดยไม่เบียดกับแป้นเบรกหรือไม่ ตัวเบาะมีความนุ่มนวลทุกตำแหน่งจึงนั่งสบายแม้ต้องเดินทางไกล มีระบบ ENERGIZING COMFORT ที่ปรับเบาะให้บรรเทาอาการเมารถของผู้นั่ง ติดตั้งมาให้ด้วย

แผงแดชบอร์ดภายในห้องโดยสารที่ดีไซน์ช่องแอร์เป็นกรอบบางล้อมรอบส่วนบนเพื่อรองรับการติดตั้งหน้าจอ Superscreen

กล้อง Selfie ติดตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางส่วนบนของแดชบอร์ด รองรับการถ่ายภาพและใช้ประชุมผ่านวิดีโอขณะรถจอดนิ่ง

เบาะนั่งคู่หน้าขนาดใหญ่ที่เน้นความนุ่มนวลและพื้นที่ภายในห้องโดยสารส่วนหลังที่มีความกว้างช่วงศอกใกล้เคียงกับรถยนต์ในกลุ่ม S-class
แดชบอร์ดที่ดีไซน์เพื่อรองรับ ‘Superscreen’ โดยเฉพาะ โดยใช้ช่องแอร์ที่เป็นกรอบบางล้อมรอบส่วนบน เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับจอทั้งสอง ช่วงกลางด้านบนมีกล้องสำหรับถ่าย Selfie สามารถใช้ประชุม VDO ได้ (ขณะจอดรถ) เหนือขึ้นไปอีกคือแถบไฟ Ambient ที่พาดยาวไปถึงประตู ใช้เป็นไฟเตือนเมื่อเปิดประตูด้วยในตัว ใต้คอนโซลกลางคืออุโมงค์เกียร์ขนาดใหญ่จนเบียดบังพื้นที่วางเท้าไปพอสมควร อย่างไรก็ตาม Legroom ของแต่ละที่นั่งมีเหลือเฟือสำหรับการยืดแข้งยืดขา ตัวเบาะนั่งมีขนาดใหญ่และให้ความนุ่มนวลนั่งสบาย ส่วนเบาะหลังมีพื้นที่ช่วงศอกกว้างเกือบเท่า S-class เลยทีเดียว
จอแสดงผลสำหรับผู้ขับขี่ขณะเลือกรูปแบบการแสดงผลแบบ Sport ซึ่งแสดงมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ขนาดใหญ่โทนสีแดงเป็นหลัก
จอสำหรับผู้ขับขี่สามารถแสดงผลได้ 2 รูปแบบ คือ ‘Classic’ ที่แสดงมาตรวัดทรงกลม 2 ช่อง แบบที่เราคุ้นเคย และ ‘Sport’ (ในภาพ) ที่โดดเด่นด้วยมาตรวัดรอบขนาดใหญ่สีแดง

ชุดจอ MBUX Superscreen ที่ใช้กระจกชิ้นเดียวขนาดใหญ่ครอบคลุมทั้งจอส่วนกลางและจอสำหรับผู้โดยสารตอนหน้า ทำงานผ่านระบบคอมพิวเตอร์ออนบอร์ดประสิทธิภาพสูง

ลำโพง Tweeter ของชุดเครื่องเสียง Burmester 4D ติดตั้งบริเวณกรอบประตูรถ ให้รายละเอียดเสียงในระดับสูง
ชุดจอ ‘Superscreen’ ใช้กระจกชิ้นเดียวขนาดใหญ่ครอบทั้งจอส่วนกลางและจอสำหรับผู้นั่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบ MBUX ใช้คอมพิวเตอร์ออนบอร์ดส่วนกลางรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง รวบรวมฟังก์ชันการประมวลผลของโดเมนที่เคยแยกจากกันเอาไว้ในโปรเซสเซอร์ตัวเดียว จึงทำงานได้อย่างรวดเร็วไม่ต่างจากสมาร์ตโฟนระดับไฮเอนด์ มาพร้อมชุดเครื่องเสียง 4D จาก Burmester ที่ให้รายละเอียดเสียงได้ดีมากๆ
หน้าจอส่วนกลางแสดงเมนูควบคุมระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ซึ่งรวมการทำงานของระบบฟอกอากาศและระบบกรองฝุ่น PM2.5 ไว้ในตัว
E 350 e AMG Dynamic ติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในห้องโดยสารมาให้มากมาย รวมไปถึงระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมระบบฟอกอากาศและกรอง PM2.5

ระบบความปลอดภัย: ติดตั้งมาให้ครบครัน

จุดเด่นของระบบความปลอดภัยคือระบบเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ ‘ATTENTION ASSIST’ ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้ปรับการทำงานของระบบ Active Brake Assist และ Active Lane Keeping Assist ให้เข้าโหมด “ไวต่อการตรวจจับ” ชั่วคราว หากตรวจพบว่าสายตาของผู้ขับขี่ไม่ได้จดจ่ออยู่กับถนนเป็นเวลาหลายวินาทีหลังการแจ้งเตือน และสามารถเริ่มการหยุดฉุกเฉินด้วยระบบ Active Emergency Stop Assist ได้หากพบว่าผู้ขับไม่ตอบสนองต่อการแจ้งเตือนเลย

นอกจากนั้น ยังติดตั้งระบบช่วยเหลือขณะขับขี่และความปลอดภัยมาให้อีกมากมาย รวมถึงระบบรักษาระยะห่างและควบคุมความเร็วอัตโนมัติซึ่งทำงานได้ดีในช่วงความเร็วต่ำถึงกลาง แต่เริ่มเบรกช้าและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หากใช้ความเร็ว 100 กม./ชม. ขึ้นไป

ตำแหน่งชุดกล้องของระบบช่วยเหลือการขับขี่ เช่น ระบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ DISTRONIC และระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถ

ปุ่มควบคุมระบบสัมผัสแบบ Haptic บนก้านพวงมาลัยฝั่งขวา สำหรับควบคุมระบบ Cruise Control และปรับตั้งค่าหน้าจอแสดงผลของผู้ขับขี่

เมนูตั้งค่าบนจอแสดงผลส่วนกลางสำหรับเลือกเปิดหรือปิดการทำงานของระบบควบคุมไดนามิกส์ของตัวรถ
E 350 e มาพร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่ ได้แก่ ระบบช่วยรักษาระยะห่างอัตโนมัติ DISTRONIC, ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ATTENTION ASSIST, ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ, ระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถอัตโนมัติ, แพ็คเกจช่วยจอดรถพร้อมกล้องมองหลัง และระบบช่วยจำกัดความเร็ว สถานะและการทำงานของระบบช่วยเหลือการขับขี่จะแสดงผลแบบเต็มหน้าจอในโหมดช่วยเหลือของหน้าจอแสดงผลสำหรับผู้ขับขี่

สรุป – Mercedes-Benz E 350 e AMG Dynamic ควรอยู่ในลิสต์ของคุณหรือไม่?

หากอยากได้รถยุโรป โดยให้ความสำคัญกับความประหยัด และใช้เป็นรถคันหลักหรือคันเดียวของบ้าน รถคันนี้ตอบโจทย์มากทั้งขับไปทำงานหรือเดินทางไกล เพราะวิ่งไฟฟ้าล้วนได้ไกล และมีอัตราสิ้นเปลืองจริงเพียง 21.2 กม./ลิตร (จากการทดสอบของ Torque) ในโหมด Hybrid

ถ้าคุณใช้งานในเมือง สามารถขับด้วยไฟฟ้าล้วนได้ถึงราว 100 กม. จึงประหยัดค่าใช้จ่ายและยังไม่สร้างมลพิษให้กับเมือง และด้วยคุณสมบัติชาร์จ DC ได้เต็ม 100% ใน 30 นาที ยิ่งทำให้ E 350 e เป็นรถที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะในช่วงภาวะวิกฤติน้ำมันเช่นนี้ นอกจากนั้น แม้ขับด้วยโหมด Hybrid ก็ยังกินน้ำมันน้อยจนน่าทึ่ง (สำหรับรถยุโรปขนาดกลาง) ด้วยอัตราสิ้นเปลืองระดับเดียวกับ Eco Car

อย่างไรก็ตาม E 350 e เป็นรถที่เน้นการขับขี่แบบสบายๆ นุ่มนวลๆ ดังนั้น ถ้าคุณชอบแนวขับสนุก ให้สัมผัสแบบสปอร์ต นี่อาจไม่ใช่รถสำหรับคุณ

สัญลักษณ์ชื่อรุ่น E 350 e บนฝากระโปรงท้ายรถ ซึ่งเป็นรุ่นที่มีวางจำหน่ายในเกรด AMG Dynamic และ Exclusive

SPECIFICATIONS: MERCEDES-BENZ E 350 e AMG DYNAMIC

https://www.mercedes-benz.co.th/en/passengercars/models/saloon/e-class/overview.html

Price

  • 4,080,000 Baht

Powertrain

Engine:

  • 1999cc turbo 4-cyl
  • 204hp @ 6100rpm
  • 320Nm @ 2000-4000rpm

Electric Motor:

  • 129hp
  • 440Nm

Total Output

  • 313hp
  • 550Nm

Transmission

  • 9-speed 9-G Tronic Automatic
  • Rear-wheel drive

Performance

  • 4sec 0-100km/h
  • 236km/h top speed
  • 4km/l (Claimed, Eco Sticker), 21.2km/l at tested, 31g/km CO2

Weight

  • 2210kg

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Mercedes-Benz E 350 e

ข้อดี ข้อเสีย ของ Mercedes-Benz E 350 e มีอะไรบ้าง?

ข้อดีคือ วิ่งไฟฟ้าล้วนได้ไกลเฉลี่ย 100 กม. และกินน้ำมันน้อยเหมือน Eco Car เพียง 21.2 กม./ลิตร ในโหมด Hybrid ข้อเสียคือ พื้นที่เก็บของท้ายรถน้อย และขับไม่สนุกเมื่อเทียบกับ BMW 530e

จุดเด่น

  • วิ่งไฟฟ้าได้ไกล และสามารถชาร์จ DC ได้
  • ประหยัดน้ำมันเหมือนรถเล็ก
  • ช่วงล่างนุ่มนวล
  • ห้องโดยสารมีจอสำหรับผู้นั่ง

สรุปจุดด้อย

  • การบังคับควบคุมไม่สปอร์ต
  • ที่เก็บของท้ายรถความจุน้อย
  • ราคาขายต่อ

อัตราสิ้นเปลืองประมาณกี่ กม./ลิตร?

จากการทดสอบจริง Mercedes-Benz E 350 e มีอัตราสิ้นเปลืองในเมืองและนอกเมืองรวมกันเฉลี่ย 21.2 กม./ลิตร

ข้อมูลจาก Eco Sticker ระบุว่า รถรุ่นนี้ทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยที่ 71.4 กม./ลิตร

โปรดทราบว่า ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ได้จากการทดสอบ เป็นเพียงค่าการใช้งานในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และจะแตกต่างไปตามรูปแบบการใช้งาน, น้ำหนักบรรทุก, พฤติกรรมการขับขี่ และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ

E 350 e สามารถวิ่งไฟฟ้า 100% ได้กี่ กม.?

จากการทดสอบโดยทีม Torque ทำได้ 97 กม. ต่อการชาร์จเต็ม 100% หนึ่งครั้ง และมีอัตราการใช้พลังงาน 8.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง/กม. ส่วนผู้ผลิตเคลมว่าสามารถวิ่งได้ไกลมากกว่า 100 กม. (WLTP)

โปรดทราบว่า ตัวเลขระยะทางที่ได้จากการทดสอบ เป็นเพียงค่าการใช้งานในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และจะแตกต่างไปตามรูปแบบการใช้งาน, น้ำหนักบรรทุก, พฤติกรรมการขับขี่ และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ

ชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 100% ใช้เวลากี่นาที?

ทีมงาน Torque ทดลองชาร์จแบตเตอรี่ของ Mercedes-Benz E 350 e จาก 0-100% ด้วย DC Charger ใช้เวลา 34 นาที โรงงานผู้ผลิตเคลมว่าใช้เวลา 20-30 นาที ในการชาร์จ 10-80%สำหรับ DC 55kW และ 2.30 ชม. สำหรับ AC 11kW

โปรดทราบว่า เวลาการชาร์จที่ได้จากการทดสอบ เป็นเพียงค่าการใช้งานในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และจะแตกต่างไปตามอุณหภูมิ และกำลังไฟของแต่ละสถานีชาร์จหรือเครื่องชาร์จ

Mercedes-Benz E 350 e ราคาเท่าไหร่?

เกรด AMG Dynamic มีราคา 4,080,000 บาท

นอกจากนั้นยังมี

  • E 350 e Exclusive ราคา 3,650,000 บาท
  • E 200 d AMG Line ราคา 3,930,000 บาท (เครื่องยนต์ดีเซล)

โปรดทราบว่า ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง

มีรุ่นไหนใกล้เคียง / คู่แข่ง?

รถที่อยู่ในคลาสเดียวกับ E 350 e คือ BMW 530e M Sport Pro ราคา 3,779,000 บาท รุ่นปี 2025 อัพเดตเพิ่มขนาดแบตเตอรี่ HV วิ่งไกลขึ้นเป็น 108 กม. (WLTP, ข้อมูลจากผู้ผลิต)

มีการรับประกันหรือไม่?

E 350 e มีการรับประกันคุณภาพตัวรถนาน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และรับประกันแบตเตอรี่ HV 10 ปี

โปรดทราบว่า เงื่อนไขการรับประกันอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง

ใช้งานในเมือง / นอกเมืองได้ไหม?

ใช้งานได้ดีทั้งสองกรณี คุณสามารถขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนในเมืองเพื่อประหยัดและไม่ปล่อยมลพิษ และใช้โหมด Hybrid เมื่อเดินทางไกลเพื่อความสะดวก (ไม่ต้องชาร์จแบตฯ), พละกำลัง และยังประหยัดน้ำมันระดับเดียวกับ Eco Car อีกด้วย

ข้อมูลการทดสอบ

ข้อมูลทั้งหมดมาจากการทดลองขับจริงโดยผู้ทดสอบของ Torque

  • ผู้ทดสอบ: สุรเชษฐ์ เทียนทอง
  • รูปแบบการทดสอบ: ทดลองขับจริง
  • ระยะเวลารวม: 3 วัน
  • ระยะทางที่ทดสอบรวม: 381 กม.
  • สถานที่: กรุงเทพฯ, นครนายก

Check Also

มุมเฉียงด้านหน้าของ BMW 430i ขณะขับขี่ ซึ่งมีการเก็บเสียงที่ดีในความเร็วต่ำถึงกลางและพวงมาลัยที่มีน้ำหนักตึงมือเมื่อใช้ความเร็วสูง

BMW 430i COUPE M SPORT LCI (2025) รีวิว: แรงกำลังดี ควบคุมง่าย แต่ใช้งานได้จำกัดตามสไตล์รถคูเป้

ความเห็นจาก Torque BMW 430i ขับสนุก ควบคุมง่าย และไม่กินน้ำมันจนเกินงาม เพราะมีพลังแรงเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ความจุเพียง 2.0 ลิตร น่าสนใจถ้าคุณเน้นอรรถรสการขับขี่แบบ “พอประมาณ” ไม่ดิบเหมือนม้าพยศ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความแข็งของช่วงล่าง M …