MERCEDES-BENZ E 350 e AMG DYNAMIC (2025) รีวิว: PHEV กินน้ำมันเท่า Eco Car และวิ่งไฟฟ้าล้วนได้มากกว่า 100 กม.!
ความเห็นจาก Torque
E 350 e เจเนอเรชั่นที่ 8 ยังคงความเป็น Mercedes ‘E-class’ ได้ครบถ้วน ทั้งหรูหรา, ไฮเทค และขับขี่นุ่มนวล เด่นที่กินน้ำมันเพียง 21.2 กม./ลิตร และขับไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 97 กม. (จากการทดสอบของ Torque) ทั้งยังรองรับการชาร์จ DC อีกด้วยสมรรถนะแรงแบบสุภาพ เหมาะกับคนที่เน้นความสบาย สามารถใช้ในเมืองได้โดยระบบไฟฟ้า 100% และแรงเหลือเฟือเมื่อทำงานแบบไฮบริด จึงขับต่างจังหวัดได้สบาย นอกจากนั้น ยังหวือหวาด้วยการติดตั้งจอแสดงผลฝั่งผู้นั่งเบาะหน้ามาให้ด้วย ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในรถกลุ่มเดียวกัน
Torque’s Rating
|
หมวด |
คะแนน |
|
การบังคับควบคุม |
7 / 10 |
|
พละกำลังและอัตราเร่งในการใช้งาน |
7 / 10 |
|
ความอรรถประโยชน์ |
8 / 10 |
|
ความรู้สึกโดยรวมในการใช้งาน |
8 / 10 |
|
ความคุ้มค่าเมื่อเทียบราคา |
8 / 10 |
ควรซื้อถ้า…
ต้องการรถยุโรปที่ใช้งานครอบคลุมในคันเดียว โดยเฉพาะหากคุณเน้นความประหยัด E 350 e ถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะสามารถวิ่งไฟฟ้า 100% ได้ไกล และยังกินน้ำมันน้อยเหมือนรถญี่ปุ่นเมื่ออยู่ในโหมดไฮบริด นอกจากนั้น ยังรองรับการชาร์จ DC ด้วย จึงลดเวลาชาร์จลงได้อย่างมาก
ไม่ควรซื้อถ้า…
ชอบรถที่มีบุคลิกแบบสปอร์ตกระฉับกระเฉง และกังวลเรื่องพื้นที่วางขาของเบาะคู่หน้า เนื่องจากอุโมงค์เกียร์มีขนาดใหญ่จนกินพื้นที่ช่วงกึ่งกลางระหว่างเบาะไปมาก ผู้ขับที่มีเท้าไซส์ใหญ่ 30 ซม. ขึ้นไป อาจวางเท้าซ้ายเบียดแป้นเบรก และถ้าคุณต้องใส่สัมภาระท้ายรถมากๆ เป็นประจำ ควรพิจารณาพื้นที่ฝาท้ายของ E 350 e ก่อนตัดสินใจซื้อ
เหมาะกับใคร?
- คนที่อยากได้รถยุโรป ประหยัดน้ำมันเหมือนรถญี่ปุ่น
- คนที่ชอบห้องโดยสารลุคไฮเทค
- ใช้เป็นรถคันเดียว ทั้งในและนอกเมือง
- เน้นนุ่มนวลขับสบาย มากกว่าขับซิ่ง
ไม่เหมาะกับใคร?
- คนที่ชอบรถไฮบริดอัตราเร่งแรงๆ
- กังวลเรื่องค่าซ่อมแซมในระยะยาว
- ต้องใส่สัมภาระจำนวนมากที่ท้ายรถเสมอ
- เน้นราคาขายต่อไม่ตกมาก
สมรรถนะและการขับขี่
Mercedes-Benz E 350 e ให้ประสิทธิภาพการขับขี่เน้นความนุ่มนวล ผ่อนคลาย มากกว่าสมรถนะแบบสปอร์ต ให้พละกำลังเพียงพอต่อการใช้งานแม้ขับด้วยไฟฟ้าล้วน หากทำงานแบบไฮบริดก็ให้ความประหยัดที่ใกล้เคียงกับรถญี่ปุ่น
พละกำลัง: ถูกใจคนเน้นประหยัด
E 350 e ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุดรวม 313 แรงม้า, 550 นิวตันเมตร ส่งกำลังสู่เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ และขับเคลื่อนล้อหลัง
จุดเด่นคือสามารถวิ่งในโหมด EV (ไฟฟ้าล้วน) ได้ไกลมาก เราทดสอบโดยชาร์จจาก 0% ถึงเต็ม 100% ได้ในเวลาเพียง 34 นาที และวิ่งใช้งานตั้งแต่การจราจรหนาแน่นช่วงเช้าในกรุงเทพฯ มุ่งหน้าออกสู่นครนายก พบว่าวิ่งได้ไกลถึง 97 กม. ด้วยการขับขี่แบบปกติตามกระแสจราจร (ไม่ใช่การขับแบบเน้นประหยัด) แม้อัตราเร่งไม่กระฉับกระเฉงเหมือน BMW 530e แต่ก็ยังแรงพอสำหรับการแซง โดยไม่ต้องปลุกเครื่องยนต์ขึ้นมาร่วมทำงาน
อัตราเร่งดีขึ้นเมื่อขับในโหมด Hybrid ผู้ผลิตเคลมว่า E 350 e เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ใน 6.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุดจำกัดที่ 236 กม./ชม. จากการทดสอบเราพบว่ายังคงให้แรงฉุดได้ไม่เร้าใจเท่า 530e อาจไม่ถูกใจสายเพอร์ฟอร์มานซ์นัก แต่ถ้าคุณชอบแนวเร่งนุ่มๆ แรงเนียนๆ E 350 e เป็นคำตอบที่ดีกว่า
เราทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยได้ถึง 21.2 กม./ลิตร นับว่าใกล้เคียงกับ Eco Car ไฮบริดเลยทีเดียว ในขณะที่อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าอยู่ที่ราว 8.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง/กม.



การขับขี่เน้นสมรรถนะ: น่าพอใจ แต่ยังไม่ดีเท่า 530e
เมื่อขับแบบดึงสมรรถนะของรถออกมา บนถนนที่เป็นโค้งต่อเนื่องเกือบตลอดทาง เราสัมผัสได้ชัดว่า Mercedes E 350 e ไม่ใช่รถที่มุ่งเน้นด้านความสนุกในการขับขี่ เห็นได้จากช่วงล่างแบบคอยล์สปริงที่เซ็ตมานุ่มนวล เมื่อรวมกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากระบบไฮบริด ทำให้รถเอียงตัวมากเมื่อเข้าโค้งแคบแรงๆ เช่นเดียวกับระบบบังคับเลี้ยวที่โน้มเอียงไปทางความสบายในการขับขี่มากกว่าประสิทธิภาพการบังคับควบคุม แม้จะตอบสนองฉับไวแต่ยังเบาเกินไป และให้สัมผัส “สังเคราะห์” จึงสื่อสารความเป็นไปของล้อหน้ามาสู่มือได้ไม่ดีนัก ส่วนระบบเบรกถึงทรงพลัง แต่ก็ให้สัมผัสไม่เป็นธรรมชาติขณะเหยียบ และต้องเหยียบแรงกว่าปกติมากหากต้องการลดความเร็วแบบฉับพลันก่อนเริ่มหักเลี้ยว
อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้ความเร็วสูงบนทางตรงยาวหรือโค้งกว้าง E 350 e ทรงตัวมั่นคงและยังคงเกาะถนนในระดับที่ไว้ใจได้



การขับขี่นอกเมือง: ให้ความนุ่มนวล ขับสบาย
เราทดสอบขาไป (จากกรุงเทพฯ สู่นครนายก) โดยขับขี่ด้วยโหมดไฟฟ้าล้วน ผลที่ได้คือ E 350 e ยังคงมีพลังเพียงพอสำหรับการขับที่ความเร็วเดินทาง 100-140 กม./ชม. ทั้งขณะเร่งแซงและขึ้นทางชัน โดยแทบไม่ต้องคิกดาวน์ (ต้องเหยียบคันเร่งสุด ประมาณ 1 -2 วินาที) เพื่อปลุกเครื่องยนต์มาร่วมทำงานเลย นั่นหมายถึง คุณจะได้ประสบการณ์การเดินทางไกลที่เงียบกริบแบบรถ EV ถึงจะไม่ได้มีอัตราเร่งที่ฉูดฉาดนัก เนื่องจากมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 129 แรงม้า ต้องแบกน้ำหนักถึง 2.2 ตัน
การเร่งแซงทันใจขึ้นเมื่ออยู่ในโหมด Hybrid ที่เครื่องยนต์ทำงานประสานกับมอเตอร์ไฟฟ้า เราทดลองขับโหมดนี้ในขากลับ (รวมถึงขับใช้งานในเมือง วันต่อมา) พบว่าอัตราเร่งทันใจมากในทุกย่านความเร็ว และขับสนุกยิ่งขึ้นเมื่อใช้โหมด Sport ซึ่งระบบจะชาร์จไฟเพื่อให้สามารถเรียกพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้ามาใช้ (ร่วมกับเครื่องยนต์) ได้เต็มที่ตลอดเวลาและสม่ำเสมอ
จุดเด่นของ E 350 e เมื่อขับออกต่างจังหวัดคือ ช่วงล่างที่นุ่มนวล ดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ทุกสภาพถนน หากคุณเดินทางบ่อยและชอบรถที่ขับสบาย เราฟันธงเลยว่า รถคันนี้เหนือกว่า BMW 530e (ที่เน้นเฟิร์มกว่า) อย่างแน่นอน


การขับขี่ในเมือง: ใช้งานด้วยไฟฟ้า 100% ได้สบาย
E 350 e สามารถขับด้วยโหมด EV ได้ไกลถึงราว 100 กม./ชาร์จ (เต็ม 100%) ซึ่งน่าจะเพียงพอต่อการใช้ในวันทำงานของคุณได้ โดยไม่ต้องใช้เครื่องยนต์ จึงลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลงได้ พละกำลังเหลือเฟือสำหรับขับในช่วงการจราจรเคลื่อนตัวสลับหยุดนิ่ง และช่วงความเร็วต่ำถึงกลาง
โหมด Hybrid สามารถสลับไปมาระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ได้ไร้รอยต่อ และมีเสียงเครื่องยนต์ดังเข้ามาในห้องโดยสารน้อยมากแม้ขณะเร่งหรือใช้รอบเครื่องสูงๆ แน่นอนว่าอัตราเร่งดีกว่าขณะใช้ไฟฟ้าล้วน โดยส่วนใหญ่รถจะขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเป็นหลักและใช้เครื่องยนต์ช่วยเฉพาะจังหวะเหยียบคันเร่งลึกๆ เท่านั้น
ความนุ่มนวลของช่วงล่างเผยให้เห็นความได้เปรียบอย่างชัดเจนเมื่อใช้ในกรุงเทพฯ มีแรงสั่นสะเทือนน้อยมากขณะขับผ่านบนถนนขรุขระ, ลูกระนาด หรือช่วงรอยต่อถนน ตลอดจนการขับบนทางด่วน

ดีไซน์ภายนอก: ปรับใหม่หมด ยาวขึ้นเล็กน้อย
E-class ใหม่ มีฐานล้อยาวขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ 20 มม. ซึ่งนอกจากได้ Legroom ในห้องโดยสารมากขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มความนุ่มนวลขณะขับขี่จากระยะห่างระหว่างล้อคู่หน้าและหลังที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย
การจัดวางส่วนห้องโดยสารให้เยื้องมาทางท้ายรถ (เมื่อมองจากด้านข้าง) ช่วยปรับสมดุลน้ำหนักหน้าหลังให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ร่วมด้วยโอเวอร์แฮงก์ด้านหน้า (ระยะจากปลายกันชนหน้าถึงล้อ, มองจากด้านข้าง) ที่สั้นมาก รวมถึงช่วงล่างที่สูงกว่ารุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 15 มม. ทำให้สามารถขึ้นลงทางชัน เช่น อาคารจอดรถ, สะพาน หรือวิ่งบนทางขรุขระ (ไม่มากนัก) ได้โดยกันชนไม่ครูดกับพื้น
แม้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานใกล้เคียงรุ่นก่อนหน้านี้ที่ 0.23 แต่ใน E-class ใหม่ มีการปรับแอโรไดนามิกส์ใหม่จึงลดเสียงลมปะทะได้มากยิ่งขึ้น จากการทดสอบของเราพบว่าแทบไม่ได้ยินเสียงลมดังเข้ามาในห้องโดยสารแม้วิ่งด้วยความเร็ว 120 กม./ชม. ในโหมดไฟฟ้าล้วน



ดีไซน์ห้องโดยสาร: กว้างขวางและตระการตา
ระบบ Infotainment ที่ Mercedes เรียกว่า ‘MBUX Superscreen’ ประกอบไปด้วยจอแสดงผลส่วนกลางขนาด 14.4 นิ้ว และจอขนาด 12.3 นิ้ว สำหรับผู้นั่งเบาะหน้ารวมอยู่ในกรอบกระจกขนาดใหญ่ชิ้นเดียว ซึ่งเป็นสไตล์แนวทางเดียวกับกลุ่มรถไฟฟ้า EQE และ EQS ของแบรนด์
จุดเด่นของระบบ Infotainment นี้คือ ระบบสัมผัสของหน้าจอทั้งสองที่รวดเร็วและลื่นไหลเหมือนโทรศัพท์หรือแทบเล็ต ใช้งานสะดวกขณะขับขี่เพราะไอค่อนหลักต่างๆ มีขนาดใหญ่และพร้อมไอค่อนเมนูย่อยที่ใช้งานบ่อยๆ วางไว้ใต้ไอค่อนหลักอีกที เพื่อเป็น Shortcut ให้กดได้ทันทีโดยไม่ต้องงมหา
อีกจุดเด่นคือการเปิดให้สามารถโหลดแอปฯ ต่างๆ เช่น Instagram, TikTok, YouTube มาไว้ในระบบได้ ผู้โดยสารจึงสามารถเล่นขณะเดินทางได้ และจอฝั่งผู้นั่งยังสามารถรับชมคลิปหรือภาพเคลื่อนไหวได้ต่อเนื่องแม้ผู้ขับจะหันมามองหน้าจอ โดยระบบจะป้องกันด้วยการลดความสว่างจอลงแทนการปิดหน้าจอ นอกจากนั้น ด้วยกล้อง Selfie บนแดชบอร์ด ยังช่วยให้ผู้โดยสารรวมถึงผู้ขับสามารถใช้แอปฯ อาทิ Zoom เพื่อประชุมแบบวีดิโอได้ในขณะรถจอดอีกด้วย
พื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวางยิ่งขึ้น เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะสำหรับเบาะหลังซึ่งมี Legroom และ Kneeroom เพิ่มขึ้นถึง 17 มม. และ 10 มม. ตามลำดับ นอกจากนั้น ยังมีความกว้างช่วงศอกถึง 1,519 มม. (เพิ่มขึ้น 25 มม.) ซึ่งเกือบเท่ากับเบาะหลังของ S-class เลยทีเดียว แต่ข้อเสียคือพื้นที่เก็บของท้ายรถมีขนาด 370 ลิตร ซึ่งน้อยกว่ารุ่นเครื่องยนต์ (540 ลิตร) ถึง 170 ลิตร เนื่องจากต้องแชร์พื้นที่ให้กับแบตเตอรี่ของระบบไฮบริด ถ้าคุณต้องเก็บสัมภาระขนาดใหญ่หรือจำนวนมากไว้ท้ายรถบ่อยๆ คงต้องพิจารณาเรื่องนี้ก่อนตัดสินใจ
ทัศนวิสัยรอบด้านขณะขับขี่ดีมากจากการจัดวางตำแหน่งเบาะนั่งได้เหมาะสม แต่ข้อเสียคือุโมงค์เกียร์ช่วงติดกับผนังห้องเครื่องมีขนาดใหญ่มากจนเบียดพื้นที่วางขา ถ้าคุณเป็นผู้ขับที่มีเท้าไซส์ใหญ่ๆ ควรไปทดลองนั่งรถจริงก่อนว่าสามารถวางเท้าซ้ายบนที่พักเท้าได้โดยไม่เบียดกับแป้นเบรกหรือไม่ ตัวเบาะมีความนุ่มนวลทุกตำแหน่งจึงนั่งสบายแม้ต้องเดินทางไกล มีระบบ ENERGIZING COMFORT ที่ปรับเบาะให้บรรเทาอาการเมารถของผู้นั่ง ติดตั้งมาให้ด้วย




ระบบความปลอดภัย: ติดตั้งมาให้ครบครัน
จุดเด่นของระบบความปลอดภัยคือระบบเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ ‘ATTENTION ASSIST’ ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้ปรับการทำงานของระบบ Active Brake Assist และ Active Lane Keeping Assist ให้เข้าโหมด “ไวต่อการตรวจจับ” ชั่วคราว หากตรวจพบว่าสายตาของผู้ขับขี่ไม่ได้จดจ่ออยู่กับถนนเป็นเวลาหลายวินาทีหลังการแจ้งเตือน และสามารถเริ่มการหยุดฉุกเฉินด้วยระบบ Active Emergency Stop Assist ได้หากพบว่าผู้ขับไม่ตอบสนองต่อการแจ้งเตือนเลย
นอกจากนั้น ยังติดตั้งระบบช่วยเหลือขณะขับขี่และความปลอดภัยมาให้อีกมากมาย รวมถึงระบบรักษาระยะห่างและควบคุมความเร็วอัตโนมัติซึ่งทำงานได้ดีในช่วงความเร็วต่ำถึงกลาง แต่เริ่มเบรกช้าและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หากใช้ความเร็ว 100 กม./ชม. ขึ้นไป

สรุป – Mercedes-Benz E 350 e AMG Dynamic ควรอยู่ในลิสต์ของคุณหรือไม่?
หากอยากได้รถยุโรป โดยให้ความสำคัญกับความประหยัด และใช้เป็นรถคันหลักหรือคันเดียวของบ้าน รถคันนี้ตอบโจทย์มากทั้งขับไปทำงานหรือเดินทางไกล เพราะวิ่งไฟฟ้าล้วนได้ไกล และมีอัตราสิ้นเปลืองจริงเพียง 21.2 กม./ลิตร (จากการทดสอบของ Torque) ในโหมด Hybrid
ถ้าคุณใช้งานในเมือง สามารถขับด้วยไฟฟ้าล้วนได้ถึงราว 100 กม. จึงประหยัดค่าใช้จ่ายและยังไม่สร้างมลพิษให้กับเมือง และด้วยคุณสมบัติชาร์จ DC ได้เต็ม 100% ใน 30 นาที ยิ่งทำให้ E 350 e เป็นรถที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะในช่วงภาวะวิกฤติน้ำมันเช่นนี้ นอกจากนั้น แม้ขับด้วยโหมด Hybrid ก็ยังกินน้ำมันน้อยจนน่าทึ่ง (สำหรับรถยุโรปขนาดกลาง) ด้วยอัตราสิ้นเปลืองระดับเดียวกับ Eco Car
อย่างไรก็ตาม E 350 e เป็นรถที่เน้นการขับขี่แบบสบายๆ นุ่มนวลๆ ดังนั้น ถ้าคุณชอบแนวขับสนุก ให้สัมผัสแบบสปอร์ต นี่อาจไม่ใช่รถสำหรับคุณ
SPECIFICATIONS: MERCEDES-BENZ E 350 e AMG DYNAMIC
https://www.mercedes-benz.co.th/en/passengercars/models/saloon/e-class/overview.html
Price
- 4,080,000 Baht
Powertrain
Engine:
- 1999cc turbo 4-cyl
- 204hp @ 6100rpm
- 320Nm @ 2000-4000rpm
Electric Motor:
- 129hp
- 440Nm
Total Output
- 313hp
- 550Nm
Transmission
- 9-speed 9-G Tronic Automatic
- Rear-wheel drive
Performance
- 4sec 0-100km/h
- 236km/h top speed
- 4km/l (Claimed, Eco Sticker), 21.2km/l at tested, 31g/km CO2
Weight
- 2210kg
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Mercedes-Benz E 350 e
ข้อดี ข้อเสีย ของ Mercedes-Benz E 350 e มีอะไรบ้าง?
ข้อดีคือ วิ่งไฟฟ้าล้วนได้ไกลเฉลี่ย 100 กม. และกินน้ำมันน้อยเหมือน Eco Car เพียง 21.2 กม./ลิตร ในโหมด Hybrid ข้อเสียคือ พื้นที่เก็บของท้ายรถน้อย และขับไม่สนุกเมื่อเทียบกับ BMW 530e
จุดเด่น
- วิ่งไฟฟ้าได้ไกล และสามารถชาร์จ DC ได้
- ประหยัดน้ำมันเหมือนรถเล็ก
- ช่วงล่างนุ่มนวล
- ห้องโดยสารมีจอสำหรับผู้นั่ง
สรุปจุดด้อย
- การบังคับควบคุมไม่สปอร์ต
- ที่เก็บของท้ายรถความจุน้อย
- ราคาขายต่อ
อัตราสิ้นเปลืองประมาณกี่ กม./ลิตร?
จากการทดสอบจริง Mercedes-Benz E 350 e มีอัตราสิ้นเปลืองในเมืองและนอกเมืองรวมกันเฉลี่ย 21.2 กม./ลิตร
ข้อมูลจาก Eco Sticker ระบุว่า รถรุ่นนี้ทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยที่ 71.4 กม./ลิตร
โปรดทราบว่า ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ได้จากการทดสอบ เป็นเพียงค่าการใช้งานในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และจะแตกต่างไปตามรูปแบบการใช้งาน, น้ำหนักบรรทุก, พฤติกรรมการขับขี่ และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ
E 350 e สามารถวิ่งไฟฟ้า 100% ได้กี่ กม.?
จากการทดสอบโดยทีม Torque ทำได้ 97 กม. ต่อการชาร์จเต็ม 100% หนึ่งครั้ง และมีอัตราการใช้พลังงาน 8.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง/กม. ส่วนผู้ผลิตเคลมว่าสามารถวิ่งได้ไกลมากกว่า 100 กม. (WLTP)
โปรดทราบว่า ตัวเลขระยะทางที่ได้จากการทดสอบ เป็นเพียงค่าการใช้งานในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และจะแตกต่างไปตามรูปแบบการใช้งาน, น้ำหนักบรรทุก, พฤติกรรมการขับขี่ และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ
ชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 100% ใช้เวลากี่นาที?
ทีมงาน Torque ทดลองชาร์จแบตเตอรี่ของ Mercedes-Benz E 350 e จาก 0-100% ด้วย DC Charger ใช้เวลา 34 นาที โรงงานผู้ผลิตเคลมว่าใช้เวลา 20-30 นาที ในการชาร์จ 10-80%สำหรับ DC 55kW และ 2.30 ชม. สำหรับ AC 11kW
โปรดทราบว่า เวลาการชาร์จที่ได้จากการทดสอบ เป็นเพียงค่าการใช้งานในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และจะแตกต่างไปตามอุณหภูมิ และกำลังไฟของแต่ละสถานีชาร์จหรือเครื่องชาร์จ
Mercedes-Benz E 350 e ราคาเท่าไหร่?
เกรด AMG Dynamic มีราคา 4,080,000 บาท
นอกจากนั้นยังมี
- E 350 e Exclusive ราคา 3,650,000 บาท
- E 200 d AMG Line ราคา 3,930,000 บาท (เครื่องยนต์ดีเซล)
โปรดทราบว่า ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง
มีรุ่นไหนใกล้เคียง / คู่แข่ง?
รถที่อยู่ในคลาสเดียวกับ E 350 e คือ BMW 530e M Sport Pro ราคา 3,779,000 บาท รุ่นปี 2025 อัพเดตเพิ่มขนาดแบตเตอรี่ HV วิ่งไกลขึ้นเป็น 108 กม. (WLTP, ข้อมูลจากผู้ผลิต)
มีการรับประกันหรือไม่?
E 350 e มีการรับประกันคุณภาพตัวรถนาน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และรับประกันแบตเตอรี่ HV 10 ปี
โปรดทราบว่า เงื่อนไขการรับประกันอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง
ใช้งานในเมือง / นอกเมืองได้ไหม?
ใช้งานได้ดีทั้งสองกรณี คุณสามารถขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนในเมืองเพื่อประหยัดและไม่ปล่อยมลพิษ และใช้โหมด Hybrid เมื่อเดินทางไกลเพื่อความสะดวก (ไม่ต้องชาร์จแบตฯ), พละกำลัง และยังประหยัดน้ำมันระดับเดียวกับ Eco Car อีกด้วย
ข้อมูลการทดสอบ
ข้อมูลทั้งหมดมาจากการทดลองขับจริงโดยผู้ทดสอบของ Torque
- ผู้ทดสอบ: สุรเชษฐ์ เทียนทอง
- รูปแบบการทดสอบ: ทดลองขับจริง
- ระยะเวลารวม: 3 วัน
- ระยะทางที่ทดสอบรวม: 381 กม.
- สถานที่: กรุงเทพฯ, นครนายก
TorqueThailand.com












