Breaking News

รีวิว Honda CR-V e:HEV RS 2026 รถครอบครัวไฮบริดที่ควรซื้อที่สุดหรือไม่?

รถยนต์ Honda CR-V e:HEV RS มุมหน้าเฉียงขณะวิ่งด้วยความเร็ว ซึ่งการทดสอบของ Torque Thailand พบว่าแรงบิด 335 นิวตันเมตรจากมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยให้อัตราเร่งช่วงออกตัวถึง 60 กม./ชม. ทำได้เร็วทันใจสำหรับรถหนักเกิน 1.7 ตัน และทำเวลาจากจุดหยุดนิ่งสู่ 100 กม./ชม. ได้ในเวลาราว 7.4-7.6 วินาที

HONDA CR-V (2026) รีวิว: ถูกใจคนไทย? รุ่นอัพเดตล่าสุด ใส่เบาะทำความเย็น เพิ่ม Google Built-in และฟีเจอร์ใหม่เล็กน้อย ใครอยากได้รถใช้ยาวๆ ต้องคันนี้

ความเห็นจาก Torque

CR-V คือรถที่ Honda ร่ายมนต์วิเศษบางอย่างเข้าไป ไม่หวือหวาหรือโดดเด่นด้านใดแบบชัดเจน แต่กลับ “เป็นทุกอย่างให้คุณ” จนกลายเป็นรถคันโปรดของทุกคนในครอบครัว การเปลี่ยนจากระบบ Lane Watch มาเป็น Blind-Spot แบบรถทั่วไปที่ผู้ใช้รถคุ้นชินกว่า ร่วมด้วยการติดตั้ง Google Built-in ทำให้รถรุ่นนี้ยิ่งใช้งานได้ง่ายและสะดวกขึ้น นอกจากนั้น ฟีเจอร์เบาะระบายความร้อนยังแก้ปัญหาจากแดดเมืองไทยได้ตรงจุด เมื่อรวมกับคุณสมบัติด้านความประหยัดเชื้อเพลิงของระบบ e:HEV และห้องโดยสารที่กว้างขวางเป็นทุนเดิม ทำให้ได้ความคุ้มค่ายิ่งขึ้น สำหรับคนที่อยากได้รถไว้ใช้ยาวๆ เกิน 5 ปี, ยังไม่พร้อมใช้ EV หรือยังไม่แน่ใจแบรนด์จากเอเชียประเทศอื่นๆ CR-V ถือว่าเป็นรถยนต์ไฮบริดที่ควรอยู่อันดับ 1 ในลิสต์ ของคุณ

Torque’s Rating

หมวด

คะแนน

การบังคับควบคุม

7 / 10

พละกำลังและอัตราเร่งในการใช้งาน

8 / 10

ความอรรถประโยชน์

8 / 10

ความรู้สึกโดยรวมในการใช้งาน

8 / 10

ความคุ้มค่าเมื่อเทียบราคา

7 / 10

ควรซื้อถ้า…

คุณต้องการ C-SUV ไว้ใช้งานยาวๆ เพราะการเพิ่ม Google Built-in เข้าไป ช่วยให้สามารถใช้งาน CR-V ได้ง่ายและหลากหลายคุณสมบัติยิ่งขึ้นทั้งปัจจุบันและในอนาคตเมื่อ Google อัพเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่สามารถทำงานร่วมกับระบบของรถได้โดยตรงเพิ่มเข้าไป คุณจึงสามารถใช้รถคันนี้ได้นานหลายปี แถมยังอัพเดตระบบล้ำๆ ได้ต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งานอีกด้วย

ไม่ควรซื้อถ้า…

คุณให้ความสำคัญกับความกว้างแบบสุดๆ ลองพิจารณา Hyundai Santa Fe HEV แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความกระฉับกระเฉงของอัตราเร่งและความคล่องตัวในเมืองที่น้อยกว่า หรือถ้าเน้นแรงๆ เร่งทันใจ Nissan X-Trail e-Power ตอบโจทย์สุด อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคันยังเสียเปรียบ CR-V เรื่องราคาขายต่อและจำนวนศูนย์บริการ

เหมาะกับใคร?

  • คนที่ต้องการ C-SUV ภายในกว้าง
  • คนที่เน้นประหยัดน้ำมัน แต่ยังชอบฟิลลิงแบบเครื่องยนต์
  • คนที่ชอบหรือคุ้นชินกับการใช้ Google
  • เน้นราคาไม่ตกมากตอนขายต่อ
  • ให้ความสำคัญกับจำนวนศูนย์บริการ

ไม่เหมาะกับใคร?

  • คนที่เน้นห้องโดยสารกว้างสุดในคลาสนี้
  • ชอบรถที่มีจอส่วนกลางใหญ่ๆ รวมทุกฟังก์ชั่นไว้ในจอ
  • ขับซิ่ง เน้นอัตราเร่งจัดจ้าน

สมรรถนะและการขับขี่

พละกำลังมากพอสำหรับทุกการใช้งาน ช่วงล่างนุ่มนวลสำหรับขับในชีวิตประจำวัน เหมาะทั้งใช้ในกรุงเทพฯ และออกต่างจังหวัดในคันเดียวกัน

พละกำลัง: ประหยัด แต่ยังแซงได้ไม่ต้องลุ้น

ปัจจุบัน CR-V มีให้เลือกเฉพาะขุมพลังไฮบริด ‘e:HEV’ เท่านั้น ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก โดยมีเครื่องยนต์ไว้ปั่นไฟและขับเคลื่อนขณะความเร็วใช้ความเร็วคงที่ ให้กำลังรวมสูงสุด 207 แรงม้า ทำงานร่วมกับเกียร์ e-CVT โดยคันทดสอบของเราเป็นแบบขับเคลื่อนสองล้อหน้า นอกจากนั้น ยังมีรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อให้เลือกด้วย

อัตราเร่งช่วงออกตัวไปจนถึงความเร็ว 60 กม./ชม. เร็วทันใจสำหรับรถที่หนักกว่า 1.7 ตัน ต้องขอบคุณแรงบิด 335 นิวตันเมตร จากมอเตอร์ไฟฟ้า นอกจากนั้น จากการทดสอบของเรา CR-V ไฮบริดยังเร่งจากจุดหยุดนิ่งสู่ 100 กม./ชม. ได้ในเวลาราว 7.4-7.6 วินาที ไม่เลวสำหรับ C-SUV

จุดเด่นของขุมพลังนี้อยู่ที่อัตราสิ้นเปลือง จากการขับแบบหนักหน่วงของเรา ด้วยความเร็วระดับ 120-140 กม./ชม. ขึ้นไป CR-V e:HEV ยังการกินน้ำมันที่ 12.3 กม./ลิตร และเมื่อเปลี่ยนมาขับแบบปกติจะอยู่ที่ 18.1 กม./ลิตร โดยไม่ต้องพยายาม “เนียนคันเร่ง” ช่วยแต่อย่างใด ส่วนการทดลองขับแบบเน้นประหยัดด้วยโหมด Eco บวกกับการขับแบบประนีประนอม ทำได้ถึง 21.7 กม./ชม. ทีเดียว!

ดังนั้น ถ้าคุณให้ความสำคัญกับอัตราสิ้นเปลืองแบบไม่ต้องพยายาม Honda CR-V ตรงกับความต้องการของคุณแน่นอน

ห้องเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตรไม่มีระบบอัดอากาศ 148 แรงม้า 184 นิวตันเมตร ที่ทำหน้าที่ปั่นไฟเป็นหลักและขับเคลื่อนเฉพาะตอนวิ่งด้วยความเร็วคงที่ โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้า 184 แรงม้า 335 นิวตันเมตร เป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก

หน้าจอแสดงผลส่วนกลางกำลังแสดงกราฟฟิกการทำงานของระบบส่งกำลัง เพื่อให้ผู้ใช้งานทราบว่ารถยนต์กำลังขับเคลื่อนด้วยแหล่งพลังงานใด

โลโก้ RS และ e:HEV บนฝาท้ายฝั่งขวาของรถยนต์ ทำหน้าที่แสดงเกรดรุ่นและชนิดระบบส่งกำลังของรถ
ระบบ e:HEV ประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร ไม่มีระบบอัดอากาศ 148 แรงม้า, 184 นิวตันเมตร ทำหน้าที่ปั่นไฟเป็นหลัก และขับเคลื่อนเฉพาะวิ่งด้วยความเร็วคงที่ โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้า 184 แรงม้า, 335 นิวตันเมตร เป็นผู้ขับเคลื่อนหลักเกือบตลอดเวลา

คันเกียร์บนคอนโซลกลางของระบบเกียร์ e-CVT ที่ไม่ใช้อัตราทดแปรผัน แต่ใช้เฟืองเกียร์ 2 ชุดสลับทำงานตามแหล่งพลังงานในขณะนั้น

แป้นเปลี่ยนระดับการรีเจนเนอเรทีฟหลังพวงมาลัย สำหรับใช้เพิ่มหรือลดแรงรีเจนฯ ชั่วคราว และจะค้างที่ระดับนั้นเมื่อเลื่อนเกียร์ไปตำแหน่ง B
เกียร์ e-CVT ไม่ได้แปรผันอัตราทด แต่ใช้เฟืองเกียร์ 2 ชุด สลับใช้งานตามแหล่งพลังขณะนั้น แต่คุณได้ยินเสียงเครื่องยนต์ไล่รอบ ต่ำ-สูง-ต่ำ เหมือนเปลี่ยนเกียร์เพราะระบบควบคุมสั่งให้เครื่องยนต์ทำแบบนั้นเพื่อลดเสียงแช่รอบสูงค้างไว้ (ซึ่งน่ารำคาญมาก) ส่วนแพดเดิลที่พวงมาลัยใช้สำหรับเพิ่มหรือลดแรงรีเจนฯ ชั่วคราว และค้างที่ระดับนั้นๆ หากคุณเลื่อนเกียร์ไปที่ตำแหน่ง B

การขับขี่เน้นสมรรถนะ: แฮนด์ลิงดีเกินคาด

เราปรับโหมดการขับขี่มาที่ ‘SPORT’ ซึ่งรู้สึกได้ทันทีว่าคันเร่งตอบสนองไวขึ้นมาก ที่โหมดนี้มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถผลิตกำลังได้สูงสุดเพราะเครื่องยนต์เข้ามาปั่นไฟให้เต็มที่ จึงได้อัตราเร่งทันใจยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยเสียงเครื่องยนต์ที่ดังเข้ามาในห้องโดยสารตลอดเวลา ร่วมด้วยเสียงสังเคราะห์เลียนแบบเสียงท่อไอเสีย ซึ่งติดตั้งเพิ่มมาให้ในเวอร์ชันอัพเดตนี้ น่าเสียดายที่ตั้งระดับเสียงมาเบามากจนแทบไม่ได้ยิน

แฮนด์ลิงขณะเข้าโค้ง ช่วงล่างควบคุมการเอียงตัวได้ดีเมื่อเทียบกับการเป็นรถ SUV ที่มีระยะห่างใต้ท้องสูงถึง 198 มม. เช่นเดียวกับระบบบังคับเลี้ยวไฟฟ้าที่ให้น้ำหนักพอเหมาะและตอบสนองฉับไว จึงบังคับทิศทางของรถได้ง่าย

สวิตช์เลือกโหมดการขับขี่บนคอนโซลกลาง สำหรับเลือกรูปแบบการขับขี่ที่มีให้ 4 รูปแบบ คือ ECO, NORMAL, SPORT และ INDIVIDUAL

จอแสดงผลผู้ขับแสดงกราฟฟิกโหมดการขับขี่ 4 โหมด โดยการเลือกโหมด Sport จะให้การตอบสนองที่กระฉับกระเฉงขึ้นชัดเจนเมื่อเทียบกับ Eco และ Normal แต่จะทำให้เครื่องยนต์ส่งเสียงทำงานตลอดเวลา

จอแสดงผลส่วนกลางกำลังแสดงกราฟฟิกเมนู Individual ซึ่งเป็นโหมดการขับขี่แบบปรับแต่งเองที่เพิ่มเข้ามาในรุ่นปี 2026
โหมด Sport ให้การตอบสนองที่กระฉับกระเฉงขึ้นชัดเจน เมื่อเทียบกับ Eco และ Normal แต่ต้องแลกกับเสียงเครื่องยนต์ทำงานตลอดเวลา เพื่อปั่นไฟเลี้ยงระบบไฮบริดเต็มที่ นอกจากนั้น ในรุ่นปี 2026 ยังเพิ่มโหมด Individual เปิดโอกาสให้คุณเลือกปรับการตอบสนองแต่ละส่วนเอง รวมถึงเปิดเสียงท่อไอเสีย (เป็นเสียงสังเคราะห์) ไว้ตลอด ซึ่งแทบไม่มีผลอะไรเพราะมีระดับเสียงเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แทบไม่ต่างจากตอนปิดเสียง

ล้อขนาด 19 นิ้วและยางขนาด 235/55 ที่ทำงานร่วมกับฐานล้อที่ขยายกว้างขึ้น 10 มม. ซับเฟรมหลังที่แข็งแรงขึ้น และตัวถังที่ลดการบิดตัวลง 15% เพื่อช่วยให้รถทรงตัวมั่นคงขณะเข้าโค้ง

พวงมาลัยไฟฟ้าแบบแปรผันอัตราทดตามความเร็ว ที่มีการปรับตำแหน่งติดตั้งชุดแร็คใหม่เพื่อเพิ่มการตอบสนองและความแม่นยำ รวมถึงปรับมุมเอียงให้ใกล้เคียงกับรถซีดาน
คันทดสอบของเราเป็นเกรดรองท้อป ‘RS ขับเคลื่อนสองล้อหน้า’ มีอุปกรณ์เหมือนตัวท้อป ‘RS 4WD’ ทุกประการ (ยกเว้นช่วงล่างของ 4WD สูงขึ้น 10 มม.) จึงได้ล้อขนาด 19 นิ้ว และยาง 235/55 มาด้วย ความกว้างฐานล้อขยายเพิ่ม 10 มม. ร่วมด้วยซับเฟรมหลังที่แข็งกว่าเดิมและตัวถังบิดตัวลดลง 15% เมื่อเทียบกับรุ่นที่แล้ว ส่งให้รถทรงตัวมั่นคงขึ้นขณะเข้าโค้ง นอกจากนั้น พวงมาลัยไฟฟ้าแบบแปรผันอัตราทดตามความเร็ว ยังถูกปรับตำแหน่งติดตั้งชุดแร็คใหม่ เพื่อเพิ่มการตอบสนองและความแม่นยำขณะเลี้ยว ร่วมด้วยการปรับมุมเอียงพวงมาลัยให้ใกล้เคียงกับรถซีดานยิ่งขึ้น จึงจับถนัดและควบคุมรถได้ดีกว่าเดิม

การขับขี่นอกเมือง: นุ่มนวลนั่งสบาย เร่งแซงไม่อืด

เช่นเดียวกับระบบ e:HEV ในรถรุ่นอื่นของ Honda… CR-V จะเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์เพื่อขับเคลื่อนรถเพียงอย่างเดียวเมื่อใช้ความเร็วคงที่ (ส่วนใหญ่ที่ราว 100 กม./ชม. ขึ้นไป) โดย Honda กล่าวว่า วิธีนี้ช่วยประหยัดน้ำมันมากกว่าการใช้เครื่องยนต์มาปั่นไฟแล้วขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า

เมื่อเร่งแซง ระบบจะสลับมาใช้มอเตอร์เพื่อใช้ประโยชน์จากแรงบิด ส่งให้ CR-V มีอัตราเร่งแซงเพียงพอช่วง 80 สู่ 100 กม./ชม. แต่ต้องเหยียบคันเร่งลึกถ้าแซงในช่วง 120 กม./ชม. ขึ้นไป นอกจากนั้น ยังมีเสียงเครื่องยนต์ดังเข้ามาพอสมควร แต่ถูกก็ชดเชยด้วยระบบ Linear Shift Control ซึ่งสั่งการให้เครื่องยนต์เร่งและลดรอบเครื่องเลียนแบบเกียร์อัตโนมัติปกติ (ที่มีหลายเกียร์) จึงลดเสียงค้างรอบสูงที่น่ารำคาญหูของเกียร์ CVT ทั่วไปลงได้

ถ้าคุณขับแบบ “เนียนคันเร่ง” หรือไม่รีบร้อน สามารถเห็นตัวเลขอัตราสิ้นเปลือง 20 กม./ลิตรได้แน่นอน นั่นหมายถึง น้ำมัน 1 ถังสามารถขับได้ 1,000 กม.++ แบบไม่ต้องลุ้น หรือออกจากกรุงเทพฯ ไปเที่ยวไกลถึงเขาค้อ (พลังพอขึ้นเขาสำหรับ นั่งเต็ม 5 คน + สัมภาระครบทุกคน แน่นอน) แล้วกลับบ้าน ได้โดยไม่ต้องแวะเติมน้ำมันแม้แต่ครั้งเดียว!

ด้านการบังคับควบคุม ช่วงล่างให้ความนุ่มนวลดี ใขณะเดียวกันก็ยังทรงตัวได้มั่นคง ไม่โยกไปมาเมื่อโดนลมปะทะจากด้านข้าง ส่วนระบบบังคับเลี้ยวไม่มีอาการส่ายไปมาเมื่อวิ่งผ่านช่วงถนนขรุขระ

ในการขับขี่ทางไกลแบบนี้ ห้องโดยสารมีเสียงภายนอกและเสียงลมเข้ามาเล็กน้อยหากขับที่ 120 กม./ชม. ขึ้นไป อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้ความเร็วคงที่ซึ่งรถจะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ ก็ยังมีเสียงการทำงานดังเข้ามาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

จุดเด่นเรื่องพื้นที่ใช้สอยทำให้ CR-V เหมาะเป็นรถท่องเที่ยวสำหรับครอบครัว เพราะมี Legroom กว้างทุกที่นั่ง และห้องเก็บสัมภาระท้ายรถก็กว้างพอใส่กระเป๋าเดินทางขนาดมาตรฐานได้ 4-5 ใบ ได้สบายๆ ด้วยความจุกว่า 580 ลิตร หรือมากถึงกว่า 1,600 ลิตร หากพับเบาะแถวสอง

รถยนต์ Honda CR-V e:HEV RS มุมท้ายเฉียงขณะวิ่งด้วยความเร็ว ซึ่งการขับขี่ทางไกลที่ความเร็ว 120 กม./ชม. ขึ้นไปจะมีเสียงภายนอกและเสียงลมเข้ามาในห้องโดยสารเล็กน้อย ส่วนตอนใช้ความเร็วคงที่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์จะมีเสียงทำงานดังเข้ามาเพียงเล็กน้อย

พื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถมุมมองกว้างขณะพับเบาะหลังร่วมด้วย แสดงความจุกว่า 580 ลิตรที่ใส่กระเป๋าเดินทางมาตรฐานได้ 4-5 ใบ และขยายเพิ่มเป็นกว้างขวางถึงกว่า 1,600 ลิตรเมื่อพับเบาะแถวสอง
CR-V สามารถใช้งานนอกเมืองได้โดยที่คุณไม่ต้องกังวลใดๆ ช่วงล่างนุ่มนวล ทว่าทรงตัวมั่นคง, พละกำลังเพียงพอแม้นั่งเต็มคัน ร่วมด้วยพื้นที่เก็บของท้ายรถขนาดใหญ่สำหรับกระเป๋าเดินทางขนาดมาตรฐานของทุกคนในรถ และใส่ของได้มากยิ่งขึ้นเมื่อพับเบาะหลัง อย่างไรก็ตาม ในรุ่นปี 2026 ไม่มีแบบ 7 ที่นั่งให้เลือกอีกต่อไป

การขับขี่ในเมือง: คล่องตัว ขับเคลื่อนนุ่มนวล

รถที่ยาว 4.7-5 เมตร ถือว่าใหญ่สุดสำหรับสภาพเส้นทางในกรุงเทพฯ (เกินกว่า 5 เมตร เริ่มไม่คล่องตัว) ที่ยังซอกแซกและเข้าจอดได้สะดวก และ CR-V ซึ่งยาวเกือบ 4.7 เมตร ก็อยู่ในรถกลุ่มนี้ คุณจึงยังสามารถขับมันไปได้ครอบคลุมทุกถนนในเมือง

จุดเด่นของ CR-V เมื่อขับในเมือง คือการขับเคลื่อนที่ราบรื่นไร้รอยต่อ Honda ทำได้ดีมากในเรื่องของการ ติด/ดับ เครื่องยนต์ที่นุ่มนวลจนคุณแทบไม่ทันสังเกต ไม่ว่าขณะขับหรือจอดนิ่ง แม้เป็นเรื่องเล็กน้อยแต่เชื่อเถอะว่าส่งผลต่อความรู้สึก “Comfort” อย่างมาก

อัตราเร่งดีขณะออกตัวและความเร็วต่ำ ซึ่งเป็นช่วงความเร็วที่มักใช้ในชั่วโมงเร่งด่วน เพราะแรงบิด 335 นิวตันเมตรจากมอเตอร์ไฟฟ้า และคุณยังกดคันเร่งได้ลึกมากกว่าเครื่องยนต์ติดขึ้นเพื่อปั่นไฟ ส่วนการขับที่ความเร็ว 80-100 กม./ชม. บนทางด่วน สามารถเร่งแซงได้แบบไม่ต้องลุ้นเช่นกัน

รถยนต์ Honda CR-V เจเนอเรชั่นที่ 6 เต็มคันในมุมหน้าเฉียง ซึ่งมีมิติตัวถังยาวกว่าเจเนอเรชั่นที่ 5 ถึง 120 มม. ทำให้ความยาวรวมเกือบถึง 4.7 เมตร แต่เป็นขนาดใหญ่สุดไม่เกิน 5 เมตรที่ Torque Thailand ทดสอบแล้วว่ายังขับใช้งานในกรุงเทพฯ ทั้งการจอด เข้าซอย และกลับรถได้สะดวก

รถยนต์ Honda CR-V e:HEV RS เต็มคันในมุมท้ายตรง แสดงให้เห็นว่าไม่มีการปรับปรุงตัวถังภายนอกเนื่องจากเป็นเพียงเวอร์ชั่นอัปเดตอุปกรณ์
เมื่อเทียบกับ CR-V เจเนอเรชั่นที่ 5 รถรุ่นใหม่เจเนอเรชั่น 6 มีความกว้างเพิ่มขึ้นเพียง 11 มม. แต่ยาวกว่าเดิมถึง 120 มม. ส่งให้ความยาวรวมอยู่ที่เกือบ 4.7 เมตร (ขาดไปเพียง 9 มม.) จากประสบการณ์ตรงของ Torque Thailand นี่คือขนาดใหญ่สุด (ไม่เกิน 5 เมตร) ที่ยังขับใช้งานในกรุงเทพฯ ได้สะดวกทั้งจอด, เข้าซอย และกลับรถ

ดีไซน์ภายนอก: ไม่มีการปรับเปลี่ยนใดๆ

เนื่องจากเป็นเพียงเวอร์ชั่นอัพเดตอุปกรณ์เท่านั้น จึงไม่มีการปรับปรุงตัวถังภายนอกแต่อย่างใด มีเพียงการเพิ่มตัวเลือกสีใหม่ เทาเออร์เบิน (มุก) ในเกรด RS เท่านั้น

CR-V มีระยะห่างใต้ท้องถึงพื้นมากที่สุด ที่ 198 มม. (208 มม. ในเกรด RS 4WD) หรือมากกว่า X-Trail 2 มม. และ 21 มม. หากเทียบกับ Santa FE ซึ่งมีตัวถังใหญ่สุดในกลุ่ม หมายถึง CR-V สามารถลุยน้ำท่วมระดับฟุตบาท หรือขับขี่บนทางทุรกันดาร (ที่ไม่ถึงขั้นลุยหนัก) ได้ดี

จุดที่ควรพิจารณาถ้าคุณเป็นคนรักรถไม่ชอบเห็นรถเป็นรอย คือการใช้สีดำเงาในชิ้นส่วนตัวถังส่วนล่างรอบคันทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่ายมาก ในขณะที่ X-Trail ใช้สีดำเงาน้อยกว่าและมีบันไดกันชายล่างด้านข้างรถไว้ได้บ้าง และ Santa Fe ใช้สีดำเงาซึ่งทนการขีดข่วนได้ดีกว่ามาก

รถยนต์ Honda CR-V เจเนอเรชั่นที่ 6 เต็มคันในมุมหน้าตรง แสดงการปรับปรุงทัศนวิสัยด้านหน้าโดยเลื่อนส่วนล่างของเสา A ถอยหลัง 120 มม. ขยายกว้างออก 70 มม. และย้ายตำแหน่งกระจกมองข้างมาไว้ที่ข้างประตูเพื่อลดจุดอับสายตา

รถยนต์ Honda CR-V e:HEV RS เต็มคันในมุมท้ายเฉียง แสดงชิ้นส่วนตัวถังส่วนล่างรอบคันที่ตกแต่งด้วยสีดำเงา ซึ่งเป็นจุดที่เกิดริ้วรอยได้ง่ายสำหรับผู้ที่กังวลเรื่องรอยขีดข่วน
CR-V เจเนอเรชั่นที่ 6 นี้ มีฐานล้อยาวกว่ารุ่นที่แล้ว 40 มม. และดีไซน์ที่เน้นสัมผัสบึกบึนด้วยการนำแรงบันดาลใจจากรถกระบะขนาดเล็กของค่ายอย่าง Ridgeline และ SUV ร่างยักษ์ Passport TrailSport มาผสมผสาน จุดสำคัญคือการเพิ่มทัศนวิสัยด้านหน้า โดยปรับส่วนล่างเสา A เลื่อนถอยหลังราว 120 มม. และกว้างออก 70 มม. เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้ ร่วมด้วยการเปลี่ยนตำแหน่งกระจกมองข้างจากมุมหน้าต่างมาเป็นข้างประตู เพื่อลดจุดอับสายตา

กระจังหน้าขนาดใหญ่สีดำเงาอันเป็นลักษณะเฉพาะในตกแต่งของเกรด RS

หัวฉีดน้ำล้างกระจกที่ติดตั้งอยู่บนก้านปัดน้ำฝนโดยตรง เพื่อทำหน้าที่ลดการบดบังทัศนวิสัยของผู้ขับขี่ในขณะฉีดน้ำล้างกระจกหน้า
ในเกรด RS ได้การตกแต่งพิเศษด้วยสีดำเงาตามชิ้นส่วนต่างๆ ที่น่ากังวลคือชิ้นส่วนตัวถังด้านล่างซึ่งจะเกิดริ้วรอยได้ง่ายมาก เมื่อเทียบกับรถที่ใช้พลาสติกดำด้าน ถ้าคุณให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ควรพิจารณาติดฟิล์มกันรอยเพิ่มเติมก่อนเริ่มใช้งานรถ ส่วนที่ปัดน้ำฝนแบบมีหัวฉีดน้ำบนก้าน น่าจะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใหม่ที่เพิ่มเข้าไปในรุ่นปี 2026

ชุดไฟหน้า Full-LED มุมหน้าตรงขณะเปิดไฟหน้า แสดงการจัดวางไฟส่องสว่างหลักแบบ Multi-reflector ซ่อนหลอดไว้ด้านบนตามเอกลักษณ์ของ Honda

ชุดไฟหน้ามุมหน้าเฉียงขณะเปิดไฟส่องสว่างเวลากลางวัน ซึ่งไฟ DRL ทำหน้าที่เป็นไฟเลี้ยวแบบ Sequential ในตัว

ชุดไฟท้าย Full-LED ทรง L ในมุมเฉียง แสดงดีไซน์ที่มีความคล้ายคลึงกับ Honda City Hatchback
ชุดไฟหน้า Full-LED ใช้ไฟส่องสว่างหลักแบบ Multi-reflector ซ่อนหลอดไว้ด้านบน เอกลักษณ์เฉพาะ Honda ส่วนไฟ DRL เป็นไฟเลี้ยวแบบ Sequential ในตัว ชุดไฟท้ายทรง L เป็น Full-LED เช่นกัน แต่โดยส่วนตัวเราไม่ชอบการนำดีไซน์ของ City Hatchback มาใช้เท่าไหร่ ถ้าเป็นดีไซน์สไตล์ Accord จะให้ความรู้สึกหรูหรากว่านี้

ห้องโดยสาร: กว้างขวาง เพิ่มฟีเจอร์ใหม่

จุดสำคัญของ CR-V เวอร์ชั่นอัพเดตนี้ การใช้ Google แบบ Built-in เข้าไปในระบบ ทำให้ใช้งานแอปฯ และฟีเจอร์ต่างๆ ของ Google ได้โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อสมาร์ตโฟน (แต่ต้องใช้สัญญาณอินเตอร์เน็ต) ซึ่งใช้ประโยชน์ได้มากกว่า Apple CarPlay หรือ Android Auto เพราะชิปประมวลผลในรถจะทำการคำนวณและดึงคำสั่งบางส่วนผ่านระบบออนบอร์ดของรถโดยตรง จากการทดลองใช้จริงของ Torque Thailand พบว่าการโต้ตอบคำสั่งมีความลื่นไหล และทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันความบันเทิงในรถได้นิ่งกว่าตอนเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟน และตัดปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อ (โทรศัพท์) ไม่เสถียรไปได้เลย

ยิ่งไปกว่านั้น มีโอกาสสูงมากที่ในอนาคตอันใกล้จะสามารถใช้ฟีเจอร์ที่เปิดทางให้ Gemini เข้าถึงข้อมูลตัวรถ เพราะ CR-V รุ่นปี 2026 มีระบบ ‘Honda CONNECT’ ที่เชื่อมต่อข้อมูลสัญญาณตัวรถ (เช่น ปริมาณน้ำมัน, สถานะแบตเตอรี่, ไฟแจ้งเตือนหน้าปัด) ส่งขึ้นระบบคลาวด์อยู่แล้ว หากฟีเจอร์นี้พร้อมใช้งานในไทยจะทำให้ Gemini ดึงข้อมูลจากคู่มือรถ (แบบดิจิทัล) มาตอบคำถามผู้ขับขี่ อาทิ แนะนำวิธีการแก้ไขเบื้องต้นเมื่อมีไฟเตือนขึ้น หรือใช้คำสั่งเสียงสั่งเปิดแอร์, ถามสถานะรถได้ เป็นต้น

จุดเด่นที่มีอยู่แล้วของ CR-V คือพื้นที่ Legroom เบาะหลังที่กว้างขวางมาก ร่วมด้วยฟีเจอร์พับเบาะได้หลากหลายรูปแบบซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของ Honda เบาะคู่หน้าใหม่ใช้เทคโนโลยีที่ช่วยถ่ายเทความร้อนออกจากเบาะได้เร็วขึ้น ซึ่งจากการทดสอบของเราพบว่าเบาะสามารถไล่ความร้อนออกไปได้เร็วหลังจากจอดรถตากแดดแรงๆ เมืองไทยเป็นเวลานาน แต่ข้อสังเกตจากการใช้งานจริงของเราพบว่า มีไอร้อนจากหลังคากระจกแผ่ลงมาจนสัมผัสได้แม้ปิดม่านก็ตาม

ข้อเสียอื่นๆ นอกจากเรื่องความร้อนจากหลังคา คือจอส่วนกลางขนาดเล็กเพียง 9 นิ้ว เมื่อเทียบกับ X-Trail และ Santa Fe ที่ให้ขนาด 12.3 นิ้ว เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่วนจอสำหรับผู้ขับก็เปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลไม่ได้ (เปลี่ยนได้เฉพาะการเรียกดูข้อมูล)

แดชบอร์ดในห้องโดยสารส่วนบนที่มีพื้นผิวเรียบและลดทอนเส้นตัดเพื่อลดการสะท้อนบนกระจกหน้า พร้อมตะแกรงลายรังผึ้งครอบทับช่องแอร์ที่พาดยาวตลอดแนว
ภาพรวมของดีไซน์ห้องโดยสารเป็นไปตามทิศทางการออกแบบใหม่ของ Honda ส่วนบนของแดชบอร์ดมีพื้นผิวเรียบและลดทอนเส้นตัดลงเพื่อลดการสะท้อนขึ้นบนกระจกหน้าไม่ให้รบกวนสายตาขณะขับขี่ ใช้ตะแกรงลายรังผึ้งครอบทับช่องแอร์พาดยาวตลอดแนวกว้าง จุดประสงค์หลักไม่ใช่เพิ่มประสิทธิภาพกระแสลม แต่เพื่อเน้นย้ำความมินิมัล

เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้าที่ออกแบบให้มีรูปทรงโอบรับลำตัว เพื่อหน้าที่ในการลดความเมื่อยล้าของผู้ขับขี่และผู้โดยสารขณะเดินทางไกล

โลโก้ RS ปั๊มนูนบนพนักพิงเบาะคู่หน้าพร้อมงานเดินตะเข็บด้ายสีแดง ซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะของรุ่น RS

ปุ่มสวิตช์เปิดปิดระบบระบายอากาศเบาะคู่หน้าบนคอนโซล ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในรุ่นปี 2026 เพื่อช่วยระบายความร้อนจากเบาะ

เบาะนั่งแถวหลังในมุมมองกว้าง แสดงพื้นที่วางขาที่กว้างขวางอันเป็นจุดเด่นเดิมของ Honda CR-V พร้อมฟีเจอร์การพับเบาะที่หลากหลายตามเอกลักษณ์ของแบรนด์
สิ่งที่มัดใจผู้ซื้อ CR-V ได้เสมอ คือความกว้างขวางของห้องโดยสาร Honda เป็นแบรนด์ที่บริหารจัดการพื้นที่ภายในได้อย่างชาญฉลาด ตั้งแต่รถคอมแพคท์ไปจนถึง SUV ไซส์ใหญ่เช่นนี้ เบาะคู่หน้าแบบปรับไฟฟ้าออกแบบให้โอบรับลำตัวยิ่งขึ้นเพื่อลดความเมื่อยล้าขณะขับทางไกล ในรุ่นปี 2026 เพิ่มระบบระบายอากาศเบาะคู่หน้าเข้าไป เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทยมาก ส่วนเบาะหลังก็ปรับได้ถึง 8 รูปแบบ และมีพื้นที่รอบตัวกว้างขวาง

หน้าจอมาตรวัดดิจิทัลสำหรับผู้ขับขี่ ซึ่งเป็นระบบหน้าจอที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบดีไซน์การแสดงผลได้ โดยทำได้เพียงแค่เรียกดูข้อมูลการขับขี่เท่านั้น

หน้าจอมาตรวัดดิจิทัลสำหรับผู้ขับขี่ ซึ่งเป็นระบบหน้าจอที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบดีไซน์การแสดงผลได้ โดยทำได้เพียงแค่เรียกดูข้อมูลการขับขี่เท่านั้น

ปุ่มกดและสวิตช์ควบคุมบนก้านพวงมาลัยฝั่งขวา ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ

ปุ่มกดและสวิตช์ควบคุมบนก้านพวงมาลัยฝั่งซ้าย ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบอินโฟเทนเมนต์ภายในรถ
มาตรวัดดิจิทัลขนาด 10.2 นิ้ว สำหรับผู้ขับขี่ มีกราฟฟิกเรียบง่าย แยกการแสดงข้อมูลชัดเจน โดยฝั่งซ้ายเกี่ยวกับอินโฟเทนเมนต์ เลือกดูผ่านปุ่มหมุนฝั่งซ้ายของพวงมาลัย ด้านขวาแสดงข้อมูลเกี่ยวเนื่องกับการขับขี่ ควบคุมด้วยปุ่มหมุนฝั่งขวา น่าเสียดายที่ปรับเปลี่ยนดีไซน์การแสดงผลไม่ได้ ส่วนระบบ HUD สามารถแสดงการนำทางได้ในตัว

จอแสดงผลส่วนกลางบนแดชบอร์ดขนาด 9 นิ้ว ซึ่งมีขนาดเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่าง X-Trail และ Santa Fe ที่ติดตั้งหน้าจอขนาด 12.3 นิ้วมาให้เป็นมาตรฐาน

จอแสดงผลส่วนกลางบนแดชบอร์ดขณะแสดงไอคอนแอปพลิเคชันของ Google ซึ่งเป็นระบบ Google แบบ Built-in ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ ช่วยให้เปิดใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ ได้โดยตรงไม่ต้องเชื่อมต่อสมาร์ตโฟน
จุดเปลี่ยนสำคัญของ CR-V รุ่นปี 2026 คือการติดตั้ง Google Built-in มาให้เลย นั่นหมายถึงคุณสามารถใช้คุณสมบัติต่างๆ ของ Google ได้ทันทีผ่านจอส่วนกลาง โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อสมาร์ตโฟนก่อน ที่สำคัญคือ คุณอาจได้ใช้ฟีเจอร์ล้ำๆ ที่ผนวก Gemini เข้ากับรถยนต์ได้โดยตรงในอนาคต

หน้าจอกราฟฟิกของระบบปรับอากาศแบบ 2 โซน แสดงไอคอน Ion ของระบบควบคุมคุณภาพอากาศเพื่อทำให้อากาศในห้องโดยสารสะอาด

แท่นชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สายและช่องเชื่อมต่อ USB-C บนคอนโซลกลาง สำหรับทำหน้าที่ชาร์จไฟและเชื่อมต่อสมาร์ตโฟนเข้ากับหน้าจอส่วนกลาง

ลำโพง BOSE ที่ติดตั้งอยู่บนเสา A ซึ่งทำงานร่วมกับลำโพงรวม 12 ตัวรอบห้องโดยสาร Honda CR-V โดยใช้เทคโนโลยี Bose Centerpoint และระบบประมวลผล SurroundStage เพื่อให้เสียงคมชัดและเปิดกว้าง
เกรด RS มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกติดตั้งมาให้ครบครัน นั่นรวมไปถึงระบบปรับอากาศ 2 โซน พร้อมระบบควบคุณคุณภาพอากาศ, Wireless Charger, USB, และลำโพง 12 ตัวจาก Bose ที่ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับห้องโดยสารของ CR-V โดยเฉพาะ ใช้เทคโนโลยี Bose Centerpoint และระบบประมวลผลสัญญาณดิจิทัล SurroundStage ให้เสียงที่คมชัดและเปิดกว้างกับผู้โดยสารทุกคน ไม่ว่าจะนั่งอยู่ที่ตำแหน่งใดก็ตาม

ความปลอดภัย: เปลี่ยนมาใช้ BSI และเพิ่มระบบเตือนขณะถอยหลัง

เปลี่ยนจากระบบ ‘Lane Watch’ ที่ใช้กล้องบริเวณกระจกมองข้าง แสดงภาพด้านข้างขึ้นบนจอส่วนกลาง มาใช้ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตา (BSI – Blind Spot Information) แบบรถทั่วไป เมื่อเปรียบเทียบกับ Lane Watch ซึ่งเราเคยทดสอบไปกับ CR-V รุ่นก่อนหน้านี้ และน่าผิดหวังมาก เพราะการแสดงผลด้านข้าง (เฉพาะฝั่งซ้าย) ของกล้องมีความละเอียดต่ำมากๆ และไร้ประโยชน์เมื่อใช้งานตอนแสงน้อยหรือกลางคืน การ “หยุดดื้อ” กลับมาใช้ BSI ที่แม้จะไม่หวือหวา แต่ในแง่การใช้งานจริงนั้น ดีกว่า Lane Watch มาก

ลำโพง BOSE บนเสา A ของรถยนต์ Honda CR-V e:HEV RS ซึ่งรุ่นใหม่นี้ได้เปลี่ยนมาใช้ระบบเตือนจุดอับสายตา BSI แทนระบบ Lane Watch เดิมที่ Torque Thailand เคยทดสอบแล้วพบว่ากล้องฝั่งซ้ายมีความละเอียดต่ำและใช้งานในแสงน้อยได้ไม่ดี การกลับมาใช้ BSI จึงตอบโจทย์การใช้งานจริงได้ดีกว่า

ปุ่มสวิตช์ควบคุมระบบเบรกมือไฟฟ้าและระบบ Auto Brake Hold บนคอนโซลกลาง ที่ติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ปุ่มกดเปิดระบบกล้องมองภาพรอบทิศทางที่ติดตั้งอยู่บริเวณปลายสุดของก้านควบคุมระบบปัดน้ำฝนบนคอพวงมาลัย เพื่อให้ผู้ขับขี่กดเรียกดูภาพรอบตัวรถได้ด้วยตัวเอง
เปลี่ยนจากระบบ Lane Watch มาใช้ Blind-Spot ที่แจ้งเตือนบนกระจกมองข้างทั้งสองฝั่ง นอกจากนั้น ยังเพิ่มระบบตรวจจับวัตถุและเบรกอัตโนมัติเมื่อพบความเสี่ยงขณะถอยหลัง เติมเข้าไปในระบบ Honda Sensing เดิม ส่วนอุปกรณ์ความปลอดภัยอื่นๆ ก็มีให้เป็นหางว่าว นั่นรวมถึงเบรกมือไฟฟ้าและกล้องรอบทิศทางด้วย

สรุป – Honda CR-V ควรอยู่ในลิสต์ของคุณหรือไม่?

CR-V รุ่นปี 2026 ควรอยู่อันดับ 1 ในลิสต์ของคุณ โดยเฉพาะเมื่อมีตัวเปลี่ยนเกมอย่าง Google Built-in ซึ่งมีฟีเจอร์เด็ดๆ ตามออกมาให้ใช้อีกแน่นอนในอนาคต ประกอบกับจุดเด่นเรื่องความกว้างห้องโดยสาร และเป็น “C-SUV มหาชน” ทำให้ราคาขายต่อดี และหาอะไหล่ง่าย นี่จึงเป็นรถที่น่าสนใจที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุดอย่าง Hyundai Santa Fe และ Nissan X-Trail e-Power  

แต่ถ้าคุณไม่เกี่ยงว่าจะต้องเป็น HEV เท่านั้น, ไม่สนราคาขายต่อ หรือ Google Built-in ยังมีทางเลือกอีกมากมายในคลาสนี้ ซึ่งส่วนใหญ่มีราคาถูกกว่า CR-V มาก นั่นรวมถึงรถไฟฟ้าและ PHEV จากจีนซึ่งมีให้เลือกจนตาลาย

ตัวอักษรชื่อรุ่น CR-V บนฝาท้ายฝั่งซ้ายของตัวรถ ทำหน้าที่แสดงชื่อรุ่นรถยนต์อย่างเป็นทางการ

037 ภาพปิด

SPECIFICATIONS: HONDA CR-V e:HEV RS 2WD

https://www.honda.co.th/crv

Price

  • 1,669,000 Baht

Powertrain

Engine

  • 1993cc 4-cyl
  • 148ps @ 6100rpm
  • 183Nm @ 4500rpm

Electric Motor

  • 184ps @ 5000-8000rpm
  • 335Nm @ 0-2000rpm

Combine output

  • 207ps

Transmission

  • e-CVT Automatic
  • Front-wheel drive

Performance

  • n/a 0-100km/h
  • n/a top speed
  • 6km/l (Claimed, Eco Sticker), 18.1km/l at tested, 117g/km CO2

Weight

  • 1764kg

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Honda CR-V

ข้อดี ข้อเสีย ของ Honda CR-V e:HEV (2026) มีอะไรบ้าง?

ข้อดีคือ มี Google Built-in จึงงานฟีเจอร์ต่างๆ ของ Google ได้มากขึ้น เร็ว และเสถียรกว่าต่อกับสมาร์ตโฟน อาจได้ฟีเจอร์จาก Gemini และตัวช่วยการขับขี่เพิ่มขึ้นในอนาคต ทำให้ Up-to-date เสมอ จึงใช้รถได้ยาวหลายปี ห้องโดยสารที่กว้างขวางทุกที่นั่ง ขายต่อราคาดี ศูนย์บริการเยอะ อะไหล่หาง่าย ข้อเสียคือ จอส่วนกลางขนาดเล็ก และมีไอร้อนผ่านหลังคากระจกแม้ปิดม่านก็ตาม

สรุปจุดเด่น

  • มี Google Built-in
  • ห้องโดยสารกว้างทุกที่นั่ง ท้ายรถจุเยอะ
  • คันเดียว ใช้งานได้ครอบคลุม
  • ประหยัดน้ำมัน ระบบไฮบริดทำงานดีเยี่ยม
  • ราคาขายต่อดี ศูนย์ฯ เยอะ

สรุปจุดด้อย

  • จอส่วนกลางขนาดเล็ก
  • จอผู้ขับลูกเล่นน้อยมาก
  • ไม่ถึงขั้นแรงสะใจ
  • มีความร้อนส่งผ่านหลังคากระจก

คุ้มมั้ยถ้าจะซื้อ CR-V?

คุ้มค่าถ้าคุณอยากได้รถคันเดียวที่ใช้ได้ยาวๆ ครอบคลุมทุกการใช้งานทั้งในและนอกเมือง ทั้งยังขายต่อได้ราคาดี มีศูนย์บริการหาง่ายทั่วประเทศ แต่ต้องทำใจเรื่องจอส่วนกลางขนาดเล็ก และไม่แรงแบบหลังติดเบาะ

อัตราสิ้นเปลืองประมาณกี่ กม./ลิตร?

จากการทดสอบและใช้งานจริงของ Torque Thailand Honda CR-V e:HEV RS 2WD มีอัตราสิ้นเปลืองเมื่อขับแบบปกติ 18.1 กม./ลิตร, ขับแบบหนักหน่วงอยู่ที่ 12.3 กม./ลิตร และขับแบบเน้นประหยัดทำได้ถึง 21.7 กม./ชม.

ข้อมูลจาก Eco Sticker ระบุว่า รถรุ่นนี้ทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยที่ 19.6 กม./ลิตร (5.1 ลิตร/100 กม.)

โปรดทราบว่า ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ได้จากการทดสอบ เป็นเพียงค่าการใช้งานในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และจะแตกต่างไปตามรูปแบบการใช้งาน, น้ำหนักบรรทุก, พฤติกรรมการขับขี่ และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ

Honda CR-V ราคาเท่าไหร่?

รถที่เราใช้ในการขับทดสอบและใช้งานจริง คือเกรดรองท้อป e:HEV RS 2WD มีราคาจำหน่ายในไทยที่ 1,669,000 บาท

นอกจากนี้ยังมีเกรดอื่นๆ ให้เลือก คือ

  • e:HEV RS 4WD ราคา 1,749,000 บาท (ตัวท้อป)
  • e:HEV HuNT ราคา 1,609,000 บาท (ตกแต่งพิเศษ)
  • e:HEV ES ราคา 1,559,000 บาท
  • e:HEV S ราคา 1,409,000 บาท (เกรดเริ่มต้น)

โปรดทราบว่า ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง

มีรุ่นไหนใกล้เคียง / คู่แข่ง?

คู่แข่งของ Honda CR-V e:HEV RS 2WD คือรถ C-SUV ที่มีระบบส่งกำลังชนิดเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ดังนี้

  • Hyundai Santa FE Prestige ราคา1,664,000 บาท
  • Nissan X-Trail e-Power ราคา 1,699,000 บาท

โปรดทราบว่า ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง

มีการรับประกันหรือไม่?

Honda CR-V รับประกันคุณภาพตัวรถ 3 ปี หรือ 100,000 กม. รับประกันทั้งระบบไฮบริด นาน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และรับประกันเฉพาะแบตเตอรี่ไฮบริด (Lithium-ion) นาน 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

โปรดทราบว่า เงื่อนไขการรับประกันอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง

ใช้งานในเมือง / นอกเมืองได้ไหม?

Honda CR-V เหมาะทั้งใช้ในเมืองและขับต่างจังหวัด เพราะมีขนาดตัวถัง 4.7 เมตร ซึ่งเป็น Sweet Spot คือใหญ่พอสำหรับครอบครัว 4-5 คน พร้อมสัมภาระจัดเต็ม แต่ก็ไม่ใหญ่เกินไปเมื่อใช้งานในกรุงเทพฯ และยังมีพละกำลังเพียงพอต่อการใช้งานทุกรูปแบบอีกด้วย

ข้อมูลการทดสอบ

ข้อมูลทั้งหมดมาจากการทดลองขับจริงโดยผู้ทดสอบของ Torque

  • ผู้ทดสอบ: สุรเชษฐ์ เทียนทอง
  • รูปแบบการทดสอบ: ทดลองขับจริง
  • ระยะเวลารวม: 4 วัน
  • ระยะทางที่ทดสอบรวม: 4 กม.
  • สถานที่: กรุงเทพฯ, นครนายก

Check Also

Suzuki Fronx ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง แสดงประสิทธิภาพการทรงตัวและช่วงล่างที่ลดการเอียงตัวในโค้ง แต่มีข้อจำกัดเรื่องการยึดเกาะจากยางหน้าแคบในการเข้าโค้งแรงๆ

รีวิว Suzuki Fronx GLX Plus 2026 ราคา 799,000 บาท ขับง่าย แฮนด์ลิงดีเกินคาด

SUZUKI FRONX GLX PLUS (2026) รีวิว: ราคาเบา ใช้งานง่าย และขับสนุกเกินคาด! ความเห็นจาก Torque ความเรียบง่ายของ Suzuki Fronx คือจุดเด่นสำคัญ …