Breaking News

รีวิว Ford Ranger Wildtrak X 2026 กระบะดีเซล V6 พร้อมช่วงล่าง Bilstein และแร็ค FRS

รถกระบะ 2026 Ford Ranger Wildtrak X เต็มคันมุมหน้าเฉียง ในราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทย 1,469,000 บาท

FORD RANGER WILDTRAK X (2026) รีวิว: ออฟโรดแต่งเสร็จจากโรงงาน พร้อมขุมพลังดีเซล V6 ตัวแรง และบรรทุกได้มากขึ้นด้วย Flexible Rack System (FRS)

สรุปสั้นๆ: ความเห็นจาก Torque

ถ้าคุณต้องการ Ranger ขุมพลังดีเซล V6 ออปชั่นเต็ม ตอนนี้เหลือตัวเลือกเดียวคือ Wildtrak X (ไม่มี Wildtrak V6 ขายอีกแล้ว ส่วน Ranger Heavy Duty สำหรับใช้เฉพาะทาง) ทำให้คุณต้องยอมรับเรื่องความกระด้างที่เพิ่มขึ้นจากยาง All-Terrain, ล้อ 17 นิ้ว และช่วงล่างแดมเปอร์ Bilstein ไปด้วยโดยไม่มีทางเลือก ดังนั้น ถ้าคุณอยากได้กระบะพลังแรง ลูกเล่นแพรวพราว พร้อมลุยตั้งแต่ออกจากโชว์รูม สำหรับท่องเที่ยวแบบออฟโรดหนักๆ นี่คือหนึ่งในตัวเลือกที่ดีในกลุ่มรถกระบะด้วยกัน แต่ถ้าคุณแค่อยากได้ดีเซลแรงๆ ทว่าไม่ได้ใช้ประโยชน์จากยาง, ช่วงล่าง และ FRS คงต้องลองหาตัว V6 มือสอง หรือเลือกคันป้ายแดงที่แรงน้อยกว่า (และเทคโนโลยีไม่แน่นเท่า Ranger) อย่าง Toyota Travo 4Trex Overland Plus แทน

Torque’s Rating

หมวด

คะแนน

การบังคับควบคุม

9 / 10

พละกำลังและอัตราเร่งในการใช้งาน

9 / 10

ความอรรถประโยชน์

9 / 10

ความรู้สึกโดยรวมในการใช้งาน

8 / 10

ความคุ้มค่าเมื่อเทียบราคา

9 / 10

ควรซื้อถ้า…

อยากได้กระบะดีเซลพลังแรง และแต่งพร้อมลุยมาจากโรงงาน ไม่ต้องกังวลเรื่องผิดเงื่อนไขรับประกันตัวรถ (หากเอาไปแต่งเอง) เน้นเที่ยวออฟโรดหนักๆ พร้อมสัมภาระจัดเต็ม หรือใช้งานพื้นที่ทุรกันดารโดยต้องขนของขนาดใหญ่หรือยาวไปด้วยบ่อยๆ

ไม่ควรซื้อถ้า…

คุณใช้งานในเมืองเป็นหลักหรือท่องเที่ยวแบบไม่ลุยหนัก และ/หรือ เน้นประหยัดน้ำมันมากกว่าพละกำลัง เนื่องจากเครื่องยนต์ดีเซล V6 กินน้ำมัน และไม่ได้ใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์พิเศษที่ติดตั้งเพิ่มเข้าไป เช่น ยาง A/T, ช่วงล่าง Bilstein หรือชุดแร็ค FRS เป็นต้น

เหมาะกับใคร?

  • คนที่อยากได้รถกระบะดีเซลทรงพลัง
  • สายลุยออฟโรดหนักๆ
  • ชอบกางเต็นท์นอนบนหลังคารถ
  • คนที่ต้องขนสัมภาระเยอะๆ ใส่กระบะท้ายไม่ได้
  • คนที่ไม่อยากกังวลเรื่องแต่งรถแล้วผิดเงื่อนไขรับประกัน

ไม่เหมาะกับใคร?

  • คนที่ใช้งานในเมืองเป็นหลัก
  • คนที่เที่ยวแบบลุยไม่หนัก
  • เน้นประหยัดน้ำมัน

สมรรถนะและการขับขี่

แรงที่สุดในคลาสด้วยขุมพลังดีเซล V6 ขับสนุก เร่งทันใจ ช่วงล่างแดมเปอร์ Bilstein กระด้างแต่ควบคุมการเอียงอยู่หมัด เกาะถนนฟีลลิงรถสปอร์ต ขับออฟโรดง่ายดายด้วยยาง A/T ช่วงล่างสูงขึ้น และระบบขับเคลื่อนที่ทำงานได้ชาญฉลาดและแม่นยำ  

พละกำลัง: แรงระดับหัวแถวของกลุ่มกระบะ

Ranger Wildtrak X คือกระบะเครื่องยนต์ดีเซลที่ทรงพลังที่สุดในไทย ณ ตอนนี้ ด้วยกำลังสูงสุด 250 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ ให้อัตราเร่งทันใจตั้งแต่ออกตัวต่อเนื่องไปจนถึงความเร็วปลาย แต่ต้องแลกมาด้วยอัตราสิ้นเปลืองที่ “ดุ” เอาเรื่อง เราทำได้ 6.5 กม./ลิตร หากขับแบบเน้นทำความเร็ว และ 9.5 กม./ลิตร เมื่อขับแบบประหยัด จากการทดสอบพบว่า ในโหมด Eco ก็ไม่ได้ช่วยให้อัตราสิ้นเปลืองดีขึ้น

นอกจากเรื่องพละกำลังแล้ว ข้อดีอีกประการของเครื่องยนต์ดีเซล V6 คือเดินเบาเรียบและสั่นสะเทือนน้อยมาก (สั่นกว่าเบนซินเพียงเล็กน้อย) ขณะขับขี่ ไม่ว่าจะย่านความเร็วใดก็ตาม อย่างไรก็ตาม เสียงเครื่องยนต์ค่อนข้างดังเมื่อฟังจากนอกรถ แต่ไม่ได้ยินนักในห้องโดยสารเนื่องจากมีการเก็บเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดี

ช่องระบายอากาศหลังซุ้มล้อหน้า ตกแต่งด้วยตัวอักษร V6 ทำหน้าที่ระบายอากาศร้อนออกจากห้องเครื่องยนต์

ห้องเครื่องยนต์ดีเซล Lion เทอร์โบ 3.0 ลิตร V6 ให้กำลังสูงสุด 250 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร รองรับน้ำมันดีเซล B20
ขุมพลัง ‘Lion’ เทอร์โบดีเซล 3.0 ลิตร V6 ให้กำลังสูงสุด 250 แรงม้า ที่ 3,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร มีให้ใช้เต็มพิกัดตั้งแต่รอบต่ำเพียง 1,750 ยาวต่อเนื่องถึง 2,250 รอบ/นาที รองรับน้ำมันดีเซล B20 และด้วยการปรับช่วงล่างหน้าขยับเดินหน้าไปอีก 50 มม. จากการปรับโฉมครั้งล่าสุดของ Ranger ส่งผลให้เครื่องยนต์อยู่เยื้องมาด้านหลังช่วงล่างมากขึ้น จนอาจเรียกได้ว่าเป็นกระบะ “เครื่องยนต์วางกลางลำ-ด้านหน้า” ก็ไม่ผิดอะไร ช่วยให้การกระจายน้ำหนักดีขึ้น จึงทรงตัวได้ดีในโค้ง
คันเกียร์แบบ Joystick หรือ e-Shifter บนคอนโซลกลาง ควบคุมการทำงานของระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ รหัส 10R80 ด้วยระบบไฟฟ้า
ชุดเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ รหัส 10R80 ที่ติดตั้งมากับขุมพลัง V6 แตกต่างจากของรุ่น 2.0 ลิตร ตรงที่เป็นคันเกียร์แบบ Joystick ซึ่ง Ford เรียกว่า ‘e-Shifter’ การเลื่อนหัวเกียร์ไปมาจึงไม่ใช่การเปลี่ยนแบบกลไก (เหมือนของ 2.0 ลิตร) แต่เป็นระบบไฟฟ้าที่ไปสั่งการให้กลไกทำงานอีกที สังเกตได้จาก หากคุณเข้าเกียร์ใดๆ ค้างไว้ เมื่อเปิดประตูฝั่งคนขับ คันเกียร์จะเลื่อนไปตำแหน่ง P เอง… ใน Everest ใช้เกียร์ e-Shifter เพื่อทำงานร่วมกับระบบช่วยจอดอัตโนมัติ ซึ่งไม่มีใน Wildtrak X

การขับขี่เน้นสมรรถนะ: ทรงตัวในโค้งดีขึ้น ขับเร็วไม่ย้วย

บนถนนทั่วไป ต้องยกความดีความชอบให้กับแดมเปอร์จาก Bilstein ที่ช่วยลดการเอียงตัวขณะเข้าโค้งได้ดีกว่าใน Raptor เสียอีก! ด้วยการเซ็ตแบบ “แน่นหนึบ” ทำให้ช่วงล่างหน้ารับมือกับแรงเหวี่ยงขณะเข้าโค้งได้ดี จนรู้สึกได้ชัดว่าล้อนอกโค้งไม่ยุบจมมาก เมื่อเทียบกับ Raptor หรือ Wildtrak V6 รุ่นมาตรฐาน (ที่ยุติการขายไปแล้ว) อย่างไรก็ตาม ด้วยยาง A/T ทำให้รถมีอาการลื่นไถลเร็วกว่าเมื่อเทียบกับยาง H/T ดังนั้น ควรเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะเมื่อถนนเปียกลื่นที่แม้การใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ “4A” ช่วยได้จริง แต่ไม่ได้หมายถึงคุณจะปลอดภัยไปมากกว่ายาง H/T

เมื่อทดลองขับในทางลูกรัง พบว่าช่วงล่างแข็งเกินไปทำให้ไม่สามารถยืดกลับได้ทันเมื่อวิ่งผ่านผิวทางขรุขระด้วยความเร็ว ส่งผลให้ควบคุมทิศทางยากจนระบบควบคุมการยึดเกาะเข้ามาแทรกแซงบ่อย เทียบกับ Raptor ที่เซ็ตมานุ่มเพื่อจุดประสงค์นี้โดยเฉพาะ ทำให้ควบคุมรถได้ง่ายกว่า Wildtrak X มาก อย่างไรก็ตาม ข้อดีของแดมเปอร์ที่มี “ซับแทงค์” คือ สามารถลดความร้อนได้ดีกว่าเมื่อต้องทำงานถี่ๆ ต่อเนื่อง ทำให้คงประสิทธิภาพการเกาะถนนได้สม่ำเสมอกว่าเมื่อขับบนทางขรุขระยาวๆ แบบนี้ เทียบกับแดมเปอร์มาตรฐานที่อาจร้อนจนทำให้ค่าความหนืดลดลงจนไม่สามารถต้านแรงดีดของสปริงได้ และทำให้รถเกาะถนนน้อยลงตามไปด้วย

อีกข้อเสียที่พบเกี่ยวกับการขับขี่คือระบบเบรก ที่แม้จะทรงพลังเพียงพอที่จะจัดการกับทั้ง 250 แรงม้า แต่การเหยียบเบรกจังหวะแรกให้สัมผัสแข็งทื่อเหมือนเบรกไม่อยู่ ต้องเหยียบลึกขึ้นจึงจะเริ่มสร้างแรงเบรกได้มากพอจะชะลอความเร็ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่เพียงแต่ต้องปรับตัวสักหน่อยเพื่อให้คุ้นชิน

ช่วงล่างด้านหน้า ติดตั้งแดมเปอร์ Bilstein แบบมีซับแทงค์ที่ผลิตขึ้นเฉพาะรุ่น ทำงานร่วมกับสปริงขด FoMoCo

ช่วงล่างด้านหลัง ติดตั้งแดมเปอร์ Bilstein แบบมีซับแทงค์ที่ผลิตขึ้นเฉพาะรุ่น จับคู่กับชุดแหนบจำนวน 6 แผ่น
แดมเปอร์ Bilstein แบบมีซับแทงค์ ผลิตขึ้นเพื่อ Wildtrak X (และ Ranger Tremor) โดยเฉพาะ ด้านหน้าทำงานร่วมกับสปริงขด FoMoCo ซึ่งเป็นอะไหล่ของ Ford เอง ส่วนด้านหลังจับคู่กับแหนบจำนวน 6 แผ่น (มากกว่ารุ่นมาตรฐาน 1 แผ่น)

ปุ่มหมุนเลือกรูปแบบการขับขี่บนคอนโซลกลาง ใช้สำหรับเลือกขับเคลื่อน 4 รูปแบบ 2H/4H/4A/4L และโหมดการขับขี่ 6 รูปแบบ

ภายในห้องโดยสารขณะขับขี่เลี้ยวโค้ง โดยแดมเปอร์ Bilstein ที่เซ็ตแบบแน่นหนึบช่วยให้ช่วงล่างหน้ารับมือกับแรงเหวี่ยงขณะเข้าโค้งได้ดี แต่จะแข็งเกินไปเมื่อขับเร็วบนทางลูกรังขรุขระทำให้ยืดกลับไม่ทันและควบคุมทิศทางยาก
ด้วยช่วงล่างที่เซ็ตมาค่อนข้างแข็ง ทำให้เข้าโค้งได้ดี เอียงตัวน้อย เมื่ออยู่บนถนนปกติ แต่ต้องแลกมาด้วยอาการล้อลอยตัว (ยืดกลับมาแตะพื้นไม่เร็วพอ) เมื่อวิ่งบนทางลูกรังหรือถนนขรุขระ ทำให้พวงมาลัยเบาจนควบคุมทิศทางยากแม้ใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบแปรผัน (4A) แล้วก็ตาม

 การขับขี่ออฟโรด: แดมเปอร์และยาง A/T ช่วยยกระดับศักยภาพให้สูงขึ้น

Ford Ranger มีพื้นฐานที่ดีมากอยู่แล้วในเรื่องการบุกตะลุย ด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ชาญฉลาด สามารถบริหารจัดการอัตโนมัติเพื่อผ่านอุปสรรคต่างๆ ได้ง่ายดาย จนสายออฟโรดมือใหม่ก็ยังลุยหนักได้อย่างไม่ต้องกังวล แค่เลือกเป็น “4L” แล้วขับไป ที่เหลือปล่อยให้ระบบต่างๆ ทำหน้าที่ของมันไปก็พอ

การเพิ่มยาง A/T และเปลี่ยนมาใช้แดมเปอร์ Bilstein จึงเหมือนการได้รองเท้าและขาที่เหมาะกับการท่องป่ามากขึ้น ระยะห่างใต้ท้องเพิ่มขึ้น 26 มม. เมื่อเทียบกับรุ่นมาตรฐาน ได้มาจากเส้นผ่าศูนย์กลางยางราว 7 มม. และแดมเปอร์ที่ “ดัน” ให้ช่วงล่างยืดสูงขึ้น 20 มม. จากการเซ็ตให้แข็งกว่าปกติ ในการทดลองขับเส้นทางออฟโรดช่วงสั้นๆ พบว่า ความแข็งที่เพิ่มขึ้นทำให้ได้สัมผัสแบบรถ “คานแข็ง (Solid Axle) หน้า-หลัง” มากขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะช่วงล่างหน้าที่สามารถดันล้อฝั่งยุบเมื่อขับบนเนินสลับให้ไม่จมมิดได้ จึงเพิ่มระยะห่างใต้ท้องช่วงอ่างน้ำมันเครื่อง ลดโอกาส “แขวน” ลงได้ เมื่อรวมกับดอกยางแบบ A/T ทำให้ตะกุยผ่านได้ง่ายขึ้น

แรงบิด 600 นิวตันเมตร มีให้ใช้เต็มพิกัดที่รอบต่ำเพียง 1,750 รอบ/นาที ร่วมด้วยเกียร์ 1 อัตราทด 4.696:1 ทำให้ Wildtrak X ไต่เนินชันได้สบาย จุดเด่นคือระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ ที่สามารถปล่อยให้รถ “คลาน” ขึ้นเนินหรือบ่อโคลนได้แบบเนียนๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจับคู่กับขุมพลัง V6 นี้ Wildtrak X ทำได้ใกล้เคียงกับตัวลุยระดับหัวแถวอย่าง Land Rover Defender (ซึ่งมีระบบนี้เหมือนกัน) ที่ Torque Thailand เคยนำมาขับทดสอบ เลยทีเดียว

ถ้าคุณเป็นสายแคมปิ้ง หรือเที่ยวแบบไปทั้งครอบครัวพร้อมสัมภาระจัดเต็ม จะยิ่งชอบ Ranger Wildtrak X แน่นอน ด้วยการติดตั้ง ‘FRS’ (Flexible Rack System) มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อเพิ่มพื้นที่วางสัมภาระ (โดยเฉพาะที่ยาวๆ) หรือกางเต็นท์บนนั้นได้ เพราะรับน้ำหนักสูงสุด 250 กก. (เมื่อจอดรถเท่านั้น) จากที่เราทดลองใช้พบว่า ใช้งานได้สะดวก, ง่าย และเบาแรงจนสามารถทำคนเดียวได้สบาย

จอแสดงผลสำหรับผู้ขับขี่ แสดงกราฟฟิกและสีสันเฉพาะของโหมดขับเคลื่อนออฟโรด Mud/Ruts
ใช้เกียร์ทรานส์เฟอร์จาก BorgWarner ที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน มีรูปแบบการขับขี่ให้เลือกหลากหลาย โดยสำหรับออฟโรดมีให้เลือก 2 แบบ คือ ‘Mud/Ruts และ ‘Sand’ แต่ละโหมดจะแสดงกราฟฟิกและสีสันบนจอแสดงผลของผู้ขับแตกต่างกันไป

ปุ่มกดเข้าโหมด Trail Control บนคอนโซลกลาง สำหรับเปิดใช้งานระบบอำนวยความสะดวกในการขับขี่ออฟโรดเพิ่มเติม

จอแสดงผลส่วนกลาง แสดงปุ่มระบบสัมผัสของระบบ Offroad Cruise Control และระบบล็อกเฟืองท้าย ภายใต้ฟีเจอร์ Trail Control
Ford Ranger Wildtrak X มาพร้อมระบบล็อกเฟืองท้ายล้อหลัง และฟีเจอร์ ‘Trail Control’ ที่เรียกใช้งานได้จากปุ่มบนคอนโซลกลาง ประกอบด้วย ระบบ Offroad Cruise Control ที่มีประโยชน์มากเมื่อขับขี่ออฟโรด เพราะสามารถตั้งความเร็วเดินหน้าได้ต่ำถึง 1-2 กม./ชม. (สูงสุด 15 กม./ชม. เมื่อใช้ 4L และ 32 กม./ชม. สำหรับ 4H/4A/2H) ช่วยให้ผู้ขับไม่ต้องกังวลกับการประคองคันเร่ง เพื่อมุ่งสมาธิไปที่การควบคุมพวงมาลัยเป็นหลัก และระบบนี้ยังสามารถล็อกความเร็วให้คงที่ขณะถอยหลัง (สูงสุด 8 กม./ชม.) ได้อีกด้วย
จอแสดงผลส่วนกลาง แสดงปุ่มระบบสัมผัสเปิด-ปิดระบบช่วยเลี้ยวในที่แคบ Trail Turn ทำหน้าที่หยุดล้อด้านในโค้งอัตโนมัติเพื่อลดวงเลี้ยวลง 25%
ระบบช่วยเลี้ยวในที่แคบ ‘Trail Turn Assist’ เป็นส่วนหนึ่งของฟีเจอร์ ‘Trail Control’ ที่จะหยุดล้อด้านในโค้งอัตโนมัติเพื่อลดวงเลี้ยวให้แคบลง ช่วยแก้ Pain Point ของขนาดตัวถังได้ในระดับหนึ่ง โดย Ford เคลมว่าทำให้วงเลี้ยวแคบลงถึง 25% หรือจาก 6.45 เมตร เหลือเพียง 4.84 เมตร (เมื่อใช้การคำนวณ) พอๆ กับ Toyota Yaris เลยทีเดียว!
ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว และยาง A/T ขนาด 265/70 อุปกรณ์มาตรฐานที่ช่วยเพิ่มความสูงให้ตัวรถประมาณ 7 มม.
ให้ยาง A/T ขนาด 265/70 และล้อ 17 นิ้ว เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ทำให้ได้ความสูงเพิ่มขึ้นประมาณ 7 มม. เมื่อเทียบกับรุ่นมาตรฐานที่ใช้ยาง H/T ขนาด 255/65 กับล้อ 18 นิ้ว ทั้งยังได้เปรียบเมื่อขับขี่บนถนนลูกรังหรือดินโคลนเนื่องจากมีระยะห่างและความลึกร่องดอกยางมากกว่า จึงยึดเกาะพื้นผิวได้ดียิ่งขึ้น

การขับขี่นอกเมือง: เงียบ เร่งดี ช่วงล่างแข็งแต่หนึบ

Torque Thailand ทดลองขับ Ford Ranger Wildtrak X ออกต่างจังหวัด พบว่ามีจุดเด่นหลายประการ อย่างแรกคือห้องโดยสารที่ลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดี แม้ใช้ความเร็ว 120 กม./ชม. มีเพียงเสียงลมปะทะกระจกมองข้างและเสา A ให้ได้ยินบ้าง ส่วนเสียงเครื่องยนต์ดังเข้ามาน้อยมากแม้ตอนเร่งความเร็ว นอกจากนั้น ด้วยแร็คหลังคาที่สามารถพับเก็บส่วนที่เป็นคานขวาง (พับมารวมเป็นส่วนหนึ่งของราวแนวยาว) จึงช่วยไม่ให้เกิดเสียงลมบริเวณหลังคา ต่างจากแร็ค Aftermarket ส่วนใหญ่ที่พับไม่ได้ ที่มักต้านลมจะเกิดเสียงดังเข้ามา

การขับขี่เดินทางไกลที่ความเร็ว 100-120 กม./ชม. เกียร์จะพยายามเปลี่ยนสู่เกียร์ 10 ซึ่งมีอัตราทดเพียง 0.636:1 เพื่อลดอัตราสิ้นเปลือง และจะเปลี่ยนลงมาที่ราวเกียร์ 7 (Direct Drive อัตราทด 1:1 ) หรือ 8 (เกียร์ Overdrive ที่ 1 อัตราทด 0.854) หากคุณกดคันเร่งเพิ่มเล็กน้อย แต่ด้วยพละกำลังของเครื่องยนต์ V6 จึงเพียงพอต่อการแซง แต่ถ้าคุณกดคันเร่งจนมิดพรมเกียร์จะชิฟต์ข้ามอัตราทด (ซึ่งอาจลงจาก 10) มาถึงเกียร์ 6 หรือ 5 ขึ้นอยู่กับความเร็วขณะนั้น ทันที ช่วยลดเวลาในการเร่งแซงลงได้อย่างมาก และแน่นอนว่า คุณจะได้สัมผัสกับแรงฉุดในแบบที่ไม่มีกระบะแบรนด์ใดเทียบเคียงได้!

ช่วงล่างที่ขึงตึงกว่ารุ่นมาตรฐาน เหมือนกับคุณกำลังขับรถสปอร์ตในโหมด Sport+  มีข้อดีคือ ด้านหน้าควบคุมการ ยืด-ยุบ ของช่วงล่างได้ดีมาก โดยเฉพาะเมื่อขับผ่านถนนเป็นคลื่นลอน ซึ่งรุ่นมาตรฐานรวมถึง Raptor จะมีอาการ ยืด-ยุบ เหมือนเรือโต้คลื่น แต่กับแดมเปอร์ Bilstein ใน Wildtrak X กลับไม่มีอาการดังกล่าว ให้ความรู้สึกเหมือนรถเก๋งสมรรถนะสูง แต่ปัญหาคือช่วงล่างด้านหลังที่แข็งขึ้นมาก (จากที่เอนเอียงไปทางแข็งอยู่แล้ว เพราะเป็นแบบแหนบแผ่น) แม้จะไม่ดีดเหมือนกระบะทั่วไป แต่ก็อาจไม่ถูกใจสมาชิกในครอบครัวนัก ดังนั้น ถ้าคุณชอบฟีลแบบรถสปอร์ต นี่คือรถที่ใช่ และหาไม่ได้จากกระบะทั่วไปแน่นอน แต่ถ้าคุณเน้นนุ่มนวลนั่งสบาย เราไม่แนะนำ Wildtrak X ครับ

Ford Ranger Wildtrak X เต็มคันหน้าเฉียงขณะวิ่งด้วยความเร็วเดินทางไกล 100-120 กม./ชม. ซึ่งเกียร์จะเปลี่ยนสู่เกียร์ 10 เพื่อประหยัดน้ำมัน โดยช่วงล่างให้ฟีลแน่นหนึบสไตล์รถสปอร์ตแต่ช่วงล่างหลังจะแข็งขึ้นมาก ไม่เน้นความนุ่มนวล
ช่วงล่างพิเศษของ Wildtrak X ให้สัมผัสขึงตึงแบบรถสปอร์ต ควบคุมการเอียงตัวขณะเข้าโค้งได้ดีมาก จึงขับขี่ด้วยความเร็วเมื่อเดินทางไกลได้อย่างมั่นใจ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความกระด้างที่มากกว่ารุ่นมาตรฐานแบบรู้สึกได้ทันที โดยเฉพาะกับช่วงล่างด้านหลัง

การขับขี่ในเมือง: ไม่คล่องแคล่ว เพราะตัวถังใหญ่

ปัญหาเรื่องขนาดตัวถังทำให้ไม่มีรถกระบะแบรนด์ใดเหมาะกับการใช้งานในเมือง แต่สำหรับ Ford Ranger Wildtrak X อาจเป็นปัญหามากกว่าคันอื่นเนื่องจากใหญ่โตกว่าใคร (ถ้าไม่นับ GWM Poer ซึ่งเป็นคลาส Full-size) แถมยังสูงและกว้างกว่ารุ่น Wildtrak มาตรฐาน 30 มม. ทำให้ขับยากขึ้นอีกเล็กน้อย

เรื่องอื่นๆ ที่ควรนำมาพิจารณาหากคุณต้องการใช้ Wildtrak X ในเมือง คือความแข็งของช่วงล่าง, การกินน้ำมัน และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ

หากคุณไม่มีปัญหากับเรื่องดังกล่าวข้างต้น Wildtrak X เป็นรถที่มีความสะดวกสบายครบครัน ใกล้เคียงกับ SUV ของค่ายอย่าง Everest ทั้งอุปกรณ์มาตรฐานและบรรยากาศในห้องโดยสาร ตลอดจนการเก็บเสียงที่ดีเยี่ยม พวงมาลัยเบามือที่ความเร็วต่ำ และยังกระฉับกระเฉงจากเครื่องยนต์ที่มีแรงม้าและแรงบิดสูง ในขณะที่เกียร์ก็เปลี่ยนขึ้นลงได้ราบรื่นไม่สะดุด

มิติกระบะท้ายรถ Ford Ranger Wildtrak X มุมท้ายตรง มีขนาดความกว้าง 1,420 มม. ยาว 1,564 มม. และสูง 540 มม.
เช่นเดียวกับรถกระบะอื่นๆ Wildtrak X ยาว 5.37 เมตร และกว้าง 1.95 เมตร (มากกว่ารุ่นมาตรฐาน 30 มม.) ส่วนความสูงอยู่ที่ 1.91 เมตร (สูงกว่ารุ่นมาตรฐาน 30 มม.) ทำให้ใช้งานได้ไม่คล่องนักในเมือง แต่ถ้าพูดถึงเฉพาะความสบายในห้องโดยสาร ต้องบอกว่าไม่ต่างจาก SUV อย่าง Everest เลยทีเดียว จึงนั่งสบายแม้ต้องอยู่ท่ามกลางรถติดนานๆ ก็ตาม
พวงมาลัยระบบบังคับเลี้ยวไฟฟ้า ทำหน้าที่ให้น้ำหนักเบามือที่ความเร็วต่ำ และปรับน้ำหนักให้เหมาะสม ตอบสนองฉับไวที่ความเร็วสูง
ระบบบังคับเลี้ยวไฟฟ้าให้น้ำหนักเบามือที่ความเร็วต่ำ เพิ่มความสะดวกขณะกลับรถหรือจอดได้มากยิ่งขึ้น แต่ก็ให้น้ำหนักเหมาะสม, ตอบสนองฉับไว และสื่อสารล้อหน้ามาสู่มือได้ดีขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง

ดีไซน์ภายนอก: เด่นที่ชุดแร็ค ‘FRS’

เวอร์ชั่น X เป็นการเพิ่มอุปกรณ์เข้าไปใน Wildtrak ขับเคลื่อนสี่ล้อ รุ่นมาตรฐาน และตกแต่งด้วยสีดำเงา ในชิ้นส่วนที่เคยเป็นสีเทาเข้ม เช่น กระจังหน้า, กระจกมองข้าง, บันไดหลัง เป็นต้น

จุดที่โดดเด่นของตัวถังภายนอก คือการติดตั้งชุดแร็ค FRS (Flexible Rack System) ประกอบด้วยแร็คบนหลังคาและบาร์แบบเลื่อนได้บนกระบะที่เรียกว่า Sliding Load Rack ล็อกตำแหน่งที่ต้องการได้ 5 ตำแหน่ง ด้านบนสุดของบาร์มีคานระดับความสูงเท่ากับ Folding Roof Racks (ราวหลังคาพับได้) บนหลังคาห้องโดยสารพอดี ทำให้สามารถวางของยาวๆ เช่น บันได, เซิร์ฟบอร์ด หรือเรือแคนู พาดขนานไปกับตัวรถได้อย่างมั่นคง รับน้ำหนักสูงสุดขณะขับขี่ 80 กก. และ 250 กก. เมื่อจอด เพียงพอสำหรับกางเต็นท์ได้ พร้อมช่องเสียบปลั๊กไฟ 230V ที่รองรับได้สูงสุด 400W ที่ท้ายกระบะ สำหรับต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า

นอกจากนั้น ยังปรับให้เหมาะกับการขับขี่พื้นที่ห่างไกลและการลุยมากขึ้นด้วยไฟ ‘AUX Lamp’ ติดตั้งรวมอยู่ในกระจังหน้า ทำงานเมื่อเปิดไฟสูง จากการทดสอบของเราพบว่าให้การส่องสว่างเพิ่มเติมได้ไกลขึ้น ส่วนบันไดข้างผลิตจากอลูมิเนียมออกแบบให้รับแรงได้มากขึ้นพร้อมช่องสำหรับระบายน้ำและโคลนออกจากบันไดขณะลุย แนวทางเดียวกับบันไดของ Raptor และ Heavy Duty

จุดที่ไม่ถึงกับเป็นข้อเสีย แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่มี คืออักษร ‘Wildtrak X’ (รุ่นนี้ที่จำหน่ายในออสเตรเลีย มีมาให้) แต่เป็น ‘Wildtrak’ แบบเดียวกับรุ่นมาตรฐาน ทำให้ลดความรู้สึก “พิเศษ” ไปเล็กน้อย

Folding Roof Rack หรือแร็คหลังคาแบบพับเก็บได้ ในชุด FRS คานขวางพับกางง่าย ปรับระยะห่างได้ 2 รูปแบบ รองรับน้ำหนักสูงสุด 80 กก. ขณะขับ และ 250 กก. เมื่อจอด

แร็คหลังคามุมสูงด้านบนส่วนท้าย แสดงการปรับระยะห่างของคานขวางแบบค่าเริ่มต้นห่าง 1,000 มม. และแบบใกล้ห่าง 850 มม.

ฝาครอบที่ปลดล็อกคานขวางของแร็คหลังคา ทำหน้าที่ยกขึ้นเพื่อปลดล็อกและหมุนคานข้ามไปล็อกกับอีกฝั่งได้ง่าย
Folding Roof Rack หรือแร็คหลังคาแบบพับเก็บ (คานขวาง) ได้ เป็นส่วนหนึ่งของชุด FRS (Flexible Rack System) ตัวคานขวางพับและกางออกได้ง่ายเพียงยกฝาครอบที่ส่วนปลายของคานแต่ละชิ้นขึ้น แล้วหมุนขวางข้ามไปล็อกกับอีกฝั่ง สามารถปรับระยะห่างได้ 2 รูปแบบคือ แบบค่าเริ่มต้น (เหมือนแสดงในภาพ) ห่าง 1,000 มม. และแบบใกล้ โดยเลื่อนคานด้านหลังมาข้างด้าน จะได้ระยะห่าง 850 มม. สามารถรับน้ำหนักได้สูงสุด 80 กก. ขณะขับขี่ และ 250 กก. เมื่อจอดรถ

Sliding Load Rack หรือบาร์เลื่อนล็อกได้ 5 ตำแหน่งบนกระบะท้าย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุดแร็ค FRS (Flexible Rack System) ทำหน้าที่รองรับการวางสิ่งของทรงยาวขนานไปกับตัวรถได้อย่างมั่นคง

คานรองรับบน Sliding Load Rack บริเวณกระบะท้าย ทำหน้าที่ยกขึ้นให้ความสูงเสมอแร็คหลังคา รองรับสิ่งของยาว 1,470 ถึง 2,559 มม. น้ำหนักสูงสุด 80 กก. ขณะขับขี่
Sliding Load Rack ปรับได้รวม 5 ตำแหน่ง ด้วยการบีบคันโยก (บริเวณช่องด้านข้างของบาร์) ฝั่งใดฝั่งหนึ่งก็ได้ สามารถทำได้ง่ายและลื่นไหลแทบไม่ต้องออกแรงเพราะมีระบบลูกปืน 4 ชุดภายในราง เมื่อยกคานรองรับด้านบนขึ้น เพื่อให้ความสูงเสมอกับคานของแร็คหลังคา ทำให้คุณสามารถวางสิ่งของที่มีความยาว 1,470 มม. (บาร์ชิดกับห้องโดยสาร) ไปจนถึง 2,559 มม. (บาร์อยู่ปลายสุดของกระบะ) ได้ รองรับน้ำหนักสูงสุด 80 กก. ขณะขับขี่ และ 250 กก. เมื่อจอดรถ เช่นเดียวกับแร็คหลังคา นอกจากนั้น ถ้าต้องการ คุณสามารถติดตั้งฝาปิดกระบะแบบควบคุมด้วยไฟฟ้า (เหมือนที่มีใน Raptor เครื่องดีเซล 2.0) เพิ่มเข้าไปกับชุดแร็คนี้ได้อีกด้วย

ชุดไฟหน้า LED แบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน DRL ทรง C-clamp

ชุดไฟ AUX Lamp บนกระจังหน้า ทำหน้าที่ส่องแสงแบบพุ่งไกล โดยจะทำงานร่วมกับการเปิดไฟสูงของระบบ Matrix LED

ไฟสูง Matrix LED ขณะเปิดทำงาน ทำหน้าที่ปรับส่องสว่างอัตโนมัติโดยไม่รบกวนสายตารถคันอื่น

ไฟสปอตไลต์บนกันชนหน้า ทำหน้าที่ส่องสว่างเพิ่มทัศนวิสัยในสภาพแวดล้อมฝนตกหรือหมอกลงจัด
Wildtrak X ให้ไฟ AUX Lamp ซึ่งเป็นลำแสงแบบพุ่งไกลมาให้ด้วย โดยจะทำงานเมื่อเปิดไฟสูงหรือเมื่อไฟสูงอัตโนมัติของระบบ Matrix LED ทำงานเต็มที่ (ไม่มีรถสวนมา) เท่านั้น ส่วนไฟหน้า LED เปิด-ปิด อัตโนมัติ และ DRL ทรง C-clamp ตลอดจนสปอตไลต์ เป็นแบบเดียวกับเกรดมาตรฐาน

ชุดไฟท้ายแบบ Full LED ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานบริเวณท้ายกระบะรถ

ช่องต่อไฟฟ้าในกระบะท้าย ทำหน้าที่จ่ายกระแสไฟสำหรับเสียบปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไปเพื่อความสะดวกขณะแคมปิ้งหรือทำงานนอกสถานที่

บันไดข้างที่ติดตั้งบริเวณปลายกระบะท้ายด้านข้าง ทำหน้าที่สำหรับเหยียบปีนขึ้นหยิบสิ่งของในกระบะท้ายได้สะดวกยิ่งขึ้น
ชุดไฟท้าย LED เป็นแบบเดียวกับรุ่นมาตรฐานเช่นกัน ฝาท้ายมาพร้อมระบบผ่อนแรงจึงเปิดปิดได้เบามือมาก ในกระบะมีให้เพียงจุดจ่ายไฟ 230V/400W แต่ไม่มีจุดจ่าย 12V/180W มาให้เหมือน Wildtrak V6 มาตรฐาน บันไดข้างที่ปลายกระบะก็เป็นอุปกรณ์แบบเดียวกับรุ่นมาตรฐาน

กระจังหน้าและชิ้นส่วนตกแต่งส่วนหน้าเปลี่ยนเป็นสีดำเงา Asphalt Black แทนสีเทาเพื่อเพิ่มความแตกต่างจากรุ่นมาตรฐาน

ตัวอักษร WILDTRAK บนฝาท้ายกระบะ ซึ่งใช้รูปแบบเดียวกับรุ่นมาตรฐานโดยไม่มีอักษรระบุชื่อรุ่นย่อย Wildtrak X ส่งผลให้ลดความรู้สึกพิเศษลงไปเล็กน้อย
ชิ้นส่วนที่เคยเป็นสีเทา ‘Boulder Grey’ ของรุ่นมาตรฐาน อาทิ กระจังหน้าและส่วนกลางกันชนหน้า, กระจกมองข้าง, บันไดหลัง ถูกเปลี่ยนเป็นสีดำเงา ‘Asphalt Black’ ช่วยเพิ่มความแตกต่างได้เล็กน้อย แต่น่าเสียดายที่ยังคงใช้อักษร ‘Wildtrak’ ธรรมดา ต่างจากเวอร์ชั่นที่ขายในออสเตรเลีย ซึ่งใช้ ‘Wildtrak X’ ที่ฝาท้าย และยังมีที่ประตูหน้าอีกด้วย ส่วนฝากระโปรงหน้าในไทยใช้อักษร ‘RANGER’ ในขณะที่ออสเตรเลียเป็น ‘WILDTRAK’

บันไดข้างใต้ประตูรถโครงอลูมิเนียมและเหล็กหล่อ ออกแบบให้ยื่นรับฐานล้อที่กว้างขึ้น 30 มม. เพื่อป้องกันหินดีดใส่สีตัวถังด้านข้าง

ร่องสลักและปุ่มกันลื่นบนพื้นผิวบันไดข้าง ทำหน้าที่ช่วยสลัดดิน โคลน ทรายออกจากรองเท้า และระบายน้ำออกขณะลุย
บันไดข้างโครงอลูมิเนียมและเหล็กหล่อ ออกแบบให้ยื่นรับกับฐานล้อที่กว้างขึ้น 30 มม. เพื่อป้องกันไม่ให้หินดีดขึ้นมาทำลายสีตัวถังด้านข้างรถ พื้นผิวส่วนที่เหยียบออกแบบมาให้มีร่องสลักและปุ่มกันลื่น ทั้งยังช่วยสลัดดิน โคลน หรือทรายออกจากรองเท้าได้ง่ายกว่าบันไดข้างของรุ่น Wildtrak ปกติ และช่วยระบายน้ำหรือโคลนออกขณะลุยได้อีกด้วย ส่วนใต้ท้องรถติดตั้งแผ่นกันกระแทกมาให้เรียบร้อย

รถกระบะเต็มคันหน้าตรง แสดงระยะห่างใต้ท้องที่สูงขึ้น 26 มม. และความกว้างฐานล้อเพิ่มขึ้น 30 มม. สามารถลุยน้ำลึกสูงสุด 800 มม.

ตัวถังรถเต็มคันมุมท้ายเฉียงในสีส้มประกายทองมุก 3 ชั้น Ignite Orange ซึ่งจะสะท้อนเป็นสีเหลืองทองเมื่ออยู่กลางแดดและเข้มขึ้นเมื่ออยู่ในร่ม
ด้วยยางและแดมเปอร์ใหม่ ทำให้ Wildtrak X มีระยะห่างใต้ท้องสูงขึ้น 26 มม. เมื่อเทียบกับรุ่นปกติ และยังกว่ากว่าเดิม 30 มม. อีกด้วย สามารถลุยน้ำลึกได้สูงสุด 800 มม. ส่วนสีส้ม ‘Ignite Orange’ เป็นสีเดียวกับ ‘Cyber Orange’ ซึ่งเป็นสีพระเอกของ Ford Bronco และ Mustang Mach-E ด้วย มีให้เลือกเฉพาะเกรด Wildtrak X (และ Wildtrak มาตรฐาน) ต้องเพิ่มเงินอีก 10,000 บาท ตัวเนื้อสีจริงๆ เป็นสีส้มประกายทองแบบมุก 3 ชั้น (Tri-coat Metallic) ซึ่งเมื่ออยู่กลางแดดจะสะท้อนแสงออกเป็นสีเหลืองทองเหลือบส้ม และเมื่ออยู่ในร่มจะดูเข้มเป็นสีส้มสว่าง

ดีไซน์ห้องโดยสาร: เพิ่มช่องต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า

เนื่องจาก Wildtrak X ผลิตขึ้นสำหรับสายลุยหนักหรือท่องเที่ยว จึงมาพร้อมกับจุดต่อสายไฟ 6 ตำแหน่ง รอบตัวรถ พร้อมสวิตช์ เปิด-ปิด ในห้องโดยสาร สำหรับต่ออุปกรณ์เสริมที่คุณต้องการ อาทิ สปอตไลต์สำหรับขับขี่, ไฟส่องสว่างขณะตั้งแคมป์, วินช์ เป็นต้น ข้อดีคือ ลดโอกาสถูกปัดความรับผิดชอบ (ไม่รับประกัน) ลงได้ เพราะคุณต่ออุปกรณ์ผ่านจุดที่ผู้ผลิตเตรียมไว้ ไม่ใช่ตัดต่อดัดแปลงเอง อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาคู่มือก่อนต่ออุปกรณ์ใดๆ เพราะแต่ละจุดรองรับกระแสไฟต่างกัน

รายการอุปกรณ์มาตรฐานอื่นๆ จัดเต็มแบบเดียวกับ Wildtrak รุ่นมาตรฐาน และเพิ่มลำโพง B&O 10 ตัว เทียบเท่า Raptor V6 พร้อมผ้ายางปูพื้นดีไซน์เฉพาะสำหรับ Wildtrak X ถ้าคุณชอบออปชั่นจัดเต็ม ไม่มีใครเทียบ Ranger ได้แน่นอน

ชุดปุ่มและสวิตช์เปิด-ปิดระบบไฟฟ้า AUX ในห้องโดยสาร ที่เชื่อมต่อกับจุดต่อสายไฟ 6 ตำแหน่งรอบตัวรถ ช่วยลดโอกาสหลุดเงื่อนไขการรับประกันจากการตัดต่อดัดแปลงระบบไฟเอง

จอแสดงผลข้อมูลสำหรับผู้ขับขี่ขนาด 12.4 นิ้ว แสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัลทดแทนจอขนาด 8 นิ้วในรุ่นมาตรฐาน

แดชบอร์ดฝั่งผู้โดยสารเบาะหน้า เปลี่ยนชิ้นส่วนตกแต่งเป็นสีดำเงา Asphalt Black และเดินตะเข็บด้ายสีส้ม

ลำโพงทวีตเตอร์บนเสา A อุปกรณ์ส่วนหนึ่งในชุดระบบเสียงลำโพง 10 ตัว จาก Bang & Olufsen
จุดที่แตกต่างจาก Wildtrak รุ่นมาตรฐานชัดเจน คือ จุดเชื่อมต่อ AUX พร้อมสวิตช์ปิดเปิดในห้องโดยสาร แบบเดียวกับใน Raptor, จอแสดงผลของผู้ขับ ขนาด 12.4 นิ้ว แบบเดียวกับ Everest และ Raptor, ห้องโดยสารเปลี่ยนชิ้นส่วนที่เคยเป็นสีเทา มาเป็นสีดำเงา ‘Asphalt Black’ สอดคล้องกับตัวถังภายนอก ตกแต่งด้วยด้ายสีส้ม, และชุดลำโพง 10 ตัว จาก Bang & Olufsen แบบเดียวกับใน “ตัวท้อป” Raptor V6

แดชบอร์ดภายในห้องโดยสาร แสดงภาพรวมการจัดวางอุปกรณ์และตำแหน่งผู้ขับขี่

จอแสดงผลควบคุมส่วนกลางขนาด 12 นิ้ว ระบบสัมผัส ติดตั้งแบบแนวตั้งสไตล์แท็บเล็ตบนคอนโซลหน้า

แท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย Wireless Charger พร้อมช่องต่อเชื่อมพอร์ต USB Type C และ Type A บนคอนโซลกลาง

ช่องระบบปรับอากาศและจุดจ่ายกระแสไฟฟ้าขนาด 12v และ 230v บริเวณท้ายคอนโซลกลางสำหรับผู้โดยสารเบาะหลัง
ภาพรวมในห้องโดยสารยังคงไม่แตกต่างจาก Wildtrak รุ่นปกตินัก นั่นรวมถึงจอแสดงผลส่วนกลางขนาด 12 นิ้ว ระบบสัมผัส จัดวางแนวสไตล์แทปเล็ต และรายการอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ติดตั้งมาให้เต็มพิกัด อาทิ Wireless Charger, ช่อง USB สำหรับผู้โดยสารทุกที่นั่ง, Climate Control แบบแยก 2 โซน พร้อมช่องแอร์เบาะหลัง และช่องต่อไป 230V/400W เป็นต้น

ช่องระบบปรับอากาศและจุดจ่ายกระแสไฟฟ้าขนาด 12v และ 230v บริเวณท้ายคอนโซลกลางสำหรับผู้โดยสารเบาะหลัง

ตัวอักษร WILDTRAK สีส้ม ปักตกแต่งบริเวณพนักพิงของเบาะนั่งคู่หน้า

เบาะนั่งแถวหลังแสดงพื้นที่ว่างบริเวณหัวเข่าและพื้นที่เหนือศีรษะ โดยตัวเบาะไม่สามารถปรับเอนหรือเลื่อนตำแหน่งได้
เบาะนั่งตกแต่งพิเศษ ขนาดใหญ่นั่งสบายแต่ไม่ค่อยกระชับลำตัว ส่วนเบาะหลังไม่สามารถปรับเอนหรือเลื่อนได้ มีพื้นที่วางขาและเหนือศีรษะเหลือเฟือ

ความปลอดภัย: ครบครัน ทำงานดี

ถ้าเทียบกับกระบะในคลาสเดียวกัน ระบบช่วยเหลือขณะขับขี่ของ Ford Ranger ทำงานได้ดีที่สุดในกลุ่ม ทั้งการควบคุมรถให้อยู่ในเลนที่เสถียร, เบรกนุ่มนวลกว่า (แต่ก็ยังแรง) ตลอดจนการเข้ามาแทรกแซงที่ไม่เร็วหรือช้าเกินไป พร้อมระบบเตือนด้วยการสั่นที่พวงมาลัย

ปุ่มควบคุมบนก้านพวงมาลัยฝั่งซ้าย ทำหน้าที่สำหรับตั้งค่าและควบคุมการทำงานของระบบ Adaptive Cruise Control

ชุดกล้องของระบบ ADAS ติดตั้งบริเวณกระจกบังลมหน้า ทำหน้าที่ตรวจจับและนำข้อมูลภาพไปวิเคราะห์เพื่อการทำงานของระบบความปลอดภัย

เมนูตั้งค่าระบบความปลอดภัยอัจฉริยะบนหน้าจอแสดงผลส่วนกลาง แสดงรายการระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่แบบเต็มพิกัดของ Ford Ranger
Ford Ranger เป็นรถกระบะรุ่นแรกในไทยที่มาพร้อมระบบความปลอดภัยแบบ “จัดเต็ม” เหมือนรถเก๋ง ทั้งยังทำงานได้ดีและเข้ามาแทรกแซงในเวลาที่เหมาะสม ส่วนระบบ Cruise Control ก็ทำงานเป็นธรรมชาติ ทั้งการเร่ง, ควบคุมให้อยู่ในเลน และการเบรก

ฟันธง – Ford Ranger Wildtrak X น่าซื้อมั้ย?

Ford Ranger คือรถกระบะขวัญใจ Torque Thailand เสมอมา ตั้งแต่โฉมที่เริ่มใช้เครื่องยนต์ 2.0 Bi-turbo จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีกระบะแบรนด์ใดแย่งตำแหน่งนี้ไปได้ (ใกล้เคียงสุดคือ GWM Poer) นั่นหมายถึง Wildtrak X ก็เป็นรถที่น่าซื้อเช่นกัน เพียงแต่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า คุณจะได้ใช้อุปกรณ์ที่ติดตั้งมาให้เพิ่มเติมเป็นประจำ หรือมีความจำเป็นต้องใช้ ดังนั้น ถ้าคุณเป็นสายลุยหนัก เที่ยวป่ากางเต็นท์ หรือทำงานในพื้นที่ทุรกันดารโดยต้องขนสัมภาระจำนวนมากไปด้วย นี่คือรถที่ตอบโจทย์ตรงๆ

แต่ถ้าคุณไม่ได้ใช้อุปกรณ์เหล่านั้น Wildtrak ดีเซล 2.0 ลิตร รุ่นมาตรฐาน เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า และถูกกว่ามาก หรือหากอยากได้รุ่นดีเซล V6 คงต้องควานหาหน่อยเพราะเลิกผลิตไปแล้ว แต่อาจมีติดสต็อกบางโชว์รูม และเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่า Wildtrak X เช่นกัน ทั้งสองยังมีช่วงล่างนุ่มนวลกว่ามากอีกด้วย

ส่วนคนที่เน้นประหยัดน้ำมัน, ซ่อมง่าย, ไม่จุกจิก และขายต่อราคาดี Ford Ranger ไม่ใช่อันดับ 1 ในลิสต์ของคุณ

SPECIFICATIONS: FORD RANGER WILDTRAK X (2026)

https://www.ford.co.th/showroom/trucks/ford-ranger/wildtrak-x/

Price

  • 1,469,000 Baht

Powertrain

  • 2993cc turbodiesel V6
  • 250ps @ 3250rpm
  • 600Nm @ 1750-2250rpm

Transmission

  • 10-speed automatic
  • Part-time Four-wheel drive

Performance

  • n/a 0-100km/h
  • n/a top speed
  • 2km/l (Claimed, Eco Sticker), 9.5km/l at tested, 256g/km CO2

Weight

  • 2010kg (Claimed, Eco Sticker), 2330 – 2360kg (Global spec)

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Ford Ranger Wildtrak X

ข้อดี ข้อเสีย ของ Ford Ranger Wildtrak X มีอะไรบ้าง?

ข้อดีคือ มีพื้นฐานที่ดีจาก Wildtrak รุ่นมาตรฐานอยู่แล้ว อุปกรณ์ที่เพิ่มเข้ามาใน Wildtrak X ช่วยเสริมประสิทธิภาพการขับขี่ออฟโรดและเพิ่มความสะดวกสบายในการค้างแรมในป่าหรือพื้นที่ทุรกันดาร, ช่วงล่างหนึบขับดีขึ้น และแรงสะใจเพราะเครื่องยนต์ดีเซล V6  ข้อเสียคือ กินน้ำมัน และช่วงล่างแข็งกระด้างกว่ารุ่นมาตรฐานมาก

Pros: สรุปจุดเด่น

  • แต่งพร้อมลุยมาโรงงาน ไม่ต้องกังวลเรื่องผิดเงื่อนไขรับประกันตัวรถ
  • พลังแรงที่สุดในคลาส
  • ช่วงล่างแน่นหนึบสไตล์รถสปอร์ต
  • มีคุณสมบัติดั้งเดิมที่ดีที่สุดในคลาสของ Wildtrak รุ่นมาตรฐานอยู่ครบถ้วน

Cons: สรุปจุดด้อย

  • กินน้ำมัน
  • ช่วงล่างแข็ง
  • ระบบเบรกให้สัมผัสไม่ดีเมื่อเหยียบเบรก
  • ตัวถังใหญ่ ไม่เหมาะใช้ในเมือง

คุ้มมั้ยถ้าจะซื้อ Ford Wildtrak X?

คุ้มค่ามาก ถ้าคุณชอบท่องเที่ยวแบบสายลุยและค้างแรมในป่า หรือทำงานในพื้นที่ทุรกันดารโดยต้องขนสัมภาระยาวๆ ไปด้วย เพราะได้ใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์พิเศษที่ติดตั้งเพิ่มเติมมาให้ และเครื่องยนต์ดีเซล V6 ก็มีพลังแรง ร่วมด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเทคโนโลยีล้ำ ยังช่วยให้ขับขี่ออฟโรดได้ดีอีกด้วย

Wildtrak X กินน้ำมันจริงกี่ กม./ลิตร?

กินน้ำมันดุ เพราะเครื่องยนต์ให้พลังสูงพิเศษ จากการทดสอบและประสบการณ์ใช้งานจริงของ Torque Thailand พบว่า Ford Ranger Wildtrak X 2026 มีอัตราสิ้นเปลืองเมื่อขับแบบปกติ 9.5 กม./ลิตร, ขับแบบใช้ความเร็วเป็นหลัก 6.5 กม./ลิตร

ข้อมูลจาก Eco Sticker ระบุว่า รถรุ่นนี้ทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยที่ 10.2 กม./ลิตร (9.8 ลิตร/100 กม.)

โปรดทราบว่า ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ได้จากการทดสอบ เป็นเพียงค่าการใช้งานในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และจะแตกต่างไปตามรูปแบบการใช้งาน, น้ำหนักบรรทุก, พฤติกรรมการขับขี่ และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ

ราคา Ford Ranger Wildtrak X เท่าไหร่?

มีราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทย 1,469,000 บาท

โปรดทราบว่า ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง

มีรุ่นไหนใกล้เคียง / คู่แข่ง?

เนื่องจาก Wild X เป็นรถกระบะแบบตกแต่งพิเศษ จึงไม่มีคู่แข่งโดยตรง

มีการรับประกันหรือไม่?

Ford Ranger Wildtrak X รับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ 5 ปี หรือ 150,000 กม.

โปรดทราบว่า เงื่อนไขการรับประกันอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง

Ford Wildtrak X ขับดีมั้ย?

Wildtrak X ใช้งานในเมืองได้ แต่ไม่สะดวกนักเนื่องจากรถมีขนาดใหญ่ ดีกว่าหากใช้สำหรับเดินทางไกล แต่ต้องยอมรับเรื่องช่วงล่างหนึบแต่แข็ง ดีที่สุดเมื่อใช้ลุยออฟโรด ด้วยอุปกรณ์เพิ่มเติมที่ติดตั้งมาให้เฉพาะเกรด Wildtrak X และพื้นฐานเดิมที่ดีเยี่ยมของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ

Ranger Wildtrak X ขับออฟโรดดีมั้ย?

ดีที่สุดในคลาส เพราะได้เครื่องยนต์แรงม้าและแรงบิดสูงที่สุดในกลุ่ม และเทคโนโลยีของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อทำงานชาญฉลาด เมื่อรวมกับอุปกรณ์พิเศษทั้งยาง A/T และแดมเปอร์ Bilstein ที่เพิ่มเข้ามาในเกรดนี้ ทำให้รถสามารถลุยได้ดีขึ้นไปอีกขั้นจากรุ่นมาตรฐาน

ข้อมูลการทดสอบ

ข้อมูลทั้งหมดมาจากการทดลองขับจริงโดยผู้ทดสอบของ Torque

  • ผู้ทดสอบ: สุรเชษฐ์ เทียนทอง
  • รูปแบบการทดสอบ: ทดลองขับจริง
  • ระยะเวลารวม: 5 วัน
  • ระยะทางที่ทดสอบรวม:3 กม.
  • สถานที่: กรุงเทพฯ, นครนายก

Check Also

รถ GWM Poer Sahar เต็มคันมุมหน้าเฉียง แสดงให้เห็นมิติตัวถังขนาดมหึมาที่ช่วยให้ห้องโดยสารกว้างขวาง ใช้วัสดุภายในดูดีและมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกจัดเต็มกว่ารถกระบะในระดับราคาใกล้เคียงกัน

รีวิว GWM Poer Sahar กระบะ Full-size สายเดินทาง ห้องโดยสารกว้าง ราคา 1.049 ล้าน

GWM POER SAHAR 2.4T Ultra 4WD (2026) รีวิว: กระบะตัวถัง Full-size หนึ่งเดียวในไทย ราคาไม่เกินเอื้อม ความเห็นจาก Torque GWM …