FORD RANGER WILDTRAK X (2026) รีวิว: ออฟโรดแต่งเสร็จจากโรงงาน พร้อมขุมพลังดีเซล V6 ตัวแรง และบรรทุกได้มากขึ้นด้วย Flexible Rack System (FRS)
สรุปสั้นๆ: ความเห็นจาก Torque
ถ้าคุณต้องการ Ranger ขุมพลังดีเซล V6 ออปชั่นเต็ม ตอนนี้เหลือตัวเลือกเดียวคือ Wildtrak X (ไม่มี Wildtrak V6 ขายอีกแล้ว ส่วน Ranger Heavy Duty สำหรับใช้เฉพาะทาง) ทำให้คุณต้องยอมรับเรื่องความกระด้างที่เพิ่มขึ้นจากยาง All-Terrain, ล้อ 17 นิ้ว และช่วงล่างแดมเปอร์ Bilstein ไปด้วยโดยไม่มีทางเลือก ดังนั้น ถ้าคุณอยากได้กระบะพลังแรง ลูกเล่นแพรวพราว พร้อมลุยตั้งแต่ออกจากโชว์รูม สำหรับท่องเที่ยวแบบออฟโรดหนักๆ นี่คือหนึ่งในตัวเลือกที่ดีในกลุ่มรถกระบะด้วยกัน แต่ถ้าคุณแค่อยากได้ดีเซลแรงๆ ทว่าไม่ได้ใช้ประโยชน์จากยาง, ช่วงล่าง และ FRS คงต้องลองหาตัว V6 มือสอง หรือเลือกคันป้ายแดงที่แรงน้อยกว่า (และเทคโนโลยีไม่แน่นเท่า Ranger) อย่าง Toyota Travo 4Trex Overland Plus แทน
Torque’s Rating
|
หมวด |
คะแนน |
|
การบังคับควบคุม |
9 / 10 |
|
พละกำลังและอัตราเร่งในการใช้งาน |
9 / 10 |
|
ความอรรถประโยชน์ |
9 / 10 |
|
ความรู้สึกโดยรวมในการใช้งาน |
8 / 10 |
|
ความคุ้มค่าเมื่อเทียบราคา |
9 / 10 |
ควรซื้อถ้า…
อยากได้กระบะดีเซลพลังแรง และแต่งพร้อมลุยมาจากโรงงาน ไม่ต้องกังวลเรื่องผิดเงื่อนไขรับประกันตัวรถ (หากเอาไปแต่งเอง) เน้นเที่ยวออฟโรดหนักๆ พร้อมสัมภาระจัดเต็ม หรือใช้งานพื้นที่ทุรกันดารโดยต้องขนของขนาดใหญ่หรือยาวไปด้วยบ่อยๆ
ไม่ควรซื้อถ้า…
คุณใช้งานในเมืองเป็นหลักหรือท่องเที่ยวแบบไม่ลุยหนัก และ/หรือ เน้นประหยัดน้ำมันมากกว่าพละกำลัง เนื่องจากเครื่องยนต์ดีเซล V6 กินน้ำมัน และไม่ได้ใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์พิเศษที่ติดตั้งเพิ่มเข้าไป เช่น ยาง A/T, ช่วงล่าง Bilstein หรือชุดแร็ค FRS เป็นต้น
เหมาะกับใคร?
- คนที่อยากได้รถกระบะดีเซลทรงพลัง
- สายลุยออฟโรดหนักๆ
- ชอบกางเต็นท์นอนบนหลังคารถ
- คนที่ต้องขนสัมภาระเยอะๆ ใส่กระบะท้ายไม่ได้
- คนที่ไม่อยากกังวลเรื่องแต่งรถแล้วผิดเงื่อนไขรับประกัน
ไม่เหมาะกับใคร?
- คนที่ใช้งานในเมืองเป็นหลัก
- คนที่เที่ยวแบบลุยไม่หนัก
- เน้นประหยัดน้ำมัน
สมรรถนะและการขับขี่
แรงที่สุดในคลาสด้วยขุมพลังดีเซล V6 ขับสนุก เร่งทันใจ ช่วงล่างแดมเปอร์ Bilstein กระด้างแต่ควบคุมการเอียงอยู่หมัด เกาะถนนฟีลลิงรถสปอร์ต ขับออฟโรดง่ายดายด้วยยาง A/T ช่วงล่างสูงขึ้น และระบบขับเคลื่อนที่ทำงานได้ชาญฉลาดและแม่นยำ
พละกำลัง: แรงระดับหัวแถวของกลุ่มกระบะ
Ranger Wildtrak X คือกระบะเครื่องยนต์ดีเซลที่ทรงพลังที่สุดในไทย ณ ตอนนี้ ด้วยกำลังสูงสุด 250 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ ให้อัตราเร่งทันใจตั้งแต่ออกตัวต่อเนื่องไปจนถึงความเร็วปลาย แต่ต้องแลกมาด้วยอัตราสิ้นเปลืองที่ “ดุ” เอาเรื่อง เราทำได้ 6.5 กม./ลิตร หากขับแบบเน้นทำความเร็ว และ 9.5 กม./ลิตร เมื่อขับแบบประหยัด จากการทดสอบพบว่า ในโหมด Eco ก็ไม่ได้ช่วยให้อัตราสิ้นเปลืองดีขึ้น
นอกจากเรื่องพละกำลังแล้ว ข้อดีอีกประการของเครื่องยนต์ดีเซล V6 คือเดินเบาเรียบและสั่นสะเทือนน้อยมาก (สั่นกว่าเบนซินเพียงเล็กน้อย) ขณะขับขี่ ไม่ว่าจะย่านความเร็วใดก็ตาม อย่างไรก็ตาม เสียงเครื่องยนต์ค่อนข้างดังเมื่อฟังจากนอกรถ แต่ไม่ได้ยินนักในห้องโดยสารเนื่องจากมีการเก็บเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดี


การขับขี่เน้นสมรรถนะ: ทรงตัวในโค้งดีขึ้น ขับเร็วไม่ย้วย
บนถนนทั่วไป ต้องยกความดีความชอบให้กับแดมเปอร์จาก Bilstein ที่ช่วยลดการเอียงตัวขณะเข้าโค้งได้ดีกว่าใน Raptor เสียอีก! ด้วยการเซ็ตแบบ “แน่นหนึบ” ทำให้ช่วงล่างหน้ารับมือกับแรงเหวี่ยงขณะเข้าโค้งได้ดี จนรู้สึกได้ชัดว่าล้อนอกโค้งไม่ยุบจมมาก เมื่อเทียบกับ Raptor หรือ Wildtrak V6 รุ่นมาตรฐาน (ที่ยุติการขายไปแล้ว) อย่างไรก็ตาม ด้วยยาง A/T ทำให้รถมีอาการลื่นไถลเร็วกว่าเมื่อเทียบกับยาง H/T ดังนั้น ควรเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะเมื่อถนนเปียกลื่นที่แม้การใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ “4A” ช่วยได้จริง แต่ไม่ได้หมายถึงคุณจะปลอดภัยไปมากกว่ายาง H/T
เมื่อทดลองขับในทางลูกรัง พบว่าช่วงล่างแข็งเกินไปทำให้ไม่สามารถยืดกลับได้ทันเมื่อวิ่งผ่านผิวทางขรุขระด้วยความเร็ว ส่งผลให้ควบคุมทิศทางยากจนระบบควบคุมการยึดเกาะเข้ามาแทรกแซงบ่อย เทียบกับ Raptor ที่เซ็ตมานุ่มเพื่อจุดประสงค์นี้โดยเฉพาะ ทำให้ควบคุมรถได้ง่ายกว่า Wildtrak X มาก อย่างไรก็ตาม ข้อดีของแดมเปอร์ที่มี “ซับแทงค์” คือ สามารถลดความร้อนได้ดีกว่าเมื่อต้องทำงานถี่ๆ ต่อเนื่อง ทำให้คงประสิทธิภาพการเกาะถนนได้สม่ำเสมอกว่าเมื่อขับบนทางขรุขระยาวๆ แบบนี้ เทียบกับแดมเปอร์มาตรฐานที่อาจร้อนจนทำให้ค่าความหนืดลดลงจนไม่สามารถต้านแรงดีดของสปริงได้ และทำให้รถเกาะถนนน้อยลงตามไปด้วย
อีกข้อเสียที่พบเกี่ยวกับการขับขี่คือระบบเบรก ที่แม้จะทรงพลังเพียงพอที่จะจัดการกับทั้ง 250 แรงม้า แต่การเหยียบเบรกจังหวะแรกให้สัมผัสแข็งทื่อเหมือนเบรกไม่อยู่ ต้องเหยียบลึกขึ้นจึงจะเริ่มสร้างแรงเบรกได้มากพอจะชะลอความเร็ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่เพียงแต่ต้องปรับตัวสักหน่อยเพื่อให้คุ้นชิน


การขับขี่ออฟโรด: แดมเปอร์และยาง A/T ช่วยยกระดับศักยภาพให้สูงขึ้น
Ford Ranger มีพื้นฐานที่ดีมากอยู่แล้วในเรื่องการบุกตะลุย ด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ชาญฉลาด สามารถบริหารจัดการอัตโนมัติเพื่อผ่านอุปสรรคต่างๆ ได้ง่ายดาย จนสายออฟโรดมือใหม่ก็ยังลุยหนักได้อย่างไม่ต้องกังวล แค่เลือกเป็น “4L” แล้วขับไป ที่เหลือปล่อยให้ระบบต่างๆ ทำหน้าที่ของมันไปก็พอ
การเพิ่มยาง A/T และเปลี่ยนมาใช้แดมเปอร์ Bilstein จึงเหมือนการได้รองเท้าและขาที่เหมาะกับการท่องป่ามากขึ้น ระยะห่างใต้ท้องเพิ่มขึ้น 26 มม. เมื่อเทียบกับรุ่นมาตรฐาน ได้มาจากเส้นผ่าศูนย์กลางยางราว 7 มม. และแดมเปอร์ที่ “ดัน” ให้ช่วงล่างยืดสูงขึ้น 20 มม. จากการเซ็ตให้แข็งกว่าปกติ ในการทดลองขับเส้นทางออฟโรดช่วงสั้นๆ พบว่า ความแข็งที่เพิ่มขึ้นทำให้ได้สัมผัสแบบรถ “คานแข็ง (Solid Axle) หน้า-หลัง” มากขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะช่วงล่างหน้าที่สามารถดันล้อฝั่งยุบเมื่อขับบนเนินสลับให้ไม่จมมิดได้ จึงเพิ่มระยะห่างใต้ท้องช่วงอ่างน้ำมันเครื่อง ลดโอกาส “แขวน” ลงได้ เมื่อรวมกับดอกยางแบบ A/T ทำให้ตะกุยผ่านได้ง่ายขึ้น
แรงบิด 600 นิวตันเมตร มีให้ใช้เต็มพิกัดที่รอบต่ำเพียง 1,750 รอบ/นาที ร่วมด้วยเกียร์ 1 อัตราทด 4.696:1 ทำให้ Wildtrak X ไต่เนินชันได้สบาย จุดเด่นคือระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ ที่สามารถปล่อยให้รถ “คลาน” ขึ้นเนินหรือบ่อโคลนได้แบบเนียนๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจับคู่กับขุมพลัง V6 นี้ Wildtrak X ทำได้ใกล้เคียงกับตัวลุยระดับหัวแถวอย่าง Land Rover Defender (ซึ่งมีระบบนี้เหมือนกัน) ที่ Torque Thailand เคยนำมาขับทดสอบ เลยทีเดียว
ถ้าคุณเป็นสายแคมปิ้ง หรือเที่ยวแบบไปทั้งครอบครัวพร้อมสัมภาระจัดเต็ม จะยิ่งชอบ Ranger Wildtrak X แน่นอน ด้วยการติดตั้ง ‘FRS’ (Flexible Rack System) มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อเพิ่มพื้นที่วางสัมภาระ (โดยเฉพาะที่ยาวๆ) หรือกางเต็นท์บนนั้นได้ เพราะรับน้ำหนักสูงสุด 250 กก. (เมื่อจอดรถเท่านั้น) จากที่เราทดลองใช้พบว่า ใช้งานได้สะดวก, ง่าย และเบาแรงจนสามารถทำคนเดียวได้สบาย




การขับขี่นอกเมือง: เงียบ เร่งดี ช่วงล่างแข็งแต่หนึบ
Torque Thailand ทดลองขับ Ford Ranger Wildtrak X ออกต่างจังหวัด พบว่ามีจุดเด่นหลายประการ อย่างแรกคือห้องโดยสารที่ลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดี แม้ใช้ความเร็ว 120 กม./ชม. มีเพียงเสียงลมปะทะกระจกมองข้างและเสา A ให้ได้ยินบ้าง ส่วนเสียงเครื่องยนต์ดังเข้ามาน้อยมากแม้ตอนเร่งความเร็ว นอกจากนั้น ด้วยแร็คหลังคาที่สามารถพับเก็บส่วนที่เป็นคานขวาง (พับมารวมเป็นส่วนหนึ่งของราวแนวยาว) จึงช่วยไม่ให้เกิดเสียงลมบริเวณหลังคา ต่างจากแร็ค Aftermarket ส่วนใหญ่ที่พับไม่ได้ ที่มักต้านลมจะเกิดเสียงดังเข้ามา
การขับขี่เดินทางไกลที่ความเร็ว 100-120 กม./ชม. เกียร์จะพยายามเปลี่ยนสู่เกียร์ 10 ซึ่งมีอัตราทดเพียง 0.636:1 เพื่อลดอัตราสิ้นเปลือง และจะเปลี่ยนลงมาที่ราวเกียร์ 7 (Direct Drive อัตราทด 1:1 ) หรือ 8 (เกียร์ Overdrive ที่ 1 อัตราทด 0.854) หากคุณกดคันเร่งเพิ่มเล็กน้อย แต่ด้วยพละกำลังของเครื่องยนต์ V6 จึงเพียงพอต่อการแซง แต่ถ้าคุณกดคันเร่งจนมิดพรมเกียร์จะชิฟต์ข้ามอัตราทด (ซึ่งอาจลงจาก 10) มาถึงเกียร์ 6 หรือ 5 ขึ้นอยู่กับความเร็วขณะนั้น ทันที ช่วยลดเวลาในการเร่งแซงลงได้อย่างมาก และแน่นอนว่า คุณจะได้สัมผัสกับแรงฉุดในแบบที่ไม่มีกระบะแบรนด์ใดเทียบเคียงได้!
ช่วงล่างที่ขึงตึงกว่ารุ่นมาตรฐาน เหมือนกับคุณกำลังขับรถสปอร์ตในโหมด Sport+ มีข้อดีคือ ด้านหน้าควบคุมการ ยืด-ยุบ ของช่วงล่างได้ดีมาก โดยเฉพาะเมื่อขับผ่านถนนเป็นคลื่นลอน ซึ่งรุ่นมาตรฐานรวมถึง Raptor จะมีอาการ ยืด-ยุบ เหมือนเรือโต้คลื่น แต่กับแดมเปอร์ Bilstein ใน Wildtrak X กลับไม่มีอาการดังกล่าว ให้ความรู้สึกเหมือนรถเก๋งสมรรถนะสูง แต่ปัญหาคือช่วงล่างด้านหลังที่แข็งขึ้นมาก (จากที่เอนเอียงไปทางแข็งอยู่แล้ว เพราะเป็นแบบแหนบแผ่น) แม้จะไม่ดีดเหมือนกระบะทั่วไป แต่ก็อาจไม่ถูกใจสมาชิกในครอบครัวนัก ดังนั้น ถ้าคุณชอบฟีลแบบรถสปอร์ต นี่คือรถที่ใช่ และหาไม่ได้จากกระบะทั่วไปแน่นอน แต่ถ้าคุณเน้นนุ่มนวลนั่งสบาย เราไม่แนะนำ Wildtrak X ครับ

การขับขี่ในเมือง: ไม่คล่องแคล่ว เพราะตัวถังใหญ่
ปัญหาเรื่องขนาดตัวถังทำให้ไม่มีรถกระบะแบรนด์ใดเหมาะกับการใช้งานในเมือง แต่สำหรับ Ford Ranger Wildtrak X อาจเป็นปัญหามากกว่าคันอื่นเนื่องจากใหญ่โตกว่าใคร (ถ้าไม่นับ GWM Poer ซึ่งเป็นคลาส Full-size) แถมยังสูงและกว้างกว่ารุ่น Wildtrak มาตรฐาน 30 มม. ทำให้ขับยากขึ้นอีกเล็กน้อย
เรื่องอื่นๆ ที่ควรนำมาพิจารณาหากคุณต้องการใช้ Wildtrak X ในเมือง คือความแข็งของช่วงล่าง, การกินน้ำมัน และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ
หากคุณไม่มีปัญหากับเรื่องดังกล่าวข้างต้น Wildtrak X เป็นรถที่มีความสะดวกสบายครบครัน ใกล้เคียงกับ SUV ของค่ายอย่าง Everest ทั้งอุปกรณ์มาตรฐานและบรรยากาศในห้องโดยสาร ตลอดจนการเก็บเสียงที่ดีเยี่ยม พวงมาลัยเบามือที่ความเร็วต่ำ และยังกระฉับกระเฉงจากเครื่องยนต์ที่มีแรงม้าและแรงบิดสูง ในขณะที่เกียร์ก็เปลี่ยนขึ้นลงได้ราบรื่นไม่สะดุด


ดีไซน์ภายนอก: เด่นที่ชุดแร็ค ‘FRS’
เวอร์ชั่น X เป็นการเพิ่มอุปกรณ์เข้าไปใน Wildtrak ขับเคลื่อนสี่ล้อ รุ่นมาตรฐาน และตกแต่งด้วยสีดำเงา ในชิ้นส่วนที่เคยเป็นสีเทาเข้ม เช่น กระจังหน้า, กระจกมองข้าง, บันไดหลัง เป็นต้น
จุดที่โดดเด่นของตัวถังภายนอก คือการติดตั้งชุดแร็ค FRS (Flexible Rack System) ประกอบด้วยแร็คบนหลังคาและบาร์แบบเลื่อนได้บนกระบะที่เรียกว่า Sliding Load Rack ล็อกตำแหน่งที่ต้องการได้ 5 ตำแหน่ง ด้านบนสุดของบาร์มีคานระดับความสูงเท่ากับ Folding Roof Racks (ราวหลังคาพับได้) บนหลังคาห้องโดยสารพอดี ทำให้สามารถวางของยาวๆ เช่น บันได, เซิร์ฟบอร์ด หรือเรือแคนู พาดขนานไปกับตัวรถได้อย่างมั่นคง รับน้ำหนักสูงสุดขณะขับขี่ 80 กก. และ 250 กก. เมื่อจอด เพียงพอสำหรับกางเต็นท์ได้ พร้อมช่องเสียบปลั๊กไฟ 230V ที่รองรับได้สูงสุด 400W ที่ท้ายกระบะ สำหรับต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า
นอกจากนั้น ยังปรับให้เหมาะกับการขับขี่พื้นที่ห่างไกลและการลุยมากขึ้นด้วยไฟ ‘AUX Lamp’ ติดตั้งรวมอยู่ในกระจังหน้า ทำงานเมื่อเปิดไฟสูง จากการทดสอบของเราพบว่าให้การส่องสว่างเพิ่มเติมได้ไกลขึ้น ส่วนบันไดข้างผลิตจากอลูมิเนียมออกแบบให้รับแรงได้มากขึ้นพร้อมช่องสำหรับระบายน้ำและโคลนออกจากบันไดขณะลุย แนวทางเดียวกับบันไดของ Raptor และ Heavy Duty
จุดที่ไม่ถึงกับเป็นข้อเสีย แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่มี คืออักษร ‘Wildtrak X’ (รุ่นนี้ที่จำหน่ายในออสเตรเลีย มีมาให้) แต่เป็น ‘Wildtrak’ แบบเดียวกับรุ่นมาตรฐาน ทำให้ลดความรู้สึก “พิเศษ” ไปเล็กน้อย







ดีไซน์ห้องโดยสาร: เพิ่มช่องต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า
เนื่องจาก Wildtrak X ผลิตขึ้นสำหรับสายลุยหนักหรือท่องเที่ยว จึงมาพร้อมกับจุดต่อสายไฟ 6 ตำแหน่ง รอบตัวรถ พร้อมสวิตช์ เปิด-ปิด ในห้องโดยสาร สำหรับต่ออุปกรณ์เสริมที่คุณต้องการ อาทิ สปอตไลต์สำหรับขับขี่, ไฟส่องสว่างขณะตั้งแคมป์, วินช์ เป็นต้น ข้อดีคือ ลดโอกาสถูกปัดความรับผิดชอบ (ไม่รับประกัน) ลงได้ เพราะคุณต่ออุปกรณ์ผ่านจุดที่ผู้ผลิตเตรียมไว้ ไม่ใช่ตัดต่อดัดแปลงเอง อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาคู่มือก่อนต่ออุปกรณ์ใดๆ เพราะแต่ละจุดรองรับกระแสไฟต่างกัน
รายการอุปกรณ์มาตรฐานอื่นๆ จัดเต็มแบบเดียวกับ Wildtrak รุ่นมาตรฐาน และเพิ่มลำโพง B&O 10 ตัว เทียบเท่า Raptor V6 พร้อมผ้ายางปูพื้นดีไซน์เฉพาะสำหรับ Wildtrak X ถ้าคุณชอบออปชั่นจัดเต็ม ไม่มีใครเทียบ Ranger ได้แน่นอน



ความปลอดภัย: ครบครัน ทำงานดี
ถ้าเทียบกับกระบะในคลาสเดียวกัน ระบบช่วยเหลือขณะขับขี่ของ Ford Ranger ทำงานได้ดีที่สุดในกลุ่ม ทั้งการควบคุมรถให้อยู่ในเลนที่เสถียร, เบรกนุ่มนวลกว่า (แต่ก็ยังแรง) ตลอดจนการเข้ามาแทรกแซงที่ไม่เร็วหรือช้าเกินไป พร้อมระบบเตือนด้วยการสั่นที่พวงมาลัย

ฟันธง – Ford Ranger Wildtrak X น่าซื้อมั้ย?
Ford Ranger คือรถกระบะขวัญใจ Torque Thailand เสมอมา ตั้งแต่โฉมที่เริ่มใช้เครื่องยนต์ 2.0 Bi-turbo จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีกระบะแบรนด์ใดแย่งตำแหน่งนี้ไปได้ (ใกล้เคียงสุดคือ GWM Poer) นั่นหมายถึง Wildtrak X ก็เป็นรถที่น่าซื้อเช่นกัน เพียงแต่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า คุณจะได้ใช้อุปกรณ์ที่ติดตั้งมาให้เพิ่มเติมเป็นประจำ หรือมีความจำเป็นต้องใช้ ดังนั้น ถ้าคุณเป็นสายลุยหนัก เที่ยวป่ากางเต็นท์ หรือทำงานในพื้นที่ทุรกันดารโดยต้องขนสัมภาระจำนวนมากไปด้วย นี่คือรถที่ตอบโจทย์ตรงๆ
แต่ถ้าคุณไม่ได้ใช้อุปกรณ์เหล่านั้น Wildtrak ดีเซล 2.0 ลิตร รุ่นมาตรฐาน เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า และถูกกว่ามาก หรือหากอยากได้รุ่นดีเซล V6 คงต้องควานหาหน่อยเพราะเลิกผลิตไปแล้ว แต่อาจมีติดสต็อกบางโชว์รูม และเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่า Wildtrak X เช่นกัน ทั้งสองยังมีช่วงล่างนุ่มนวลกว่ามากอีกด้วย
ส่วนคนที่เน้นประหยัดน้ำมัน, ซ่อมง่าย, ไม่จุกจิก และขายต่อราคาดี Ford Ranger ไม่ใช่อันดับ 1 ในลิสต์ของคุณ
SPECIFICATIONS: FORD RANGER WILDTRAK X (2026)
https://www.ford.co.th/showroom/trucks/ford-ranger/wildtrak-x/
Price
- 1,469,000 Baht
Powertrain
- 2993cc turbodiesel V6
- 250ps @ 3250rpm
- 600Nm @ 1750-2250rpm
Transmission
- 10-speed automatic
- Part-time Four-wheel drive
Performance
- n/a 0-100km/h
- n/a top speed
- 2km/l (Claimed, Eco Sticker), 9.5km/l at tested, 256g/km CO2
Weight
- 2010kg (Claimed, Eco Sticker), 2330 – 2360kg (Global spec)
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Ford Ranger Wildtrak X
ข้อดี ข้อเสีย ของ Ford Ranger Wildtrak X มีอะไรบ้าง?
ข้อดีคือ มีพื้นฐานที่ดีจาก Wildtrak รุ่นมาตรฐานอยู่แล้ว อุปกรณ์ที่เพิ่มเข้ามาใน Wildtrak X ช่วยเสริมประสิทธิภาพการขับขี่ออฟโรดและเพิ่มความสะดวกสบายในการค้างแรมในป่าหรือพื้นที่ทุรกันดาร, ช่วงล่างหนึบขับดีขึ้น และแรงสะใจเพราะเครื่องยนต์ดีเซล V6 ข้อเสียคือ กินน้ำมัน และช่วงล่างแข็งกระด้างกว่ารุ่นมาตรฐานมาก
Pros: สรุปจุดเด่น
- แต่งพร้อมลุยมาโรงงาน ไม่ต้องกังวลเรื่องผิดเงื่อนไขรับประกันตัวรถ
- พลังแรงที่สุดในคลาส
- ช่วงล่างแน่นหนึบสไตล์รถสปอร์ต
- มีคุณสมบัติดั้งเดิมที่ดีที่สุดในคลาสของ Wildtrak รุ่นมาตรฐานอยู่ครบถ้วน
Cons: สรุปจุดด้อย
- กินน้ำมัน
- ช่วงล่างแข็ง
- ระบบเบรกให้สัมผัสไม่ดีเมื่อเหยียบเบรก
- ตัวถังใหญ่ ไม่เหมาะใช้ในเมือง
คุ้มมั้ยถ้าจะซื้อ Ford Wildtrak X?
คุ้มค่ามาก ถ้าคุณชอบท่องเที่ยวแบบสายลุยและค้างแรมในป่า หรือทำงานในพื้นที่ทุรกันดารโดยต้องขนสัมภาระยาวๆ ไปด้วย เพราะได้ใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์พิเศษที่ติดตั้งเพิ่มเติมมาให้ และเครื่องยนต์ดีเซล V6 ก็มีพลังแรง ร่วมด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเทคโนโลยีล้ำ ยังช่วยให้ขับขี่ออฟโรดได้ดีอีกด้วย
Wildtrak X กินน้ำมันจริงกี่ กม./ลิตร?
กินน้ำมันดุ เพราะเครื่องยนต์ให้พลังสูงพิเศษ จากการทดสอบและประสบการณ์ใช้งานจริงของ Torque Thailand พบว่า Ford Ranger Wildtrak X 2026 มีอัตราสิ้นเปลืองเมื่อขับแบบปกติ 9.5 กม./ลิตร, ขับแบบใช้ความเร็วเป็นหลัก 6.5 กม./ลิตร
ข้อมูลจาก Eco Sticker ระบุว่า รถรุ่นนี้ทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยที่ 10.2 กม./ลิตร (9.8 ลิตร/100 กม.)
โปรดทราบว่า ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ได้จากการทดสอบ เป็นเพียงค่าการใช้งานในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และจะแตกต่างไปตามรูปแบบการใช้งาน, น้ำหนักบรรทุก, พฤติกรรมการขับขี่ และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ
ราคา Ford Ranger Wildtrak X เท่าไหร่?
มีราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทย 1,469,000 บาท
โปรดทราบว่า ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง
มีรุ่นไหนใกล้เคียง / คู่แข่ง?
เนื่องจาก Wild X เป็นรถกระบะแบบตกแต่งพิเศษ จึงไม่มีคู่แข่งโดยตรง
มีการรับประกันหรือไม่?
Ford Ranger Wildtrak X รับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ 5 ปี หรือ 150,000 กม.
โปรดทราบว่า เงื่อนไขการรับประกันอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง
Ford Wildtrak X ขับดีมั้ย?
Wildtrak X ใช้งานในเมืองได้ แต่ไม่สะดวกนักเนื่องจากรถมีขนาดใหญ่ ดีกว่าหากใช้สำหรับเดินทางไกล แต่ต้องยอมรับเรื่องช่วงล่างหนึบแต่แข็ง ดีที่สุดเมื่อใช้ลุยออฟโรด ด้วยอุปกรณ์เพิ่มเติมที่ติดตั้งมาให้เฉพาะเกรด Wildtrak X และพื้นฐานเดิมที่ดีเยี่ยมของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ
Ranger Wildtrak X ขับออฟโรดดีมั้ย?
ดีที่สุดในคลาส เพราะได้เครื่องยนต์แรงม้าและแรงบิดสูงที่สุดในกลุ่ม และเทคโนโลยีของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อทำงานชาญฉลาด เมื่อรวมกับอุปกรณ์พิเศษทั้งยาง A/T และแดมเปอร์ Bilstein ที่เพิ่มเข้ามาในเกรดนี้ ทำให้รถสามารถลุยได้ดีขึ้นไปอีกขั้นจากรุ่นมาตรฐาน
ข้อมูลการทดสอบ
ข้อมูลทั้งหมดมาจากการทดลองขับจริงโดยผู้ทดสอบของ Torque
- ผู้ทดสอบ: สุรเชษฐ์ เทียนทอง
- รูปแบบการทดสอบ: ทดลองขับจริง
- ระยะเวลารวม: 5 วัน
- ระยะทางที่ทดสอบรวม:3 กม.
- สถานที่: กรุงเทพฯ, นครนายก
TorqueThailand.com

























