Breaking News

รีวิว Toyota Land Cruiser FJ 2026 ขับจริง 602.3 กม. ลุยออฟโรดเด่น อัตราสิ้นเปลืองจริง 9.0 กม./ลิตร

Toyota Land Cruiser FJ ใหม่ รุ่นปี 2026 รถเต็มคันมุมหน้าขวา ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย 1,269,000 บาท

TOYOTA LAND CRUISER FJ (2026) รีวิว: ไม่คุ้มค่า แต่น่าซื้อ! FJ ใหม่ คือ Toyota GT86 ในเวอร์ชั่นออฟโรด

สรุปสั้นๆ: ความเห็นจาก Torque

Land Cruiser FJ ทำให้เรานึกถึง Toyota GT86 เพราะคล้ายคลึงกันในแง่ของการมอบ “พื้นฐานที่ดี” มาให้ โดยผู้เป็นเจ้าของสามารถนำไปใช้งานจริงได้ทันที หรือปรับแต่งเพิ่มเติมให้ตรงกับความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของแต่ละคน ทั้งคู่ “ไม่แรง” และให้อุปกรณ์มาเหมือนรถเกรดเริ่มต้น ทว่าสร้างมาเพื่อจุดประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง (86 สำหรับความสนุกในการบังคับควบคุม – FJ เพื่อการลุย) Land Cruiser FJ ใหม่ ยังคงแสดงให้เห็นเวทมนต์อันลึกลับของชาวญี่ปุ่น ที่สามารถทำให้รถอันเรียบง่ายและเรี่ยวแรงน้อยนิด บุกตะลุยเส้นทางโหดๆ ได้อย่างน่าทึ่ง ไม่แพ้รถพลังแรงหรือใช้เทคโนโลยีขั้นสูง จากฝั่งยุโรปหรืออเมริกา

Torque’s Rating

หมวด

คะแนน

การบังคับควบคุม

9 / 10

พละกำลังและอัตราเร่งในการใช้งาน

5 / 10

ความอรรถประโยชน์

7 / 10

ความรู้สึกโดยรวมในการใช้งาน

10 / 10

ความคุ้มค่าเมื่อเทียบราคา

5 / 10

ควรซื้อถ้า…

คุณชอบรถที่ได้แสดงฝีมือการขับออฟโรด นอกจากนั้น FJ ยังคุ้มค่าในระยะยาว เนื่องจากอะไหล่ (โดยเฉพาะเครื่องยนต์) หาง่าย และราคาไม่แพง เมื่อรถหมดระยะประกันคุณภาพจากผู้ผลิต สามารถนำไปเซอร์วิสและซ่อมแซมจากอู่ทั่วไปได้ ด้วยค่าใช้จ่ายถูกกว่า ทั้งยังมีแนวโน้มสูงว่าราคาขายต่อจะไม่ตกจนน่าใจหายอีกด้วย

ไม่ควรซื้อถ้า…

คุณเน้นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกแน่นๆ และเทคโนโลยีล้ำสมัย รวมถึงให้ความสำคัญกับอัตราสิ้นเปลืองและพละกำลังเครื่องยนต์

เหมาะกับใคร?

  • สายลุยออฟโรด  
  • ชอบใช้ทักษะการขับ มากกว่าความช่วยเหลือจากเทคโนโลยี
  • เน้นซ่อมง่าย อะไหล่เยอะ
  • คนที่หลงใหลเสน่ห์รถลุยสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ

ไม่เหมาะกับใคร?

  • คนที่ชอบออปชั่นแน่นๆ  
  • คนที่เน้นประหยัดน้ำมัน
  • สายซิ่ง เน้นความแรง
  • ไม่ได้ขับใช้งานแบบออฟโรด

สมรรถนะและการขับขี่

กินน้ำมันเฉลี่ย 9 กม./ลิตร ขับออนโรดอัตราเร่งไม่ดี แต่ช่วงล่างนุ่มหนึบ เกาะถนนมั่นใจ จุดเด่นอยู่ที่ประสิทธิภาพออฟโรด ลุยหนักได้เพราะเกียร์อัตราทดต่ำ และระบบควบคุมการยึดเกาะที่ทำงานเร็ว

พละกำลังและอัตราสิ้นเปลือง: กินน้ำมัน เมื่อเทียบกับพละกำลังที่ได้มา

หากวัดกันที่อัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนัก Land Cruiser FJ รุ่นปี 2026 มีตัวเลขที่แย่กว่า Suzuki Swift เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร เสียอีก โดย 1 แรงม้าของ FJ แบกน้ำหนักราว 12 กก. ขณะที่ Swift แบกเพียง 10 กก. เท่านั้น นั่นหมายถึง อัตราเร่งของ FJ ไม่ดีไปกว่า Eco Car สักเท่าไหร่ มันให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉงกว่าเล็กน้อยเพราะใช้เฟืองท้ายอัตราทดสูงถึง 4.5:1 เพื่อช่วยเรียกแรงบิดให้มาไวขึ้น แต่โดยรวมแล้ว FJ ยังห่างไกลคำว่า “แรง” อยู่มาก เมื่อเทียบกับรถที่ใช้เครื่องยนต์เทคโนโลยีปัจจุบัน

เรื่องต่อมาที่ควรพิจารณาก่อนซื้อคือ น้ำหนักรวมบรรทุกสูงสุดของรถ (GVM – Gross Vehicle Mass) ที่ Toyota ระบุไว้ที่ 2,500 กก. ในขณะที่น้ำหนักรถเปล่าคือราว 2,000 กก. นั่นหมายถึงคุณบรรทุกได้อีกเพียง 500 กก. นิดๆ ก็จะถึงขีดจำกัดสูงสุดที่รถรองรับได้ ถ้าคุณนั่ง 4-5 คน บวกกระเป๋าเดินทาง อาจยังไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าต้องเพิ่มวินช์ไฟฟ้า และ/หรือ อุปกรณ์อื่นๆ เข้าไปอีก ควรพิจารณาเพิ่มประสิทธิภาพระบบเบรกและช่วงล่างให้เหมาะกับน้ำหนักส่วนเกินนั้นด้วย เพื่อความปลอดภัย

ข้อดีของขุมพลังนี้ คือเรื่องความทนทาน ซ่อมง่าย อะไหล่เยอะ และราคาไม่แพง เป็นเครื่องยนต์ที่ Toyota นำไปใช้กับรถยนต์หลายรุ่นของพวกเขาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี อย่างไรก็ตาม แม้มีการอัพเดตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพอยู่เป็นช่วงๆ แต่ต้องรับให้ได้ว่า เทคโนโลยีใหม่เหล่านั้น ถูกใส่เข้าไปในเครื่องยนต์ที่มีโครงสร้างพื้นฐานล้าสมัย ซึ่งเป็นต้นเหตุของพละกำลังที่น้อยนิด และกินน้ำมันระดับเดียวกับเครื่องยนต์ 6 สูบ สมรรถนะสูงตระกูล AMG ของ Mercedes เลยทีเดียว

อัตราสิ้นเปลืองที่เราทำได้จากการขับทดสอบจริงรวม 4 วัน อยู่ที่ 9.0 กม./ลิตร ด้วยการขับแบบปกติ ในขณะที่การขับเน้นประหยัดได้ราว 9.7 กม./ลิตร และถ้าเน้นขับเร็วร่วงลงไปอยู่ที่ 6.7 กม./ลิตร ดังนั้น ถ้าคุณเน้นประหยัดเชื้อเพลิง หรือความแรง Torque Thailand ฟันธงให้เลยว่า รถคันนี้ไม่ตอบโจทย์แน่นอนครับ

ป้ายรหัสเครื่องยนต์ 2TR-FE เบนซิน 4 สูบเรียง 2.7 ลิตร DOHC 16 วาล์ว ของ Toyota ระบุรหัสประจำเครื่อง 2TR AT-269 / 2TRB401639

ห้องเครื่องยนต์ 2TR-FE เบนซิน แบบไม่มีระบบอัดอากาศ ของ Land Cruiser FJ 2026 ให้กำลังสูงสุด 166 แรงม้า ที่ 5,200 รอบ/นาที และแรงบิด 245 นิวตันเมตร
เครื่องยนต์ตระกูล 2TR เบนซิน ไม่มีระบบอัดอากาศ ถูกใช้ใน Toyota หลากหลายรุ่น (รวมถึงตระกูล LC) มายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ โดยปรับปรุงเป็นระยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ อาทิ เปลี่ยนฝาสูบใหม่ มาใช้แบบ Dual-VVTi พร้อมกระเดื่องกดวาล์วแบบไฮดรอลิกส์ ช่วยลดเสียงและการสึกหรอ ร่วมด้วยการปรับปรุงพอร์ตไอดีเพื่อการไหลเวียนอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ที่ดีขึ้น ทั้งยังเพิ่มกำลังอัดจาก 9.6 เป็น 10.2:1 อีกด้วย ส่วนเสื้อสูบยังคงใช้แบบเหล็กหล่อเพื่อความทนทาน แต่อัปเกรดวัสดุและสารเคลือบแบริ่งก้านสูบใหม่ เพื่อลดแรงเสียดทาน และรองรับความทนทานต่อแรงเค้นที่สูงขึ้น นอกจากนั้น ใน FJ ยังมีการปรับตำแหน่งกรองอากาศและปากท่อให้อยู่เหนือซุ้มล้อ และติดตั้งคิ้วยางเพิ่มบริเวณเหนือกระจังหน้า เพื่อลดโอกาสที่น้ำหรือโคลนจะเล็ดรอดเข้าไปด้านบนของห้องเครื่อง เพื่อให้รถลุยน้ำได้ลึก 700 มม.
ฝาถังน้ำมัน Toyota FJ รองรับเชื้อเพลิงตั้งแต่ 91 RON ขึ้นไป พร้อมระบบเซนเซอร์ตรวจจับค่าออกเทนแบบเรียลไทม์เพื่อปรับ Mapping อัตโนมัติ
ข้อดีอีกประการของขุมพลังนี้ คือสามารถเติมเชื้อเพลิงได้ตั้งแต่ 91 RON ขึ้นไป เนื่องจากเซนเซอร์สามารถตรวจจับค่าออกเทนได้แบบเรียลไทม์ และจะปรับ Mapping ไปตามเชื้อเพลิงนั้นๆ อัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม ด้วยอัตราสิ้นเปลืองระดับ 10 กม./ลิตร ถือว่าค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์เบนซินยุคใหม่ที่มักอยู่ราว 13-15 กม./ลิตร
คันเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ 6 Super ECT ที่คอนโซลกลาง 2026 Toyota Land Cruiser FJ พร้อมระบบ Sequential Shiftmatic และ Blipping Downshift Control
เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ‘6 Super ECT’ ควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ มีระบบ Sequential Shiftmatic พร้อม Blipping Downshift Control (ระบบเบิ้ลคันเร่งอัตโนมัติขณะเชนจ์เกียร์ลง) มาให้ด้วย การเปลี่ยนจากเกียร์สู่เกียร์ราบรื่นและให้ความรู้สึกคล้ายเกียร์ e-CVT ของ Honda ด้วยเครื่องยนต์กำลังน้อย ระบบจึงมักค้างไว้ที่เกียร์ 5 (แทนที่จะใช้เกียร์ 6) เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้มีอัตราสิ้นเปลืองสูง

การขับขี่เน้นสมรรถนะ: ไม่แรง แต่ทรงตัวดี

เมื่อทดสอบสมรรถนะการขับขี่แบบใช้ความเร็ว เพื่อดูประสิทธิภาพการบังคับควบคุมและการเกาะถนน พบว่า Toyota FJ ที่มีความสูงเกือบ 1.9 เมตร แต่ความกว้างช่วงล้อ (Track Width) เพียง 1.5 เมตร กลับทรงตัวได้ดีขณะเข้าโค้ง มีอาการเอียงตัวไม่มากนักเมื่อเทียบกับ SUV ทั่วไป

ข้อเสียคือ ระบบบังคับเลี้ยวแบบไฮดรอลิกให้น้ำหนักเบา, ตอบสนองเชื่องช้า และไม่สื่อสารความเป็นไปของล้อหน้ามาสู่มือ นอกจากนั้น ด้วยเครื่องยนต์ที่ไม่เน้นพละกำลัง จึงทำให้ Land Cruiser FJ ไม่ใช่รถขับสนุก (บนถนนปกติ) แต่อย่างใด

ภาพมุมกว้างภายในห้องโดยสาร Land Cruiser FJ 2026 ขณะขับขี่เข้าโค้งบนทางเรียบโดยตัวถังเอียงน้อยจากการทดสอบปรับเซ็ตสปริงและแดมเปอร์ 20-30 ชุด
แม้ช่วงล่างของ Toyota FJ ถูกเซ็ตมานุ่มนวล และมีระยะ Travel มาก เพื่อใช้ในการลุย แต่ยังสามารถรับมือกับโค้งต่อเนื่องบนถนนดำได้ดี ตัวถังเอียงน้อย และเกาะหนึบราวกับรถ Crossover ผลลัพธ์อันน่าทึ่งนี้เกิดจากการทดลองค่าสปริงและแดมเปอร์มากถึง 20-30 ชุด เพื่อให้ได้มาซึ่งช่วงล่างที่สามารถใช้งานได้ในเรนจ์กว้างมาก ร่วมด้วยการใช้เหล็กความแกร่งสูง, สปอตตัวถังช่วงพื้นรถ ส่วนแชสซีส์ IMV มีเฉพาะส่วนกลางที่ใช้ร่วมกับรถรุ่นอื่น แต่ออกแบบส่วนหน้าและท้ายใหม่เพื่อรองรับตัวถังของ FJ โดยตรง พร้อมเพิ่มคานและส่วนค้ำยัน เพื่อลดการบิดตัว

 การขับขี่ออฟโรด: ความมหัศจรรย์ของ FJ อยู่ตรงนี้!

จากการทดสอบของ Torque Thailand บนเส้นทางออฟโรดพบว่า Toyota FJ ใหม่ ไม่ทำให้เสียชื่อตระกูล Land Cruiser ซึ่งเป็นที่ยอมรับด้านประสิทธิภาพออฟโรดมาแต่ไหนแต่ไร ด้วยศักยภาพการบุกตะลุยอันน่าทึ่ง เมื่อเทียบกับพละกำลังน้อยนิดของมัน สิ่งนี้เกิดขึ้นได้เพราะช่วงล่างที่มีระยะ Travel (ระยะจาก ยุบสุด-ถึง-ยืดสุด) ใกล้เคียงกับ Land Cruiser สายลุยรุ่นใหญ่ “ซีรีส์ 70” จึงลดโอกาสล้อลอยเหนือพื้น (สูญเสียแรงยึดเกาะ) ลงได้มากขึ้น บวกด้วยระบบควบคุมแรงยึดเกาะทำงานได้ฉับไวและแม่นยำ สามารถหยุดล้อที่ลอยเหนือพื้นหรือล้อที่หมุนฟรีได้แทบจะทันที จึงปีนไต่เนินสลับหรือทางหินได้อย่างราบรื่นต่อเนื่อง นอกจากนั้น ยังมีระบบล็อกเฟืองท้ายล้อหลังมาให้เป็นอีกหนึ่งอาวุธลับในการลุยอีกด้วย

ในส่วนของพละกำลัง แม้จะไม่หวือหวาบนถนนทั่วไป แต่อย่างที่ทราบกันดีว่า พลังไม่ใช่ปัจจัยหลักในการลุยเส้นทางวิบาก ทำให้ FJ ใหม่ ไม่เสียเปรียบใครนักในด้านนี้ โดยขณะขับขี่ออฟโรดพบว่า มีแรงบิดรอบต่ำเหลือเฟือจนสามารถปีนไต่เนินหรือทางโคลนได้ด้วยรอบเดินเบา หรือแค่แตะคันเร่งเล็กน้อย ที่ประมาณ 1,200-1,500 รอบ/นาที ด้วยเกียร์ 1 (ขณะใช้ 4L) ก็สามารถขับผ่านอุปสรรคไปได้

การไม่มีเทคโนโลยีช่วยเหลือขณะขับออฟโรดมากนัก ในแง่หนึ่งเป็นข้อเสียของ Land Cruiser ใหม่คันนี้ แต่ในอีกแง่หนึ่งคุณจะได้สนุกไปกับการได้ใช้ฝีมือตัวเองเพื่อให้สามารถขับผ่านเส้นทางทุรกันดารไปได้ นอกจากนั้น ระบบที่ไม่ซับซ้อนยังหมายถึงสามารถซ่อมแซมได้ง่ายกว่าอีกด้วย

ทัศนวิสัยรอบด้านดีเยี่ยมขณะขับออฟโรด ด้วยเบาะนั่งที่วางไว้สูงกับแดชบอร์ดเรียบเสมอขอบล่างของกระจกหน้า ร่วมด้วยฝากระโปรงหน้าตั้งตรง (ขนานกับพื้น) จึงเห็นปลายสุดได้ชัด กะระยะง่าย จะมีจุดอับสายตาเฉพาะช่วงเสา C (บริเวณห้องเก็บของท้ายรถ) เมื่อรวมกับกล้องถอยความละเอียดต่ำ ทำให้ถอยหลังค่อนข้างยากในป่า

และนั่นคือจุดที่ Torque Thailand ต้องตำหนิอย่างตรงไปตรงมา… กล้องรอบคัน (Panoramic View Monitor – PVM) แม้มีฟังก์ชันจำลองมุมมองพื้นใต้ท้องรถ แต่ภาพให้ความละเอียดต่ำมาก ราวกับใช้กล้องจากโทรศัพท์มือถือยุคแรก จึงเห็นวัตถุต่างๆ ไม่ชัด ทำให้ฟังก์ชันนี้ไม่สามารถใช้งานได้จริง

เรื่องอื่นๆของ Land Cruiser FJ ที่ต้องพิจารณา เกี่ยวกับประสิทธิภาพออฟโรด คือความกว้างช่วงล้อ 1.5 เมตร เมื่อเทียบกับความสูงตัวถัง 1.9 เมตร ทำให้รถมีโอกาสพลิกตะแคงข้างณะขับบนทางเอียงได้สูงกว่าคู่แข่ง เช่น Tank 300 ซึ่งฐานล้อกว้างกว่าถึงเกือบ 100 มม. นอกจากนั้น ระบบเบรกยังไม่สามารถรับมือกับแรงบิดรอบต่ำของรถ (เมื่อใช้ 4L) ได้ จึงต้องเหยียบแบบสุดแรงรถถึงจะหยุดสนิท

สวิตช์ควบคุมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Part-time ที่คอนโซลกลาง 2026 Toyota FJ พร้อมปุ่มระบบช่วยลงเนิน ระบบออกตัวเกียร์ 2 และระบบล็อคเฟืองท้ายหลัง
ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Part-time ที่เรียบง่าย ไม่มีรูปแบบการขับขี่ให้เลือก มีเพียงระบบช่วยเหลือพื้นฐานคือ ระบบช่วยควบคุมความเร็วอัตโนมัติขณะลงเนิน, ระบบป้องกันการไหลถอยหลังเมื่อออกตัวบนเนินชัน, ระบบออกตัวด้วยเกียร์ 2 และระบบล็อคเฟืองท้ายล้อหลัง

ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว และยางขนาด 265/60 อุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมชิ้นส่วนช่วงล่างที่ปรับค่าความแข็งสปริงและความหนืดแดมเปอร์ใหม่

Toyota Land Cruiser FJ ด้านท้ายรถ แสดงตำแหน่งคอนโทรลอาร์มช่วงล่างหลังที่ปรับจุดหมุนสูงขึ้น พร้อมระยะ Travel สูงระดับเดียวกับ 70 Series และใต้ท้องสูง 245 มม.
ให้ล้อขนาด 18 นิ้ว และยาง 265/60 เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน องค์ประกอบช่วงล่างใช้ชิ้นส่วนจาก Fortuner เป็นส่วนใหญ่ แต่ปรับค่าความแข็งสปริงและปรับความหนืดแดมเปอร์ใหม่ คอนโทรลอาร์มของช่วงล่างหลัง จาก Fortuner เช่นกัน แต่ปรับปรุงช่วงจุดหมุนด้านหน้า (จุดที่ยึดกับแชสซีส์) ของคานใหม่ให้สูงขึ้น เพื่อลดโอกาสครูดกับพื้น… Toyota เคลมว่า ระยะ Travel ของ FJ อยู่ในระดับเดียวกับตัวลุย 70 Series ทีเดียว ในขณะที่ความสูงใต้ท้อง 245 มม. เทียบเท่ากับรุ่นพี่ 250 Series

การขับขี่นอกเมือง: ช่วงล่างนุ่มนวล ห้องโดยสารเงียบ

Torque Thailand ทดลองขับ Toyota Land Cruiser FJ ออกต่างจังหวัด พบว่าจุดเด่นอยู่ที่การตัดเสียงรบกวนภายนอก จนแทบไม่ได้ยินเสียงลมและเครื่องยนต์ เมื่อขับด้วยความเร็วคงที่และไม่เกิน 100 กม./ชม. จะมีเสียงลมบ้างเล็กน้อยบริเวณเสาหน้าและหลังคาเมื่อขับเร็วกว่านั้น ถือว่ายอดเยี่ยมมากสำหรับรถทรงกล่องที่มีกระจกหน้าตั้งตรงกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม เสียงเครื่องยนต์ดังเข้ามามากขณะเร่ง และเสียงท่อไอเสียก็ดังกว่ารถทั่วไปอย่างชัดเจน

อีกจุดที่ Toyota FJ รุ่นปี 2026 ทำได้ดีมากคือการเซ็ตช่วงล่าง ที่ให้ความนุ่มนวลได้ดี ดูดซับแรงสั่นสะเทือนขณะขับผ่านผิวทางขรุขระได้ราวกับรถช่วงล่างอิสระสี่ล้อที่มีฐานล้อยาวกว่านี้ ทั้งยังควบคุมการเอียงตัวถังได้ดีทั้งขณะเข้าโค้งกว้างและเปลี่ยนเลนไปมาที่ความเร็วสูง

จุดสังเกตคือ เกียร์มักจะค้างที่เกียร์ 5 ไม่ค่อยยอมเปลี่ยนไปสู่เกียร์ 6 เพื่อให้ยังพอมีอัตราเร่งในเกียร์ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการทำให้ที่ความเร็ว 100 กม./ชม. รอบเครื่องสูงกว่า 2,000 รอบ/นาที จึงมีอัตราสิ้นเปลืองสูงกว่า คุณอาจต้องยกคันเร่งช่วยเล็กน้อยหรือใช้โหมด Manual (การเปลี่ยนเกียร์เอง) เพื่อเข้าเกียร์ 6 และรอบเครื่องจะลงมาที่ราว 1,700 รอบ/นาที

การขับขี่ในเมือง: ตัวเล็กคล่องแคล่ว แต่พวงมาลัยหนักไป

จากการทดสอบขับใช้งานในเมือง Toyota Land Cruiser FJ ให้ความรู้สึกเหมือนตัวมันเองมีขนาดใหญ่กว่าตัวเลขมิติรถในโบรชัวร์ไปมาก เพราะการใช้เหลี่ยมสันและเส้นตรง ร่วมกับกระจกหน้าตั้งตรงกว่ารถทั่วไปและเบาะนั่งที่จัดวางไว้สูง แต่ความจริงมันสั้นกว่าถึง 150 มม. และแคบกว่า 75 มม. เมื่อเทียบกับ GWM Tank 300 จึงซอกแซกได้คล่องแคล่วกว่า ทั้งยังมีรัศมีวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 5.5 เมตร หรือใกล้เคียงกับรถซีดานขนาดกลางเช่น Toyota Camry, Honda Accord ทำให้การจอดที่แคบหรือกลับรถทำได้ง่ายดายยิ่งขึ้น

ข้อเสียของการขับในเมืองคือระบบบังคับเลี้ยวหนักมากที่ความเร็วต่ำ ถ้าคุณชอบรถที่สามารถหมุนควงพวงมาลัยด้วยฝ่ามือเดียวแบบสบายๆ นี่ไม่ใช่รถของคุณ

Toyota FJ รถเต็มคันมุมหน้าซ้ายขณะขับขี่เข้าโค้ง แสดงความเสถียรของการทรงตัวแม้ตัวรถสูงเกือบ 1.9 เมตร แต่มีความกว้างช่วงล้อเพียง 1.5 เมตร
ด้วยขนาดที่กะทัดรัดส่งให้ Land Cruiser FJ คล่องตัวสูง ทั้งในการขับขี่ออฟโรด ตลอดจนขณะขับใช้งานทั่วไปทั้งในและนอกเมือง ทั้งยังเก็บเสียงดีและสั่นสะเทือนน้อยมาก

ดีไซน์ภายนอก: เน้นรองรับการลุยออฟโรด

การออกแบบตัวถังยังคงสะท้อนปรัชญาของ “ตัวลุย” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล Land Cruiser ด้วยการเน้นฟังก์ชันเหนือความสวยงาม เห็นได้ชัดจากการใช้กันชนหน้า, หลัง ตลอดจนโป่งล้อและกาบประตู ผลิตจากวัสดุพลาสติกสังเคราะห์ที่สามารถบิดตัวและกลับคืนรูปทรงเดิมได้ทันที ไม่มีการพ่นสี เพื่อรองรับการขูดขีดขณะลุยป่าหรือเบียดหน้าผา และยังสามารถเปลี่ยนได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาทำสี

ระยะต่ำสุดถึงพื้น 245 มม. นับว่าสูงมากๆ สำหรับรถไซส์นี้ ทั้งยังมีมุมจาก (Departure Angle) มากถึง 38 องศา ในขณะที่ด้านหน้าให้มุมไต่ (Approach Angle) 30 องศา เมื่อรวมกับความยาวฐานล้อเพียง 2,580 มม. ตลอดจนการจัดวางปากทางเข้าอากาศสู่เครื่องยนต์ไว้สูง (บริเวณเหนือซุ้มบังโคลนหน้า) เพื่อให้ลุยน้ำได้ลึกสุด 700 มม. ส่งให้ FJ ใหม่ สามารถขับขี่บนเส้นทางออฟโรดโหดๆ เช่น ไต่หิน, ข้ามน้ำ, หลุมลึก, เนินชันๆ ได้มากขึ้น

ภาพร่างรถต้นแบบ Toyota Land Cruiser FJ ที่เริ่มพัฒนาปี 2022 ภายใต้แนวคิด Freedom and Joy ผสานดีไซน์จาก 40 Series และรูปทรงลูกเต๋า
FJ ใหม่ เริ่มพัฒนาขึ้นเมื่อปี 2022 และกลายเป็น Land Cruiser ที่มีขนาดกะทัดรัดที่สุดของไลน์อัพ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานบนถนนแคบๆ ที่ซึ่งรุ่นพี่ไม่สามารถให้ความคล่องตัวได้เทียบเท่า ออกแบบภายใต้แนวคิด “Freedom and Joy” พุ่งเป้าไปที่การผสานความน่าเชื่อถือและคุณภาพของ Land Cruiser เข้ากับขนาดที่ใช้งานง่ายและความสนุกสนานในการขับขี่ ดีไซน์ภายนอกนำแรงบันดาลใจจาก 40 Series มาผสานเข้ากับรูปทรงของลูกเต๋าที่ลบความคมช่วงมุมของแต่ละด้านออก (เห็นได้ชัดที่สุดบริเวณหลังคา) ด้วยวิธีนี้ช่วยแก้ Pain Point ของรถทรงกล่อง ส่งให้มีแอโรไดนามิกส์ที่ดีขึ้น แต่ยังคงความแข็งแกร่งของตัวถังไว้ได้
Toyota Land Cruiser FJ รถเต็มคันหน้าตรง แสดงกันชนหน้าแบบแยกชิ้น กระจังหน้าอักษร TOYOTA และตะแกรงสี่เหลี่ยมยื่นเพื่อลดแรงกระแทกกรณีชนคนเดินเท้า
กันชนหน้าแบบแยกชิ้น (กลาง + ซ้าย + ขวา) ช่วยให้ผู้เป็นเจ้าของสามารถเปลี่ยนเฉพาะส่วนที่เสียหายได้ เพื่อลดค่าใช้จ่าย ข้างกันชนดีไซน์ให้หักมุมเอียงเข้าหาซุ้มล้อเพื่อลดโอกาสชนต้นไม้หรือหน้าผาขณะเลี้ยว กล้องด้านหน้าของระบบแสดงภาพรอบคัน ติดตั้งไว้ที่ส่วนบนของกันชน เพื่อให้แสดงภาพได้โดยไม่ถูกส่วนยื่นของกันชนบดบัง (หากติดกล้องไว้ที่กระจังหน้า เหมือนรถทั่วไป) แล้วใช้ครีบแนวตั้งเพื่อทำหน้าที่รับแรงกระแทกจากด้านล่าง ป้องกันไม่ให้กล้องเสียหาย ทั้งยังช่วยลดโอกาสกรวดหินเข้าไปกระแทกแผงรังผึ้งด้านในได้อีกด้วย ส่วนกระจังหน้าใช้อักษร “TOYOTA” เช่นเดียวกับตระกูล LC อื่นๆ และออกแบบตะแกรงสี่เหลี่ยมให้ยื่นออกมาเล็กน้อยเพื่อช่วยซับแรงกระแทกหากชนเข้ากับคนเดินเท้า

โคมไฟหน้า LED พร้อมระบบไฟสูงอัตโนมัติของ Toyota Land Cruiser FJ

ด้านหน้ารถครึ่งคัน แสดงคิ้วยางซีลใต้ฝากระโปรงป้องกันน้ำและโคลนเข้าห้องเครื่อง พร้อมฝากระโปรงหน้าทรงต่ำตรงกลางและสันนูนสองข้างสำหรับกะระยะ
ชุดไฟหน้าและสปอตไลต์เป็น LED ทั้งหมด สังเกตที่เหนือขอบกระจังหน้าจะเห็นคิ้วยางคั่นไว้ใต้ฝากระโปรง ทำหน้าที่เหมือนซีลเพื่อป้องกันน้ำหรือโคลนไม่ให้เข้าไปในห้องเครื่องด้านบน ทั้งยังช่วยลดเสียงลมและเพิ่มประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ไปในที่ ส่วนฝากระโปรงออกแบบให้ช่วงกลางต่ำลงเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยด้านหน้า จุดยากคือการทำให้พื้นที่ส่วนที่ไม่บุบง่ายแต่ยังต้องยุบตัวได้เพื่อรองรับศีรษะหากเกิดการชน ขณะที่ส่วนสันนูนทั้งสองข้าง ซึ่งผู้ขับจะมองเห็นส่วนปลายสุด (ก่อนเริ่มโค้งและเอียงลงหากระจังหน้า) ออกแบบมาอย่างตั้งใจ เพื่อให้สามารถกะระยะหน้ารถได้ง่ายขึ้น แต่ก็เป็นจุดที่ออกแบบยากเช่นกัน เนื่องจากวอลลุ่มที่ต่างกับช่วงกลางฝามาก ทำให้เกิดต้องปรับแต่งหลายครั้งเพื่อไม่ให้เกิดการแตกร้าวบริเวณสันนี้ เมื่อปั๊มขึ้นรูปในขั้นตอนการผลิต
แผ่นปิดกันกระแทกใต้ท้องและช่องเปิดทรงสี่เหลี่ยมใต้กันชนหน้าของ Toyota FJ
ใต้กันชนหน้าใช้ช่องเปิดทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ได้เนื่องจากด้านในไม่มีชิ้นส่วนสำคัญด้านในที่ต้องระวังเศษหินหรือวัตถุต่างๆ เข้าไปทำความเสียหาย ส่วนใต้ท้องมีแผ่นป้องกันมาให้บางส่วน หากคุณต้องลุยหนัก แนะนำให้เปลี่ยนไปใช้วัสดุที่มีความแข็งแกร่งขึ้นอีกขั้น
กาบประตูแบบถอดประกอบได้พร้อมคลิปล็อคเสริมความแข็งแรง และบันไดข้างเสริมความแกร่งของ Toyota Land Cruiser FJ
กาบประตูดีไซน์ให้สามารถถอดประกอบได้ง่าย แต่ก็ยังคงความแข็งแรงด้วยการออกแบบให้คลิปล็อคยึดชิ้นงานได้แน่นเพื่อป้องกันไม่ให้หลุดออกเมื่อเกิดการกระแทกขณะออฟโรด บันไดข้างก็มีการเสริมความแกร่งเช่นกัน
กระจกมองข้างทรงดีไซน์แอโรไดนามิกส์ ช่วยลดเสียงลมและให้มุมมองกว้างครอบคลุมตัวรถขนาดเล็ก
กระจกมองข้างเป็นจุดที่หลายคนพูดตรงกันว่า ไม่เข้ากับกับทรงเหลี่ยมของรถ (LC อื่นๆ ใช้กระจกมองข้างทรงเหลี่ยม) อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อดีที่รูปทรงแบบนี้ช่วยเรื่องแอโรไดนามิกส์และลดเสียงลมได้ดีกว่า และเพราะรถมีขนาดเล็ก จึงไม่จำเป็นต้องใช้กระจกทรงเหลี่ยมขนาดใหญ่ ก็ให้มุมมองกว้างและครอบคลุมได้แล้ว

Toyota Land Cruiser FJ รถเต็มคันมุมท้ายขวา แสดงแนวขอบกระจกประตูหน้าแบบลดต่ำ กันชนหลังแยก 3 ชิ้นพร้อมส่วนบนเสริมแข็ง และมุมจาก 38 องศา

ยางอะไหล่ติดตั้งบริเวณฝาท้าย เพื่อไม่ให้กินพื้นที่ใต้ท้องรถและเว้นระยะห่างลดการสะสมของหิมะ
ออกแบบส่วนล่างกระจกหน้าต่างของประตูหน้าให้ต่ำกว่าด้านหลังเพื่อเพิ่มมุมมองด้านข้างขณะขับขี่ออฟโรด จุดที่ต้องชื่นชมคือการออกแบบแผงประตูให้แบนเรียบอย่างมาก ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่จะปั๊มขึ้นรูปโลหะชิ้นใหญ่ให้เรียบตรงได้ขนาดนี้… กันชนหลังแยกได้ 3 ชิ้นเช่นกัน ส่วนบนเสริมความแข็งแรงเพื่อให้สามารถเหยียบ (ปีน) ขึ้นไปวางหรือหยิบสัมภาระบนหลังคาได้ กันชนและส่วนยื่นที่สั้นมากทำให้ FJ มีมุมจากมากถึง 38 องศา ยางอะไหล่ติดตั้งไว้ที่ฝาท้ายตามสไตล์ตัวลุย เพื่อไม่ให้กินพื้นที่ใต้ท้องรถ (ทำให้ระยะห่างใต้ท้อง ช่วงท้ายรถ ลดลง) เมื่อมองจากด้านท้ายจะเห็นรูปทรง “ลูกเต๋า” อย่างชัดเจน ตัวฝาท้ายครึ่งบนเป็นกระจกส่วนครึ่งล่างเป็นวัสดุสังเคราะห์สีดำเงา ใช้ที่ปัดน้ำฝนติดตั้งด้านบน-ปัดลงล่าง วิธีนี้ช่วยให้มอเตอร์ปัดน้ำฝนไม่ต้องทำงานหนักเมื่อมีหิมะเกาะบนก้าน เมื่อเทียบกับที่ปัดน้ำฝนติดตั้งด้านล่างซึ่งต้องออกแรงยกน้ำหนักของหิมะบนก้านไปด้วย

ชุดไฟท้ายทรงกล่องนูนติดตั้งมุมสุดของตัวรถ เพื่อป้องกันการกินพื้นที่ห้องเก็บสัมภาระด้านใน

ตัวอักษร LAND CRUISER ตกแต่งบริเวณด้านข้างของชุดโคมไฟท้าย
ชุดไฟท้ายติดตั้งไว้มุมสุด และมีรูปทรงเป็นกล่องนูนออกมาเพื่อไม่ให้เข้าไปกินพื้นที่เก็บของด้านในมากนัก มีอักษร “LAND CRUISER” ตกแต่งไว้เช่นเดียวกับในโคมไฟหน้าและอีกหลายๆ จุดของรถ

ดีไซน์ห้องโดยสาร: เน้นทนทาน ทำความสะอาดง่าย

ใช้วัสดุหนังเทียมและพลาสติกเป็นหลักทั่วทั้งห้องโดยสาร จึงดูไม่พรีเมี่ยมเท่าไหร่เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Tank 300 แต่ก็ได้มาซึ่งการดูแลรักษาและทำความสะอาดง่าย ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญเมื่อคุณเน้นใช้งานออฟโรด ที่เนื้อตัวมักเปรอะเปื้อนดินโคลน และบางครั้งก็เสื้อผ้าเปียกชุ่ม ซึ่งเหมาะกับวัสดุเหล่านี้เพราะเช็ดล้างง่ายทั้งยังไม่ต้องการการทะนุถนอมมากนัก

อีกจุดเด่นคือการตัดเสียงรบกวนจากภายนอก ที่ทำได้ดีมาก แทบไม่ได้ยินเสียงการจราจรภายนอก, เสียงจากใต้ท้อง หรือเสียงลม เมื่อขับที่ไม่เกิน 100 กม./ชม. เช่นเดียวกับความสั่นสะเทือนที่น้อยจนไม่รู้สึกแม้ขณะเร่งความเร็ว อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงเครื่องยนต์ดังเข้ามามากเมื่อเร่ง เช่นเดียวกับท่อไอเสียที่ดังจนคุณได้ยินชัดว่าเสียงมาจากด้านหลัง

จากการใช้ฐานล้อสั้นเพื่อเพิ่มศักยภาพการขับขี่ออฟโรด จึงต้องแลกมาด้วยพื้นที่ห้องโดยสารแคบ โดยเฉพาะเบาะหลังและห้องเก็บของท้ายรถ นอกจากนั้น การวางเบาะไว้สูงยังทำให้มี Headroom เหลือน้อย โดยคนที่ตัวสูง 180 ซม. ศีรษะห่างจากหลังคาไม่ถึง 75 มม. แม้ปรับเบาะลงต่ำสุดแล้วก็ตาม

การควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆ ของรถ ต้องทำผ่านปุ่มกดและสวิตช์เป็นส่วนใหญ่ ค่อนข้าง Old School แต่ใช้งานสะดวกขณะขับขี่ ส่วนจอแสดงผลส่วนกลางมาพร้อมแผนที่ในตัว ซึ่งดีมากสำหรับสายลุยที่บางครั้งอาจต้องอยู่บนพื้นที่ห่างไกล จนไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต (จากโทรศัพท์) เพราะคุณยังสามารถดูแผนที่จากรถได้โดยตรง… อย่างน้อยก็เพิ่มโอกาสที่จะมีแผนที่ให้ดู

ภาพมุมกว้างแผงแดชบอร์ดในห้องโดยสาร Land Cruiser FJ 2026 ดีไซน์ผสมผสานระหว่าง Hilux Champ และ LC 250 Series ใช้เส้นตรงแนวนอนช่วยวัดระดับเอียง
แดชบอร์ดมีดีไซน์ผสานกันระหว่าง Hilux Champ และ LC 250 Series จัดวางไว้แนวเดียวกับกระจกหน้าและใช้เส้นตรงแนวนอนเป็นหลักเพื่อให้ผู้ขับสามารถใช้เป็นเส้นสมมุติเพื่อวัดว่ารถกำลังเอียง (ซ้าย/ขวา) มากน้อยแค่ไหน ส่วนแผงประตูค่อนข้างแบนราบและจัดวางที่เท้าแขนในตำแหน่งที่จะไม่ไปขัดกับแขนผู้ขับขณะหมุนพวงมาลัย
พวงมาลัยทรงหกเหลี่ยมของ Land Cruiser FJ ดีไซน์แบบเดียวกับ Land Cruiser 250 และ Travo
ระบบบังคับเลี้ยวไฮดรอลิก ให้ความรู้สึกขณะขับขี่ไม่ดีนัก หนักมากที่ความเร็วต่ำ ทว่าเบาไปที่ความเร็วสูง ทั้งยังตอบสนองช้าและไม่สื่อสาร แต่มีข้อดีที่ทนทาน ซ่อมแซมง่าย พวงมาลัยเป็นแบบเดียวกับ Land Cruiser 250 และ Travo แต่ด้วยทรงแบบหกเหลี่ยมทำให้ดูเข้ากับธีม “ลูกเต๋า” ของ FJ มากกว่ารุ่นอื่นๆ

จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 7 นิ้ว สำหรับผู้ขับขี่ใน Land Cruiser FJ

จอแสดงผลส่วนกลางสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมระบบนำทางในตัวของ Land Cruiser FJ

หน้าจอแสดงผลส่วนกลาง Land Cruiser FJ ขณะแสดงข้อมูลระดับตัวรถ วัดมุมเอียง มุมเงย และมุมกดแบบเรียลไทม์
จอสำหรับผู้ขับและจอส่วนกลางจัดวางรวมอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ โดยจอผู้ขับมีขนาด 7 นิ้ว เรียกดูข้อมูลต่างๆ ได้หลากหลาย ขณะที่จอส่วนกลางมีขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมระบบนำทางในตัว สามารถแสดงข้อมูลองศารถได้ รองรับทั้ง Apple และ Android

เบาะนั่งคู่หน้าของ Land Cruiser FJ ปรับไฟฟ้าเฉพาะฝั่งผู้ขับ วางตำแหน่งสูงเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยการมองเห็น

เบาะนั่งผู้โดยสารแถวหลัง ปรับเอนพนักพิงและปรับเลื่อนหน้า-หลังได้ระยะ 75 มม.
เบาะหน้าปรับไฟฟ้าเฉพาะผู้ขับ จัดวางไว้สูงมาก เมื่อรวมกับกระจกรอบคันขนาดใหญ่ทำให้ได้ทัศนวิสัยชัดเจนขณะขับขี่ แต่ก็ต้องแลกมาด้วย Headroom ที่จำกัดหากคุณตัวสูง 180 ซม. ขึ้นไป ส่วนเบาะหลังสามารถปรับพนักพิงให้เอนนอนได้ และปรับเลื่อน เดินหน้า-ถอยหลัง ได้ 75 มม. ตัวเบาะรองนั่งออกแบบช่วงมุมเบาะให้โค้ง และเว้าแผงประตูช่วงใต้ที่วางแขน เข้าด้านใน เพื่อหลบเข่าผู้นั่งขณะเข้าออกรถ แต่เนื่องจากฐานล้อสั้นจึงมีพื้นที่วางขาน้อย

พื้นที่ห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ Land Cruiser FJ เมื่อเปิดฝาท้าย มีความลึก 735 มม. กว้าง 1,135 มม. สูง 1,030 มม. ความจุ 795 ลิตร

แดมเปอร์ค้ำฝาท้ายแบบเปิดข้าง พร้อมระบบกลไกล็อคกันฝาท้ายปิดเองและบานพับโครงสร้างแข็งแกร่งพิเศษ
ฝาท้ายเปิดออกด้านข้าง พร้อมแดมเปอร์ที่สามารถล็อคเพื่อค้ำไม่ให้ฝาท้ายปิดเข้ามาเองได้ ตัวบานพับตลอดจนโครงฝาท้ายบริเวณบานพับ ออกแบบให้มีความแข็งแกร่งสูงพิเศษเพื่อรองรับแรงกระแทกในกรณีผู้ใช้เปิดประตูแรงหรือพยายามดันให้กว้างออกไป ขอบของห้องเก็บของบางพิเศษเพื่อเพิ่มพื้นที่ทางเข้า พื้นที่วางของลึก 735 มม. กว้าง 1,135 มม. และสูง 1,030 มม. สามารถจุของได้ 795 ลิตร พนักพิงพับได้แต่ไม่เสมอกับพื้นห้องเก็บของ

น็อตพลาสติกบริเวณฝาท้ายด้านใน สำหรับติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งจุดเก็บของเพิ่มเติมของ FJ

น็อตพลาสติกบริเวณช่องเก็บของด้านบนขวาในห้องสัมภาระ สำหรับติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มจุดยึดของ
ที่ฝาท้ายและช่องด้านบนขวาในห้องเก็บของ มีน็อตพลาสติกที่ออกแบบเตรียมไว้สำหรับติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่ง ซึ่งมีจำหน่ายใน FJ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเปลี่ยนเป็นจุดเก็บของเพิ่มเติมได้

ชุดหน้าจอและแผงสวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยก 2 โซน พร้อมระบบกรองฝุ่น PM2.5 ใน Toyota FJ

คอนโซลกลางติดตั้งช่องเชื่อมต่อ USB Type-C จำนวน 3 ตำแหน่ง และช่องจ่ายไฟ 12V จำนวน 2 ตำแหน่ง

หน้าจอแสดงผลส่วนกลาง Toyota FJ ขณะใช้งานระบบกล้องมองรอบคัน Panoramic View Monitor พร้อมฟังก์ชันจำลองภาพใต้ท้องรถความละเอียดต่ำ

คันเบรกมือแบบกลไกเลเวอร์ในห้องโดยสาร สำหรับการใช้งานขับขี่ออฟโรดหนัก
ติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาให้เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป ไม่มีอะไรหวือหวานัก คุณจะได้ระบบปรับอากาศแยก 2 โซน พร้อมระบบกรอง PM2.5, ช่อง USB Type-C 3 ตำแหน่ง / 12V 2 ตำแหน่ง และกล้องรอบคันพร้อมระบบจำลองมุมมองใต้ท้องรถ ที่เป็นภาพเบลอๆ ส่วนเบรกมือแบบกลไก เหมาะกับการลุยหนัก เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องเบรกติดมากนัก

สวิตช์ควบคุมระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ Adaptive Cruise Control บนก้านพวงมาลัยฝั่งขวา

ตัวกล้องรับสัญญาณระบบ ADAS บริเวณกระจกหน้า สำหรับประมวลผลระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือการขับขี่

สัญลักษณ์ชื่อรุ่น LAND CRUISER FJ ตกแต่งบริเวณฝาท้ายรถ
ระบบช่วยเหลือขณะขับขี่และความปลอดภัย ติดตั้งมาให้ครบทั้ง ACC, ระบบช่วยเบรก, Blind Spot และอื่นๆ

ฟันธง – Toyota Land Cruiser FJ น่าซื้อมั้ย?

ไม่น่าซื้อ ถ้าคุณเน้นจำนวนอุปกรณ์มาตรฐาน, เทคโนโลยีแพรวพราว, ภายในกว้าง และประหยัดน้ำมัน ตัวเลือกอย่าง GWM Tank 300 Diesel 4WD เหมาะสมกว่าในกรณีนี้

แต่นี่คือรถที่ใช่ หากคุณให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพออฟโรดเป็นหลัก เพราะ Toyota Land Cruiser FJ มีพื้นฐานไว้ให้แล้วแบบ “แน่นๆ” ทั้งดีไซน์ตัวถังเพื่อรองรับการปีนไต่, ใต้ท้องสูง, ฐานล้อสั้น, ระยะ Travel ของช่วงล่าง และระบบควบคุมแทร็คชันอันยอดเยี่ยม จุดเด่นของรถคันนี้อยู่ที่ “เสน่ห์” สไตล์รถออฟโรดญี่ปุ่น เน้นทนทานและความสามารถในการบุกตะลุย มากกว่าลูกเล่นแพรวพราวแบบนักมายากลลวงโลก สามารถใช้งานได้แบบ “พังก็ซ่อม – แล้วพรุ่งนี้ไปลุยต่อ” ไม่ต้องพึ่งพาพละกำลัง แต่อาศัยสูตรสำเร็จรถสายลุย และเปิดโอกาสให้คุณได้สนุกกับการใช้ทักษะขับออฟโรด เพื่อเอาตัวรอดจากเส้นทางวิบาก ถ้าคุณชอบรถแบบนี้ Land Cruiser FJ คือตัวเลือกอันดับ 1 ครับ

SPECIFICATIONS: TOYOTA LAND CRUISER FJ (2026)

https://www.toyota.co.th/model/landcruiser_fj

Price

  • 1,269,000 Baht

Powertrain

  • 2694cc petrol inline-4
  • 166ps @ 5200rpm
  • 245Nm @ 4000rpm

Transmission

  • 6-speed automatic
  • Part-time Four-wheel drive

Performance

  • n/a 0-100km/h
  • n/a top speed
  • 4km/l (Claimed, Eco Sticker), 9.0km/l at tested, 241g/km CO2

Weight

  • 1960kg (Claimed, Eco Sticker)

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Toyota Land Cruiser FJ (2026)

ข้อดี ข้อเสีย ของ Toyota Land Cruiser FJ ใหม่ มีอะไรบ้าง?

ข้อดีคือ มีพื้นฐานที่ดีสำหรับการขับขี่ออฟโรด เพราะฐานล้อสั้น, ใต้ท้องรถสูง และช่วงล่าง ยืด-ยุบ ได้มาก เครื่องยนต์เป็นที่ยอมรับเรื่องความทนทาน ซ่อมง่าย อะไหล่เยอะ ข้อเสียคือ กินน้ำมันและมีอุปกรณ์มาตรฐานตลอดจนเทคโนโลยีไม่มากนัก

Pros: สรุปจุดเด่น

  • มีศักยภาพสูงในการลุยออฟโรด
  • ระบบควบคุมการขับเคลื่อนสี่ล้อทำงานฉับไว
  • ช่วงล่างนุ่มแต่หนึบ ระยะ Travel เยอะมาก
  • เครื่องยนต์ขึ้นชื่อเรื่องทนทาน ซ่อมง่าย อะไหล่เยอะ

Cons: สรุปจุดด้อย

  • กินน้ำมัน
  • อุปกรณ์มาตรฐานน้อย
  • ห้องโดยสารแคบ

คุ้มมั้ยถ้าจะซื้อ Toyota FJ?

คุ้มค่ามาก ถ้าคุณเน้นประสิทธิภาพการขับขี่แบบออฟโรด และอยากได้รถที่ทนทาน, ซ่อมง่าย, อะไหล่เยอะ แต่ไม่คุ้มหากให้ความสำคัญกับอัตราสิ้นเปลือง, ห้องโดยสารกว้าง และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีจัดเต็ม

Land Cruiser FJ ใหม่ กินน้ำมันจริงกี่ กม./ลิตร?

จากการทดสอบและประสบการณ์ใช้งานจริงของ Torque Thailand พบว่า Toyota LC FJ ปี 2026 มีอัตราสิ้นเปลืองเมื่อขับแบบปกติ 9.0 กม./ลิตร, ขับแบบใช้ความเร็วเป็นหลัก 6.7 กม./ลิตร และขับแบบเน้นประหยัดสุดๆ ทำได้ 9.7 กม./ลิตร

ข้อมูลจาก Eco Sticker ระบุว่า รถรุ่นนี้ทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยที่ 9.4 กม./ลิตร (10.6 ลิตร/100 กม.)

โปรดทราบว่า ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ได้จากการทดสอบ เป็นเพียงค่าการใช้งานในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และจะแตกต่างไปตามรูปแบบการใช้งาน, น้ำหนักบรรทุก, พฤติกรรมการขับขี่ และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ

ราคา Toyota Land FJ 2026 เท่าไหร่?

มีราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทย 1,269,000 บาท

โปรดทราบว่า ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง

มีรุ่นไหนใกล้เคียง / คู่แข่ง?

เนื่องจาก FJ Cruiser เป็น SUV เครื่องยนต์เบนซิน ขับเคลื่อนสี่ล้อ จึงไม่มีคู่แข่งโดยตรง แต่มีคู่แข่งที่ใกล้เคียงคือ GWM Tank 300 Diesel Ultra 4WD ราคา 1,299,000 บาท เครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร 184 แรงม้า, 480 นิวตันเมตร เกียร์ 9 จังหวะ เด่นที่อุปกรณ์เยอะ, ภายในกว้าง, เทคโนโลยีลูกเล่นเพียบ

มีการรับประกันหรือไม่?

Toyota Land Cruiser FJ รุ่นปี 2026 รับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ 3 ปี หรือ 100,000 กม.

โปรดทราบว่า เงื่อนไขการรับประกันอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง

Toyota FJ ใหม่ ขับดีมั้ย?

ขับดีที่สุดเมื่อใช้ลุยออฟโรด เพราะมีพื้นฐานของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ดีเยี่ยม ตลอดจนตัวถังที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับการลุยโดยตรง ขับทางไกลดีด้วยช่วงล่างที่นุ่มนวล ใช้ในเมืองได้เพราะเก็บเสียงดีและขนาดกะทัดรัด แต่จุดที่ต้องพิจารณาคือ อัตราสิ้นเปลืองและอัตราเร่งไม่ดีนัก

2026 Toyota Land Cruiser FJ ขับออฟโรดดีมั้ย?

น่าทึ่งมากเมื่อเทียบกับพละกำลังของเครื่องยนต์เพียง 166 แรงม้า, 245 นิวตันเมตร เพราะใช้เฟืองท้ายอัตราทดสูง 4.5:1 และมีระบบป้องกันล้อหมุนฟรีที่ทำงานฉับไวช่วยให้ขับผ่านอุปสรรคได้ง่าย นอกจากนั้น ช่วงล่างระยะ Travel สูงและฐานล้อสั้นยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการลุยในพื้นที่โหดๆ เช่น เนินชัน, โคลน, ไต่หิน หรือเนินสลับ ได้มากขึ้นอีกด้วย

ข้อมูลการทดสอบ

ข้อมูลทั้งหมดมาจากการทดลองขับจริงโดยผู้ทดสอบของ Torque

  • ผู้ทดสอบ: สุรเชษฐ์ เทียนทอง
  • รูปแบบการทดสอบ: ทดลองขับจริง
  • ระยะเวลารวม: 4 วัน
  • ระยะทางที่ทดสอบรวม:3 กม.
  • สถานที่: กรุงเทพฯ, นครนายก

Check Also

รถยนต์ Honda CR-V เจเนอเรชั่นที่ 6 เต็มคันในมุมหน้าเฉียง ซึ่งมีมิติตัวถังยาวกว่าเจเนอเรชั่นที่ 5 ถึง 120 มม. ทำให้ความยาวรวมเกือบถึง 4.7 เมตร แต่เป็นขนาดใหญ่สุดไม่เกิน 5 เมตรที่ Torque Thailand ทดสอบแล้วว่ายังขับใช้งานในกรุงเทพฯ ทั้งการจอด เข้าซอย และกลับรถได้สะดวก

รีวิว Honda CR-V e:HEV RS 2026 รถครอบครัวไฮบริดที่ควรซื้อที่สุดหรือไม่?

HONDA CR-V (2026) รีวิว: ถูกใจคนไทย? รุ่นอัพเดตล่าสุด ใส่เบาะทำความเย็น เพิ่ม Google Built-in และฟีเจอร์ใหม่เล็กน้อย ใครอยากได้รถใช้ยาวๆ ต้องคันนี้ ความเห็นจาก Torque …