TOYOTA LAND CRUISER FJ (2026) รีวิว: ไม่คุ้มค่า แต่น่าซื้อ! FJ ใหม่ คือ Toyota GT86 ในเวอร์ชั่นออฟโรด
สรุปสั้นๆ: ความเห็นจาก Torque
Land Cruiser FJ ทำให้เรานึกถึง Toyota GT86 เพราะคล้ายคลึงกันในแง่ของการมอบ “พื้นฐานที่ดี” มาให้ โดยผู้เป็นเจ้าของสามารถนำไปใช้งานจริงได้ทันที หรือปรับแต่งเพิ่มเติมให้ตรงกับความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของแต่ละคน ทั้งคู่ “ไม่แรง” และให้อุปกรณ์มาเหมือนรถเกรดเริ่มต้น ทว่าสร้างมาเพื่อจุดประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง (86 สำหรับความสนุกในการบังคับควบคุม – FJ เพื่อการลุย) Land Cruiser FJ ใหม่ ยังคงแสดงให้เห็นเวทมนต์อันลึกลับของชาวญี่ปุ่น ที่สามารถทำให้รถอันเรียบง่ายและเรี่ยวแรงน้อยนิด บุกตะลุยเส้นทางโหดๆ ได้อย่างน่าทึ่ง ไม่แพ้รถพลังแรงหรือใช้เทคโนโลยีขั้นสูง จากฝั่งยุโรปหรืออเมริกา
Torque’s Rating
|
หมวด |
คะแนน |
|
การบังคับควบคุม |
9 / 10 |
|
พละกำลังและอัตราเร่งในการใช้งาน |
5 / 10 |
|
ความอรรถประโยชน์ |
7 / 10 |
|
ความรู้สึกโดยรวมในการใช้งาน |
10 / 10 |
|
ความคุ้มค่าเมื่อเทียบราคา |
5 / 10 |
ควรซื้อถ้า…
คุณชอบรถที่ได้แสดงฝีมือการขับออฟโรด นอกจากนั้น FJ ยังคุ้มค่าในระยะยาว เนื่องจากอะไหล่ (โดยเฉพาะเครื่องยนต์) หาง่าย และราคาไม่แพง เมื่อรถหมดระยะประกันคุณภาพจากผู้ผลิต สามารถนำไปเซอร์วิสและซ่อมแซมจากอู่ทั่วไปได้ ด้วยค่าใช้จ่ายถูกกว่า ทั้งยังมีแนวโน้มสูงว่าราคาขายต่อจะไม่ตกจนน่าใจหายอีกด้วย
ไม่ควรซื้อถ้า…
คุณเน้นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกแน่นๆ และเทคโนโลยีล้ำสมัย รวมถึงให้ความสำคัญกับอัตราสิ้นเปลืองและพละกำลังเครื่องยนต์
เหมาะกับใคร?
- สายลุยออฟโรด
- ชอบใช้ทักษะการขับ มากกว่าความช่วยเหลือจากเทคโนโลยี
- เน้นซ่อมง่าย อะไหล่เยอะ
- คนที่หลงใหลเสน่ห์รถลุยสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ
ไม่เหมาะกับใคร?
- คนที่ชอบออปชั่นแน่นๆ
- คนที่เน้นประหยัดน้ำมัน
- สายซิ่ง เน้นความแรง
- ไม่ได้ขับใช้งานแบบออฟโรด
สมรรถนะและการขับขี่
กินน้ำมันเฉลี่ย 9 กม./ลิตร ขับออนโรดอัตราเร่งไม่ดี แต่ช่วงล่างนุ่มหนึบ เกาะถนนมั่นใจ จุดเด่นอยู่ที่ประสิทธิภาพออฟโรด ลุยหนักได้เพราะเกียร์อัตราทดต่ำ และระบบควบคุมการยึดเกาะที่ทำงานเร็ว
พละกำลังและอัตราสิ้นเปลือง: กินน้ำมัน เมื่อเทียบกับพละกำลังที่ได้มา
หากวัดกันที่อัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนัก Land Cruiser FJ รุ่นปี 2026 มีตัวเลขที่แย่กว่า Suzuki Swift เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร เสียอีก โดย 1 แรงม้าของ FJ แบกน้ำหนักราว 12 กก. ขณะที่ Swift แบกเพียง 10 กก. เท่านั้น นั่นหมายถึง อัตราเร่งของ FJ ไม่ดีไปกว่า Eco Car สักเท่าไหร่ มันให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉงกว่าเล็กน้อยเพราะใช้เฟืองท้ายอัตราทดสูงถึง 4.5:1 เพื่อช่วยเรียกแรงบิดให้มาไวขึ้น แต่โดยรวมแล้ว FJ ยังห่างไกลคำว่า “แรง” อยู่มาก เมื่อเทียบกับรถที่ใช้เครื่องยนต์เทคโนโลยีปัจจุบัน
เรื่องต่อมาที่ควรพิจารณาก่อนซื้อคือ น้ำหนักรวมบรรทุกสูงสุดของรถ (GVM – Gross Vehicle Mass) ที่ Toyota ระบุไว้ที่ 2,500 กก. ในขณะที่น้ำหนักรถเปล่าคือราว 2,000 กก. นั่นหมายถึงคุณบรรทุกได้อีกเพียง 500 กก. นิดๆ ก็จะถึงขีดจำกัดสูงสุดที่รถรองรับได้ ถ้าคุณนั่ง 4-5 คน บวกกระเป๋าเดินทาง อาจยังไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าต้องเพิ่มวินช์ไฟฟ้า และ/หรือ อุปกรณ์อื่นๆ เข้าไปอีก ควรพิจารณาเพิ่มประสิทธิภาพระบบเบรกและช่วงล่างให้เหมาะกับน้ำหนักส่วนเกินนั้นด้วย เพื่อความปลอดภัย
ข้อดีของขุมพลังนี้ คือเรื่องความทนทาน ซ่อมง่าย อะไหล่เยอะ และราคาไม่แพง เป็นเครื่องยนต์ที่ Toyota นำไปใช้กับรถยนต์หลายรุ่นของพวกเขาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี อย่างไรก็ตาม แม้มีการอัพเดตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพอยู่เป็นช่วงๆ แต่ต้องรับให้ได้ว่า เทคโนโลยีใหม่เหล่านั้น ถูกใส่เข้าไปในเครื่องยนต์ที่มีโครงสร้างพื้นฐานล้าสมัย ซึ่งเป็นต้นเหตุของพละกำลังที่น้อยนิด และกินน้ำมันระดับเดียวกับเครื่องยนต์ 6 สูบ สมรรถนะสูงตระกูล AMG ของ Mercedes เลยทีเดียว
อัตราสิ้นเปลืองที่เราทำได้จากการขับทดสอบจริงรวม 4 วัน อยู่ที่ 9.0 กม./ลิตร ด้วยการขับแบบปกติ ในขณะที่การขับเน้นประหยัดได้ราว 9.7 กม./ลิตร และถ้าเน้นขับเร็วร่วงลงไปอยู่ที่ 6.7 กม./ลิตร ดังนั้น ถ้าคุณเน้นประหยัดเชื้อเพลิง หรือความแรง Torque Thailand ฟันธงให้เลยว่า รถคันนี้ไม่ตอบโจทย์แน่นอนครับ



การขับขี่เน้นสมรรถนะ: ไม่แรง แต่ทรงตัวดี
เมื่อทดสอบสมรรถนะการขับขี่แบบใช้ความเร็ว เพื่อดูประสิทธิภาพการบังคับควบคุมและการเกาะถนน พบว่า Toyota FJ ที่มีความสูงเกือบ 1.9 เมตร แต่ความกว้างช่วงล้อ (Track Width) เพียง 1.5 เมตร กลับทรงตัวได้ดีขณะเข้าโค้ง มีอาการเอียงตัวไม่มากนักเมื่อเทียบกับ SUV ทั่วไป
ข้อเสียคือ ระบบบังคับเลี้ยวแบบไฮดรอลิกให้น้ำหนักเบา, ตอบสนองเชื่องช้า และไม่สื่อสารความเป็นไปของล้อหน้ามาสู่มือ นอกจากนั้น ด้วยเครื่องยนต์ที่ไม่เน้นพละกำลัง จึงทำให้ Land Cruiser FJ ไม่ใช่รถขับสนุก (บนถนนปกติ) แต่อย่างใด

การขับขี่ออฟโรด: ความมหัศจรรย์ของ FJ อยู่ตรงนี้!
จากการทดสอบของ Torque Thailand บนเส้นทางออฟโรดพบว่า Toyota FJ ใหม่ ไม่ทำให้เสียชื่อตระกูล Land Cruiser ซึ่งเป็นที่ยอมรับด้านประสิทธิภาพออฟโรดมาแต่ไหนแต่ไร ด้วยศักยภาพการบุกตะลุยอันน่าทึ่ง เมื่อเทียบกับพละกำลังน้อยนิดของมัน สิ่งนี้เกิดขึ้นได้เพราะช่วงล่างที่มีระยะ Travel (ระยะจาก ยุบสุด-ถึง-ยืดสุด) ใกล้เคียงกับ Land Cruiser สายลุยรุ่นใหญ่ “ซีรีส์ 70” จึงลดโอกาสล้อลอยเหนือพื้น (สูญเสียแรงยึดเกาะ) ลงได้มากขึ้น บวกด้วยระบบควบคุมแรงยึดเกาะทำงานได้ฉับไวและแม่นยำ สามารถหยุดล้อที่ลอยเหนือพื้นหรือล้อที่หมุนฟรีได้แทบจะทันที จึงปีนไต่เนินสลับหรือทางหินได้อย่างราบรื่นต่อเนื่อง นอกจากนั้น ยังมีระบบล็อกเฟืองท้ายล้อหลังมาให้เป็นอีกหนึ่งอาวุธลับในการลุยอีกด้วย
ในส่วนของพละกำลัง แม้จะไม่หวือหวาบนถนนทั่วไป แต่อย่างที่ทราบกันดีว่า พลังไม่ใช่ปัจจัยหลักในการลุยเส้นทางวิบาก ทำให้ FJ ใหม่ ไม่เสียเปรียบใครนักในด้านนี้ โดยขณะขับขี่ออฟโรดพบว่า มีแรงบิดรอบต่ำเหลือเฟือจนสามารถปีนไต่เนินหรือทางโคลนได้ด้วยรอบเดินเบา หรือแค่แตะคันเร่งเล็กน้อย ที่ประมาณ 1,200-1,500 รอบ/นาที ด้วยเกียร์ 1 (ขณะใช้ 4L) ก็สามารถขับผ่านอุปสรรคไปได้
การไม่มีเทคโนโลยีช่วยเหลือขณะขับออฟโรดมากนัก ในแง่หนึ่งเป็นข้อเสียของ Land Cruiser ใหม่คันนี้ แต่ในอีกแง่หนึ่งคุณจะได้สนุกไปกับการได้ใช้ฝีมือตัวเองเพื่อให้สามารถขับผ่านเส้นทางทุรกันดารไปได้ นอกจากนั้น ระบบที่ไม่ซับซ้อนยังหมายถึงสามารถซ่อมแซมได้ง่ายกว่าอีกด้วย
ทัศนวิสัยรอบด้านดีเยี่ยมขณะขับออฟโรด ด้วยเบาะนั่งที่วางไว้สูงกับแดชบอร์ดเรียบเสมอขอบล่างของกระจกหน้า ร่วมด้วยฝากระโปรงหน้าตั้งตรง (ขนานกับพื้น) จึงเห็นปลายสุดได้ชัด กะระยะง่าย จะมีจุดอับสายตาเฉพาะช่วงเสา C (บริเวณห้องเก็บของท้ายรถ) เมื่อรวมกับกล้องถอยความละเอียดต่ำ ทำให้ถอยหลังค่อนข้างยากในป่า
และนั่นคือจุดที่ Torque Thailand ต้องตำหนิอย่างตรงไปตรงมา… กล้องรอบคัน (Panoramic View Monitor – PVM) แม้มีฟังก์ชันจำลองมุมมองพื้นใต้ท้องรถ แต่ภาพให้ความละเอียดต่ำมาก ราวกับใช้กล้องจากโทรศัพท์มือถือยุคแรก จึงเห็นวัตถุต่างๆ ไม่ชัด ทำให้ฟังก์ชันนี้ไม่สามารถใช้งานได้จริง
เรื่องอื่นๆของ Land Cruiser FJ ที่ต้องพิจารณา เกี่ยวกับประสิทธิภาพออฟโรด คือความกว้างช่วงล้อ 1.5 เมตร เมื่อเทียบกับความสูงตัวถัง 1.9 เมตร ทำให้รถมีโอกาสพลิกตะแคงข้างณะขับบนทางเอียงได้สูงกว่าคู่แข่ง เช่น Tank 300 ซึ่งฐานล้อกว้างกว่าถึงเกือบ 100 มม. นอกจากนั้น ระบบเบรกยังไม่สามารถรับมือกับแรงบิดรอบต่ำของรถ (เมื่อใช้ 4L) ได้ จึงต้องเหยียบแบบสุดแรงรถถึงจะหยุดสนิท


การขับขี่นอกเมือง: ช่วงล่างนุ่มนวล ห้องโดยสารเงียบ
Torque Thailand ทดลองขับ Toyota Land Cruiser FJ ออกต่างจังหวัด พบว่าจุดเด่นอยู่ที่การตัดเสียงรบกวนภายนอก จนแทบไม่ได้ยินเสียงลมและเครื่องยนต์ เมื่อขับด้วยความเร็วคงที่และไม่เกิน 100 กม./ชม. จะมีเสียงลมบ้างเล็กน้อยบริเวณเสาหน้าและหลังคาเมื่อขับเร็วกว่านั้น ถือว่ายอดเยี่ยมมากสำหรับรถทรงกล่องที่มีกระจกหน้าตั้งตรงกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม เสียงเครื่องยนต์ดังเข้ามามากขณะเร่ง และเสียงท่อไอเสียก็ดังกว่ารถทั่วไปอย่างชัดเจน
อีกจุดที่ Toyota FJ รุ่นปี 2026 ทำได้ดีมากคือการเซ็ตช่วงล่าง ที่ให้ความนุ่มนวลได้ดี ดูดซับแรงสั่นสะเทือนขณะขับผ่านผิวทางขรุขระได้ราวกับรถช่วงล่างอิสระสี่ล้อที่มีฐานล้อยาวกว่านี้ ทั้งยังควบคุมการเอียงตัวถังได้ดีทั้งขณะเข้าโค้งกว้างและเปลี่ยนเลนไปมาที่ความเร็วสูง
จุดสังเกตคือ เกียร์มักจะค้างที่เกียร์ 5 ไม่ค่อยยอมเปลี่ยนไปสู่เกียร์ 6 เพื่อให้ยังพอมีอัตราเร่งในเกียร์ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการทำให้ที่ความเร็ว 100 กม./ชม. รอบเครื่องสูงกว่า 2,000 รอบ/นาที จึงมีอัตราสิ้นเปลืองสูงกว่า คุณอาจต้องยกคันเร่งช่วยเล็กน้อยหรือใช้โหมด Manual (การเปลี่ยนเกียร์เอง) เพื่อเข้าเกียร์ 6 และรอบเครื่องจะลงมาที่ราว 1,700 รอบ/นาที
การขับขี่ในเมือง: ตัวเล็กคล่องแคล่ว แต่พวงมาลัยหนักไป
จากการทดสอบขับใช้งานในเมือง Toyota Land Cruiser FJ ให้ความรู้สึกเหมือนตัวมันเองมีขนาดใหญ่กว่าตัวเลขมิติรถในโบรชัวร์ไปมาก เพราะการใช้เหลี่ยมสันและเส้นตรง ร่วมกับกระจกหน้าตั้งตรงกว่ารถทั่วไปและเบาะนั่งที่จัดวางไว้สูง แต่ความจริงมันสั้นกว่าถึง 150 มม. และแคบกว่า 75 มม. เมื่อเทียบกับ GWM Tank 300 จึงซอกแซกได้คล่องแคล่วกว่า ทั้งยังมีรัศมีวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 5.5 เมตร หรือใกล้เคียงกับรถซีดานขนาดกลางเช่น Toyota Camry, Honda Accord ทำให้การจอดที่แคบหรือกลับรถทำได้ง่ายดายยิ่งขึ้น
ข้อเสียของการขับในเมืองคือระบบบังคับเลี้ยวหนักมากที่ความเร็วต่ำ ถ้าคุณชอบรถที่สามารถหมุนควงพวงมาลัยด้วยฝ่ามือเดียวแบบสบายๆ นี่ไม่ใช่รถของคุณ

ดีไซน์ภายนอก: เน้นรองรับการลุยออฟโรด
การออกแบบตัวถังยังคงสะท้อนปรัชญาของ “ตัวลุย” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล Land Cruiser ด้วยการเน้นฟังก์ชันเหนือความสวยงาม เห็นได้ชัดจากการใช้กันชนหน้า, หลัง ตลอดจนโป่งล้อและกาบประตู ผลิตจากวัสดุพลาสติกสังเคราะห์ที่สามารถบิดตัวและกลับคืนรูปทรงเดิมได้ทันที ไม่มีการพ่นสี เพื่อรองรับการขูดขีดขณะลุยป่าหรือเบียดหน้าผา และยังสามารถเปลี่ยนได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาทำสี
ระยะต่ำสุดถึงพื้น 245 มม. นับว่าสูงมากๆ สำหรับรถไซส์นี้ ทั้งยังมีมุมจาก (Departure Angle) มากถึง 38 องศา ในขณะที่ด้านหน้าให้มุมไต่ (Approach Angle) 30 องศา เมื่อรวมกับความยาวฐานล้อเพียง 2,580 มม. ตลอดจนการจัดวางปากทางเข้าอากาศสู่เครื่องยนต์ไว้สูง (บริเวณเหนือซุ้มบังโคลนหน้า) เพื่อให้ลุยน้ำได้ลึกสุด 700 มม. ส่งให้ FJ ใหม่ สามารถขับขี่บนเส้นทางออฟโรดโหดๆ เช่น ไต่หิน, ข้ามน้ำ, หลุมลึก, เนินชันๆ ได้มากขึ้น








ดีไซน์ห้องโดยสาร: เน้นทนทาน ทำความสะอาดง่าย
ใช้วัสดุหนังเทียมและพลาสติกเป็นหลักทั่วทั้งห้องโดยสาร จึงดูไม่พรีเมี่ยมเท่าไหร่เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Tank 300 แต่ก็ได้มาซึ่งการดูแลรักษาและทำความสะอาดง่าย ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญเมื่อคุณเน้นใช้งานออฟโรด ที่เนื้อตัวมักเปรอะเปื้อนดินโคลน และบางครั้งก็เสื้อผ้าเปียกชุ่ม ซึ่งเหมาะกับวัสดุเหล่านี้เพราะเช็ดล้างง่ายทั้งยังไม่ต้องการการทะนุถนอมมากนัก
อีกจุดเด่นคือการตัดเสียงรบกวนจากภายนอก ที่ทำได้ดีมาก แทบไม่ได้ยินเสียงการจราจรภายนอก, เสียงจากใต้ท้อง หรือเสียงลม เมื่อขับที่ไม่เกิน 100 กม./ชม. เช่นเดียวกับความสั่นสะเทือนที่น้อยจนไม่รู้สึกแม้ขณะเร่งความเร็ว อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงเครื่องยนต์ดังเข้ามามากเมื่อเร่ง เช่นเดียวกับท่อไอเสียที่ดังจนคุณได้ยินชัดว่าเสียงมาจากด้านหลัง
จากการใช้ฐานล้อสั้นเพื่อเพิ่มศักยภาพการขับขี่ออฟโรด จึงต้องแลกมาด้วยพื้นที่ห้องโดยสารแคบ โดยเฉพาะเบาะหลังและห้องเก็บของท้ายรถ นอกจากนั้น การวางเบาะไว้สูงยังทำให้มี Headroom เหลือน้อย โดยคนที่ตัวสูง 180 ซม. ศีรษะห่างจากหลังคาไม่ถึง 75 มม. แม้ปรับเบาะลงต่ำสุดแล้วก็ตาม
การควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆ ของรถ ต้องทำผ่านปุ่มกดและสวิตช์เป็นส่วนใหญ่ ค่อนข้าง Old School แต่ใช้งานสะดวกขณะขับขี่ ส่วนจอแสดงผลส่วนกลางมาพร้อมแผนที่ในตัว ซึ่งดีมากสำหรับสายลุยที่บางครั้งอาจต้องอยู่บนพื้นที่ห่างไกล จนไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต (จากโทรศัพท์) เพราะคุณยังสามารถดูแผนที่จากรถได้โดยตรง… อย่างน้อยก็เพิ่มโอกาสที่จะมีแผนที่ให้ดู








ฟันธง – Toyota Land Cruiser FJ น่าซื้อมั้ย?
ไม่น่าซื้อ ถ้าคุณเน้นจำนวนอุปกรณ์มาตรฐาน, เทคโนโลยีแพรวพราว, ภายในกว้าง และประหยัดน้ำมัน ตัวเลือกอย่าง GWM Tank 300 Diesel 4WD เหมาะสมกว่าในกรณีนี้
แต่นี่คือรถที่ใช่ หากคุณให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพออฟโรดเป็นหลัก เพราะ Toyota Land Cruiser FJ มีพื้นฐานไว้ให้แล้วแบบ “แน่นๆ” ทั้งดีไซน์ตัวถังเพื่อรองรับการปีนไต่, ใต้ท้องสูง, ฐานล้อสั้น, ระยะ Travel ของช่วงล่าง และระบบควบคุมแทร็คชันอันยอดเยี่ยม จุดเด่นของรถคันนี้อยู่ที่ “เสน่ห์” สไตล์รถออฟโรดญี่ปุ่น เน้นทนทานและความสามารถในการบุกตะลุย มากกว่าลูกเล่นแพรวพราวแบบนักมายากลลวงโลก สามารถใช้งานได้แบบ “พังก็ซ่อม – แล้วพรุ่งนี้ไปลุยต่อ” ไม่ต้องพึ่งพาพละกำลัง แต่อาศัยสูตรสำเร็จรถสายลุย และเปิดโอกาสให้คุณได้สนุกกับการใช้ทักษะขับออฟโรด เพื่อเอาตัวรอดจากเส้นทางวิบาก ถ้าคุณชอบรถแบบนี้ Land Cruiser FJ คือตัวเลือกอันดับ 1 ครับ
SPECIFICATIONS: TOYOTA LAND CRUISER FJ (2026)
https://www.toyota.co.th/model/landcruiser_fj
Price
- 1,269,000 Baht
Powertrain
- 2694cc petrol inline-4
- 166ps @ 5200rpm
- 245Nm @ 4000rpm
Transmission
- 6-speed automatic
- Part-time Four-wheel drive
Performance
- n/a 0-100km/h
- n/a top speed
- 4km/l (Claimed, Eco Sticker), 9.0km/l at tested, 241g/km CO2
Weight
- 1960kg (Claimed, Eco Sticker)
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Toyota Land Cruiser FJ (2026)
ข้อดี ข้อเสีย ของ Toyota Land Cruiser FJ ใหม่ มีอะไรบ้าง?
ข้อดีคือ มีพื้นฐานที่ดีสำหรับการขับขี่ออฟโรด เพราะฐานล้อสั้น, ใต้ท้องรถสูง และช่วงล่าง ยืด-ยุบ ได้มาก เครื่องยนต์เป็นที่ยอมรับเรื่องความทนทาน ซ่อมง่าย อะไหล่เยอะ ข้อเสียคือ กินน้ำมันและมีอุปกรณ์มาตรฐานตลอดจนเทคโนโลยีไม่มากนัก
Pros: สรุปจุดเด่น
- มีศักยภาพสูงในการลุยออฟโรด
- ระบบควบคุมการขับเคลื่อนสี่ล้อทำงานฉับไว
- ช่วงล่างนุ่มแต่หนึบ ระยะ Travel เยอะมาก
- เครื่องยนต์ขึ้นชื่อเรื่องทนทาน ซ่อมง่าย อะไหล่เยอะ
Cons: สรุปจุดด้อย
- กินน้ำมัน
- อุปกรณ์มาตรฐานน้อย
- ห้องโดยสารแคบ
คุ้มมั้ยถ้าจะซื้อ Toyota FJ?
คุ้มค่ามาก ถ้าคุณเน้นประสิทธิภาพการขับขี่แบบออฟโรด และอยากได้รถที่ทนทาน, ซ่อมง่าย, อะไหล่เยอะ แต่ไม่คุ้มหากให้ความสำคัญกับอัตราสิ้นเปลือง, ห้องโดยสารกว้าง และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีจัดเต็ม
Land Cruiser FJ ใหม่ กินน้ำมันจริงกี่ กม./ลิตร?
จากการทดสอบและประสบการณ์ใช้งานจริงของ Torque Thailand พบว่า Toyota LC FJ ปี 2026 มีอัตราสิ้นเปลืองเมื่อขับแบบปกติ 9.0 กม./ลิตร, ขับแบบใช้ความเร็วเป็นหลัก 6.7 กม./ลิตร และขับแบบเน้นประหยัดสุดๆ ทำได้ 9.7 กม./ลิตร
ข้อมูลจาก Eco Sticker ระบุว่า รถรุ่นนี้ทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยที่ 9.4 กม./ลิตร (10.6 ลิตร/100 กม.)
โปรดทราบว่า ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ได้จากการทดสอบ เป็นเพียงค่าการใช้งานในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และจะแตกต่างไปตามรูปแบบการใช้งาน, น้ำหนักบรรทุก, พฤติกรรมการขับขี่ และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ
ราคา Toyota Land FJ 2026 เท่าไหร่?
มีราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทย 1,269,000 บาท
โปรดทราบว่า ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง
มีรุ่นไหนใกล้เคียง / คู่แข่ง?
เนื่องจาก FJ Cruiser เป็น SUV เครื่องยนต์เบนซิน ขับเคลื่อนสี่ล้อ จึงไม่มีคู่แข่งโดยตรง แต่มีคู่แข่งที่ใกล้เคียงคือ GWM Tank 300 Diesel Ultra 4WD ราคา 1,299,000 บาท เครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร 184 แรงม้า, 480 นิวตันเมตร เกียร์ 9 จังหวะ เด่นที่อุปกรณ์เยอะ, ภายในกว้าง, เทคโนโลยีลูกเล่นเพียบ
มีการรับประกันหรือไม่?
Toyota Land Cruiser FJ รุ่นปี 2026 รับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ 3 ปี หรือ 100,000 กม.
โปรดทราบว่า เงื่อนไขการรับประกันอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง
Toyota FJ ใหม่ ขับดีมั้ย?
ขับดีที่สุดเมื่อใช้ลุยออฟโรด เพราะมีพื้นฐานของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ดีเยี่ยม ตลอดจนตัวถังที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับการลุยโดยตรง ขับทางไกลดีด้วยช่วงล่างที่นุ่มนวล ใช้ในเมืองได้เพราะเก็บเสียงดีและขนาดกะทัดรัด แต่จุดที่ต้องพิจารณาคือ อัตราสิ้นเปลืองและอัตราเร่งไม่ดีนัก
2026 Toyota Land Cruiser FJ ขับออฟโรดดีมั้ย?
น่าทึ่งมากเมื่อเทียบกับพละกำลังของเครื่องยนต์เพียง 166 แรงม้า, 245 นิวตันเมตร เพราะใช้เฟืองท้ายอัตราทดสูง 4.5:1 และมีระบบป้องกันล้อหมุนฟรีที่ทำงานฉับไวช่วยให้ขับผ่านอุปสรรคได้ง่าย นอกจากนั้น ช่วงล่างระยะ Travel สูงและฐานล้อสั้นยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการลุยในพื้นที่โหดๆ เช่น เนินชัน, โคลน, ไต่หิน หรือเนินสลับ ได้มากขึ้นอีกด้วย
ข้อมูลการทดสอบ
ข้อมูลทั้งหมดมาจากการทดลองขับจริงโดยผู้ทดสอบของ Torque
- ผู้ทดสอบ: สุรเชษฐ์ เทียนทอง
- รูปแบบการทดสอบ: ทดลองขับจริง
- ระยะเวลารวม: 4 วัน
- ระยะทางที่ทดสอบรวม:3 กม.
- สถานที่: กรุงเทพฯ, นครนายก
TorqueThailand.com















