SUZUKI FRONX GLX PLUS (2026) รีวิว: ราคาเบา ใช้งานง่าย และขับสนุกเกินคาด!
ความเห็นจาก Torque
ความเรียบง่ายของ Suzuki Fronx คือจุดเด่นสำคัญ และเป็นสิ่งที่หาไม่ได้ในรถรุ่นใหม่ๆ เมื่อรวมกับเกียร์ที่ตอบสนองนุ่มนวลและตัวถังกะทัดรัด ส่งให้รถคันนี้ให้ความรู้สึก “ปลอดภัย” และมีความเป็นมิตรโดยเฉพาะกับผู้ใช้ที่ไม่ถนัดเทคโนโลยีล้ำๆ เช่น ผู้สูงอายุ เป็นต้น หากคุณกำลังมองหารถป้ายแดงสำหรับให้พวกท่านใช้งานระยะทางใกล้ๆ Fronx คือตัวเลือกที่ Torque แนะนำ นอกจากนั้น ถ้าอยากได้รถที่ให้แฮนด์ลิงดี บังคับควบคุมมั่นใจ นี่คือรถของคุณเช่นกัน
Torque’s Rating
|
หมวด |
คะแนน |
|
การบังคับควบคุม |
7 / 10 |
|
พละกำลังและอัตราเร่งในการใช้งาน |
5 / 10 |
|
ความอรรถประโยชน์ |
7 / 10 |
|
ความรู้สึกโดยรวมในการใช้งาน |
6 / 10 |
|
ความคุ้มค่าเมื่อเทียบราคา |
6 / 10 |
ควรซื้อถ้า…
คุณมีงบประมาณจำกัด และต้องการรถที่ไม่ซับซ้อนในการใช้งาน หรืออยากซื้อรถป้ายแดงขนาดกะทัดรัดให้กับผู้สูงอายุไว้ขับใช้งานเบาๆ นอกจากนั้น Fronx ยังได้เปรียบเรื่องเป็นโมเดลใหม่ เมื่อเทียบกับคู่แข่งโดยตรงอย่าง Honda WR-V ที่ลากขายมาหลายปีแล้ว (และแพงกว่า) ทั้งยังมีแฮนด์ลิงที่ดี ถ้าชอบควบคุมมั่นใจ นี่คือรถที่คุณควรซื้อเช่นกัน
ไม่ควรซื้อถ้า…
คุณเน้นเทคโนโลยีแพรวพราว และความประหยัด รถเกรดเริ่มต้นในคลาสเดียวกัน แต่เป็นระบบ HEV เช่น Toyota Yaris Cross, Nissan Kicks, Mitsubishi Xpander (เพิ่มเงินอีกราว 50,000 ถึง 100,000 บาท+ เพื่อเกรดสูงกว่า) เหมาะกว่า Fronx ด้วยประการทั้งปวง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าบำรุงรักษา (สองระบบ) ที่มากกว่าในอนาคต
เหมาะกับใคร?
- คนที่เน้นใช้งานง่าย ไม่ต้องทำความเข้าใจระบบมาก
- คนที่อยากได้ B-SUV ในงบประมาณจำกัด
- นั่ง 4 คน เป็นประจำ เน้นขับง่าย คล่องตัว
- คนที่ชอบรถควบคุมได้มั่นใจ
ไม่เหมาะกับใคร?
- คนที่ชอบเทคโนโลยีล้ำๆ
- ชอบขับเร็ว เครื่องตอบสนองไว
- เน้นประหยัดน้ำมัน
- ต้องใส่สัมภาระขนาดใหญ่ไว้ท้ายรถ
สมรรถนะและการขับขี่
แรงม้าน้อย แต่หนักเพียง 1,055 กก. ร่วมด้วยพวงมาลัยคมและช่วงล่างแน่น ทำให้ Fronx ขับสนุกกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม เกียร์พยายามเปลี่ยนขึ้นสูงเสมอ จึงต้องคิกดาวน์บ่อย แต่ถ้าเน้นเร่งนุ่มนวล ก็ถือว่าตอบโจทย์
พละกำลัง: แรงน้อย แต่ตัวเบา
Suzuki ขึ้นชื่อเรื่องการทำรถให้มีน้ำหนัก และ Fronx ก็เช่นกัน ด้วยน้ำหนักเพียง 1,055 กก. ถือว่าเบามากเมื่อเทียบกับ Honda WR-V ซึ่งหนักกว่าเกือบ 90 กก. ส่งให้ Fronx ที่มีเพียง 101 แรงม้า มีอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักที่ 1 แรงม้า ต่อ 10.5 กก. โดยประมาณ เทียบกับ 1 แรงม้าต่อ 9.4 กก. ของ WR-V ที่มี 121 แรงม้า
แน่นอนว่า Fronx ไม่เร็วเหมือน WR-V (แม้จะมีอีก 3.1 แรงม้าจากระบบ Mild Hybrid ก็ตาม) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าคู่กับชุดเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ที่พยายามเปลี่ยนขึ้นเกียร์สูงๆ ตลอดเวลา ทำให้คุณรู้สึกว่ารถเร่งไปค่อยขึ้น น่าหงุดหงิดสำหรับคนเน้นสมรรถนะ ทว่าคนที่ชอบรถไม่กระโชกโฮกฮากน่าจะชอบเพราะควบคุมคันเร่งง่าย
อัตราสิ้นเปลืองแตกต่างไปตามวิธีการขับขี่ เราทำได้ถึง 18.3 กม./ลิตร หากขับแบบเน้นประหยัด และขึ้นไปที่ 11.7 กม./ลิตร หากขับเร็วกว่า 120 กม./ชม. ต่อเนื่อง ส่วนการกินน้ำมันเฉลี่ยจากการขับใช้งานทั่วไป เราทำได้ที่ 14.5 กม./ลิตร ซึ่งอยู่ในระดับทั่วๆ ไป สำหรับเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ไม่มีเทอร์โบ แต่ถ้าคุณอยากเห็นตัวเลข 22 กม./ลิตร ขึ้นไป รถประเภท HEV ในราคาแพงกว่าเล็กน้อย จะตอบโจทย์กว่า

การขับขี่เน้นสมรรถนะ: แฮนด์ลิงดีเกินคาด
เมื่อเปลี่ยนมาใช้การเปลี่ยนเกียร์เองด้วยแพดเดิลหลังพวงมาลัย เพื่อให้คงรอบเครื่องไว้ไม่ต่ำกว่า 4,000 รอบ/นาที Fronx ให้การตอบสนองดีขึ้นอย่างชัดเจน แม้จะไม่ได้เร็วแรงอะไรแต่ก็ช่วยให้ขับสนุกขึ้น เร่งแซงง่ายกว่าใช้เกียร์ D พอสมควร ความเร็วในการเปลี่ยนจากเกียร์สู่เกียร์อยู่ในระดับที่รับได้ ไม่เร็วแบบรถสปอร์ตแต่ก็ไม่ช้าจนทำให้เสียจังหวะ
จุดที่เหนือความคาดหมายคือการบังคับควบคุม พวงมาลัยให้สัมผัสที่เป็นธรรมชาติมาก ช่วงล่างที่เซ็ตมาโทน “ตึงๆ” ช่วยลดการเอียงตัวขณะเข้าโค้งแรงๆ ตลอดจนโค้งสลับ ได้เป็นอย่างดี แต่ยังมีอาการอันเดอร์สเตียร์จนระบบควบคุมต้องเข้ามาแทรกแซง เนื่องจากยางหน้าแคบเกินไปจึงให้การยึดเกาะไม่ดีนัก


การขับขี่นอกเมือง: ทรงตัวมั่นคง แต่ต้องเค้นเมื่อแซง
การเก็บเสียงทำได้ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นเสียงเครื่องยนต์ (ขณะรอบเครื่องคงที่) หรือเสียงลมปะทะ ขณะขับขี่ที่ 100-120 กม./ชม. นับว่าน่าทึ่งมากสำหรับรถราคาประหยัดแบบนี้
ช่วงล่างที่เอนเอียงไปทางแน่นหนึบก็จริง แต่ไม่กระด้างแม้บนทางขรุขระหรือช่วงหลุมบ่อเมื่อใช้ความเร็ว ทั้งยังเกาะถนนได้ดี ไม่เอียงไปมาเมื่อโดนลมปะทะจากด้านข้าง ระบบบังคับเลี้ยวให้น้ำหนักกำลังดีช่วยให้เปลี่ยนทิศทางได้มั่นใจและแม่นยำ
เนื่องจาก Fronx พยายามเปลี่ยนสู่เกียร์ 6 เสมอ หมายถึงหากคุณเดินทางด้วยความเร็วคงที่ จะได้อัตราสิ้นเปลืองที่ดีมาก จากการทดสอบของเราที่ความเร็ว 100 กม./ชม. ทำตัวเลขได้ถึง 18.3 กม./ลิตร และที่ความเร็วนี้ SUV คันจิ๋วของ Suzuki ยังเงียบกริบและนุ่มนวล ให้ความสบายในการเดินทางไกลได้ดีทีเดียว
ข้อเสียคือเรื่องพละกำลังและเกียร์ ซึ่งเผยให้เห็นเต็มๆ เมื่อขับทางไกลแบบนี้… การตอบสนองแบบค่อยเป็นค่อยไปแม้จะดีในแง่ของความราบรื่นไม่ฉุดกระชาก แต่ก็ลดทอนความมั่นใจขณะแซงลงอย่างมากเช่นกัน และสุดท้ายผู้โดยสารก็ยังต้องโยกเยกหน้าหลังอยู่ดี เพราะทุกครั้งที่อยากแซงต้องคิกดาวน์เพื่อลดเกียร์ลงต่ำเสมอ เนื่องจากเกียร์พยายามเปลี่ยนขึ้นเกียร์ 6 ตลอดเวลา


การขับขี่ในเมือง: คล่องตัว ขับเคลื่อนนุ่มนวล
Fronx ที่ตอบสนองแบบไม่พลุ่งพล่านทั้งขับทางไกลและเน้นสมรรถนะ กลับมีด้านดีเมื่อใช้ในเมือง คันเร่งที่ตอบสนองช้าช่วยให้รถออกตัวและเร่งได้ราบรื่นนุ่มนวล อัตราเร่งเกียร์ 1 และ 2 กระฉับกระเฉง เพียงพอสำหรับการขับขี่ไปตามกระแสจราจรในกรุงเทพฯ นอกจากนั้น การเปลี่ยนเกียร์ยังแทบไร้รอยต่อ โดยเฉพาะช่วงเกียร์ 3 ขึ้นไป
ระบบ Mild Hybrid เข้ามามีบทบาทชัดเจนเมื่อขับในเมือง มันไม่ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน แต่เพื่อการ ติด/ดับ เครื่องยนต์ (Auto start/stop) เป็นหลัก ข้อดีคือความเรียบเนียนระหว่างตัดต่อที่ดีกว่ารถยนต์ซึ่งไม่มีระบบไฟฟ้ามาช่วย
ตัวถังขนาดกะทัดรัด ช่วยให้การซอกแซกทำได้คล่องตัว รัศมีวงเลี้ยวเพียง 4.8 เมตร แคบกว่าคู่แข่งอย่าง WR-V เล็กน้อย (5 เมตร) แต่เห็นผลต่างชัดเมื่อกลับรถหรือจอดในที่แคบๆ
จุดที่ต้องพิจารณาคือความแข็งของช่วงล่าง ที่ความเร็วต่ำ Fronx ค่อนข้างกระด้างเมื่อขับผ่านหลุมบ่อ, ทางขรุขระ, รอยต่อถนน ตลอดจนขณะข้ามลูกระนาด นอกจากนั้น พวงมาลัยยังค่อนข้างหนักเมื่อเทียบกับรถในคลาสเดียวกัน

ดีไซน์ภายนอก: กะทัดรัด น้ำหนักเบา แต่ใต้ท้องเตี้ย
Suzuki Fronx มีความยาวตัวถัง 3,995 มม. หรือสั้นกว่า WR-V 65 มม. จึงคล่องตัวกว่าเล็กน้อย แต่ก็มีระยะห่างใต้ท้องน้อยกว่ามากคือ 170 มม. เทียบกับ 220 มม. ของ Honda จึงลุยทางวิบากหรือน้ำท่วม ตลอดจนให้ทัศนวิสัยมุมสูงได้น้อยกว่าตามไปด้วย แต่ก็เหมาะสำหรับผู้หญิงไซส์มินิหรือผู้สูงอายุ ที่ไม่ต้องก้าวสูงมากเพื่อเข้ารถ สะดวกและลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นขณะขึ้นลงได้
จุดเด่นของ Fronx ด้านตัวถัง คือ “น้ำหนักเบา” เช่นเดียวกับรถหลายๆ รุ่น (รวมถึง Swift) ของ Suzuki ด้วยน้ำหนักรถเปล่าเพียง 1,055 กก. เท่านั้น… Eco car หลายรุ่นยังมีน้ำหนักมากกว่านี้เสียอีก! ต้องยกความดีความชอบให้กับแพลตฟอร์ม ‘HEARTECT’ และการใช้เหล็กกล้าแรงดึงสูงในโครงสร้างหลัก เพื่อลดความหนาของแผ่นเหล็กลง ช่วยตัดน้ำหนักลงได้มาก จึงสามารถใช้เครื่องยนต์พลังไม่สูงมากเพื่อลดอัตราสิ้นเปลือง ขณะที่สมรรถนะไม่ลดลงนักเนื่องจากมีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักที่ดี



ดีไซน์ห้องโดยสาร: เน้นปุ่มกด มากกว่าแตะจอ
จุดเด่นของภายในอยู่ที่การใช้ปุ่มกดขนาดใหญ่ (ไอคอนและอักษรบนปุ่มก็ใหญ่เช่นกัน) เพื่อควบคุมฟังก์ชั่นส่วนใหญ่ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ชอบความสะดวกรวดเร็ว หรือผู้สูงอายุที่อาจไม่ถนัดการสัมผัสหน้าจอและเข้าไปค้นหาฟังก์ชั่นต่างๆ ใน Fronx เพียงแค่กวาดสายตาไปรอบๆ คุณก็จะเจอปุ่มฟังก์ชั่นที่ต้องการ และหากคุณคุ้นชินแล้วก็จะยิ่งใช้งานสะดวก
ในทางกลับกัน สำหรับสายเทคโนโลยี Fronx อาจทำให้คุณผิดหวัง ไม่มีลูกเล่นแพรวพราวและจอขนาดใหญ่ที่รวบรวมทุกอย่างไว้แบบสมาร์ตโฟน มีเพียงจอแสดงผลขนาด 9 นิ้ว ที่ใช้ได้เพียงวิทยุและแสดงข้อมูลรถยนต์ นอกเสียจากจะเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ (รองรับการเชื่อมต่อไร้สายทั้ง Android และ iOS)
เรื่องที่เซอร์ไพร์สเราคือพื้นที่สำหรับผู้โดยสารเบาะหลัง เมื่อมองด้วยตาดูเหมือนหลังคาที่ลาดต่ำจะทำให้ Headroom เหลือน้อยและขนาดตัวถังเล็กจิ๋วน่าจะแทบไม่เหลือ Legroom แต่ผิดคาดสำหรับรถที่ยาวไม่ถึง 4 เมตรด้วยซ้ำ คนตัวสูง 180 ซม. ยังสามารถนั่งเบาะหลังได้ แม้เหลือ Headroom ไม่มากนักก็ตาม ที่วางขามีพอให้นั่งเข่าไม่ชน ต้องขอบคุณความยาวฐานล้อ 2,520 มม. ซึ่งยาวกว่า WR-V ราว 3 ซม. อย่างไรก็ตาม พื้นที่เก็บของท้ายรถมีขนาดเล็กมาก ซึ่ง Suzuki แก้ปัญหาด้วยการออกแบบให้ลึกลงไปเพื่อเพิ่มความจุ แต่ปัญหาคือ ทำให้หยิบของยาวพอดีช่อง (เช่น กระเป๋าเดินทาง) เข้าออกได้ยาก นอกจากนั้น เบาะหลังยังพับได้ไม่ราบ จึงแทบไม่สามารถใส่ข้าวของชิ้นใหญ่ๆ ได้เลย





028, 029 จอแสดงผลส่วนกลางขนาด 9 นิ้ว ระบบสัมผัส ก็มีดีไซน์ที่เรียบง่ายและไอค่อนขนาดใหญ่ สามารถแสดงข้อมูลต่างๆ ของรถได้ในตัว แต่ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนเพื่อใช้ฟังเพลงและระบบนำทาง รองรับการเชื่อมต่อไร้สายทั้ง Android Auto และ Apple CarPlay นอกจากนั้น ยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาให้สมน้ำสมเนื้อ นั่นรวมถึงแท่นชาร์จไร้สาย และลำโพงรอบคัน 6 ตัว ที่ให้สุ้มเสียงน่าพอใจ
ความปลอดภัย: ADAS ทำงานได้ดี
Fronx ได้กลับมาเข้าร่วมทดสอบความปลอดภัยกับ Asean NCAP อีกครั้งหลังจาก Suzuki หายไปถึง 6 ปี และรถคันนี้ได้มาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว ด้วยคะแนนรวมทั้งหมด 77.70 คะแนน
นอกจากติดตั้งอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยสมัยใหม่มาให้ครบครัน อาทิ เตือนจุดอับสายตา, เตือนออกนอกเลนพร้อมดึงกลับ, เบรกอัตโนมัติ เป็นต้น ยังมีระบบ ADAS และ Adaptive Cruise Control ซึ่งทำงานได้ดีและเป็นธรรมชาติมาก โดยเฉพาะการควบคุมรถให้อยู่ในเลนที่ประคองพวงมาลัยได้อย่างนุ่มนวล แต่ต้องช่วยบังคับหากเข้าโค้งแคบๆ หรือที่ความเร็วสูงกว่า 100 กม./ชม.

สรุป – Suzuki Fronx GLX Plus ควรอยู่ในลิสต์ของคุณหรือไม่?
ใช่ ถ้าคุณต้องการ B-SUV ราคาประหยัด แต่มีอุปกรณ์ครบครันสำหรับขับใช้งานทั่วไป และชอบกดปุ่มมากกว่าดำดิ่งในหน้าจอเพื่อหาฟังก์ชั่นที่ต้องการ และ Fronx ยังเหมาะอย่างยิ่งหากคุณต้องการซื้อให้ผู้สูงอายุใช้ เนื่องจากความเรียบง่าย, ขนาดกะทัดรัด, ขับง่าย, ตอบสนองแบบนุ่มนวล, ตัวรถไม่สูงมาก และเพิ่งออกสู่ตลาด จึงสดใหม่กว่าคู่แข่งอย่าง Honda WR-V
แต่ Suzuki Fronx (รวมถึง WR-V) ไม่ใช่รถสำหรับคุณ ถ้าต้องการอัตราสิ้นเปลืองระดับ 22 กม./ลิตร++ แบบไม่ต้องขับประณีตบรรจง หรือเน้นเทคโนโลยีล้ำๆ เพิ่มเงินอีกนิดหน่อยแล้วคุณจะมีตัวเลือกอีกมากมายทั้ง HEV และ EV
SPECIFICATIONS: SUZUKI FRONX GLX PLUS
https://www.suzuki.co.th/model/fronx
Price
- 799,000 Baht
Powertrain
Engine
- 1462cc 4-cyl
- 101ps @ 6000rpm
- 135Nm @ 4400rpm
Electric Motor
- 1ps
- 60Nm
Transmission
- 6-speed Automatic
- Front-wheel drive
Performance
- n/a 0-100km/h
- n/a top speed
- 2km/l (Claimed, Eco Sticker), 14.5km/l at tested, 118g/km CO2
Weight
- 1055kg
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Suzuki Fronx
ข้อดี ข้อเสีย ของ Suzuki Fronx มีอะไรบ้าง?
ข้อดีคือ มีปุ่มกดขนาดใหญ่สำหรับเกือบทุกฟังก์ชั่น จึงใช้งานง่าย พื้นที่นั่งกว้างขวาง ทั้งยังขับเคลื่อนนุ่มนวล ข้อเสียคือพละกำลังตอบสนองไม่ทันใจ และถ้าอยากได้รถกินน้ำมันระดับ 20 กม./ลิตร++ รถประเภท HEV ตอบโจทย์กว่า แต่ต้องเพิ่มเงินอีกราว 50,000-100,000 บาท+ จึงได้รุ่นท้อป
สรุปจุดเด่น
- เน้นปุ่มกด จึงใช้งานสะดวก และคุ้นชินกว่า
- ถ่ายทอดกำลังเน้นนุ่มนวล ขับสบาย
- ห้องโดยสารกว้างเกินตัว
- ราคาประหยัด เมื่อเทียบกับอุปกรณ์ที่มีให้
สรุปจุดด้อย
- ไม่ค่อยมีเทคโนโลยีหวือหวา เมื่อเทียบกับรถจีน
- ต้องเปลี่ยนเกียร์เอง ถึงจะขับสนุกขึ้นหน่อย
- ช่วงล่างแข็งกว่าคู่แข่ง
อัตราสิ้นเปลืองประมาณกี่ กม./ลิตร?
จากการทดสอบจริง Suzuki Fronx มีอัตราสิ้นเปลืองในเมืองและนอกเมืองรวมกันเฉลี่ย 14.5 กม./ลิตร
ข้อมูลจาก Eco Sticker ระบุว่า รถรุ่นนี้ทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยที่ 19.2 กม./ลิตร (5.2 ลิตร/100 กม.)
โปรดทราบว่า ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ได้จากการทดสอบ เป็นเพียงค่าการใช้งานในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และจะแตกต่างไปตามรูปแบบการใช้งาน, น้ำหนักบรรทุก, พฤติกรรมการขับขี่ และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ
Suzuki Fronx ราคาเท่าไหร่?
คันทดสอบของเราคือเกรดสูงสุด Fronx GLX Plus มีราคาจำหน่ายในไทยที่ 799,000 บาท
นอกจากนี้ยังมีเกรดรองลงมาคือ Fronx GLX ราคา 749,000 บาท และเกรดเริ่มต้น GL เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ ไม่มีระบบ Mild Hybrid ราคา 689,000 บาท
โปรดทราบว่า ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง
มีรุ่นไหนใกล้เคียง / คู่แข่ง?
รถที่อยู่ในคลาสเดียวกับ Suzuki Fronx คือ รถ B-SUV ขนาดใกล้เคียงกันในช่วงราคาเดียวกัน มีคู่แข่งดังนี้
- Honda WR-V ราคาเริ่มต้น 799,000 บาท สำหรับเกรด SV และ 869,000 บาท ในเกรด RS
โปรดทราบว่า ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง
มีการรับประกันหรือไม่?
Suzuki Fronx รับประกันคุณภาพตัวรถ 3 ปี หรือ 100,000 กม. รับประกันแบตเตอรี่ระบบ Mild Hybrid 5 ปี
มีโปรแกรมบำรุงรักษาพิเศษ (ตามเงื่อนไขช่วงเวลา) ที่สามารถเลือกซื้อหรือรับฟรี เพื่อรับการคุ้มครองค่าแรงและค่าอะไหล่แท้ นานสูงสุด 7 ปี หรือ 140,000-150,000 กม.
โปรดทราบว่า เงื่อนไขการรับประกันอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง
ใช้งานในเมือง / นอกเมืองได้ไหม?
Suzuki Fronx เหมาะกับการใช้งานในเมืองมากกว่าออกต่างจังหวัด เพราะเครื่องยนต์และเกียร์ตอบสนองเน้นนุ่มนวลจึงไม่กระฉับกระเฉงที่ความเร็วสูง ตัวถังยาวเพียง 4 เมตร ช่วยให้ขับซอกแซกในเมืองและจอดได้สะดวกมากๆ
ข้อมูลการทดสอบ
ข้อมูลทั้งหมดมาจากการทดลองขับจริงโดยผู้ทดสอบของ Torque
- ผู้ทดสอบ: สุรเชษฐ์ เทียนทอง
- รูปแบบการทดสอบ: ทดลองขับจริง
- ระยะเวลารวม: 4 วัน
- ระยะทางที่ทดสอบรวม:7 กม.
- สถานที่: กรุงเทพฯ, นครนายก
TorqueThailand.com
















