Breaking News

รีวิว GWM Tank 300 Ultra 2WD 2025 แรงขึ้น ประหยัดขึ้น คุ้มไหมสำหรับสายเที่ยวไม่ลุยหนัก

GWM Tank 300 Ultra 2WD (2025) มุมหน้าตรงเต็มคัน รุ่นขับเคลื่อนสองล้อที่น้ำหนักเบากว่ารุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ 125 กก. ให้ความกระฉับกระเฉงและประหยัดน้ำมันมากขึ้นโดยยังคงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน

GMW TANK 300 ULTRA 2WD (2025) รีวิว: แรงกว่าและประหยัดยิ่งขึ้น เมื่อเทียบกับรุ่น 4WD ทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับสายเที่ยวไม่เน้นลุยหนัก

ความเห็นจาก Torque

Tank 300 รุ่นขับเคลื่อนสองล้อ กระฉับกระเฉงและกินน้ำมันน้อยกว่ารุ่นขับเคลื่อนสี่ล้ออย่างเห็นได้ชัด ด้วยน้ำหนักที่เบากว่าถึง 125 กก. นอกจากนั้น ยังโดดเด่นเรื่องความเงียบในห้องโดยสารและมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเหมือนกับเกรด Ultra 4WD ทุกประการ ยกเว้นฟังก์ชั่นที่เกี่ยวข้องกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ด้วยราคาไม่ถึง 1.2 ล้านบาท Tank 300 2WD เป็น SUV แบบ Body-on-Frame ที่คุ้มค่าทีเดียว

Torque’s Rating

หมวด

คะแนน

การบังคับควบคุม

6 / 10

พละกำลังและอัตราเร่งในการใช้งาน

6 / 10

ความอรรถประโยชน์

8 / 10

ความรู้สึกโดยรวมในการใช้งาน

7 / 10

ความคุ้มค่าเมื่อเทียบราคา

8 / 10

ควรซื้อถ้า…

คุณชอบ Tank 300 อยู่แล้ว แต่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ เพราะได้อุปกรณ์ไม่ต่างกัน ทั้งยังยังขับดีขึ้นและประหยัดน้ำมันกว่า เนื่องจากมีน้ำหนักเบากว่ารุ่น 4WD ถึง 125 กก. รวมถึงไม่ต้องมีค่าซ่อมบำรุงชุดขับเคลื่อน 4WD ที่คุณไม่ได้ใช้งาน นอกจากนั้นยังมีราคาที่ถูกกว่าถึง 1 แสนบาท

ไม่ควรซื้อถ้า…

คุณให้ความสำคัญกับเรื่องราคาขายต่อ มากกว่าจำนวนอุปกรณ์อำนวยความสะดวก รถแบรนด์ญี่ปุ่นจะตอบโจทย์ได้ดีกว่า นอกจากนั้น หากเน้น SUV แบบ Body-on-Frame ที่ประหยัดน้ำมันสุดๆ รถอย่าง Isuzu Mu-X เครื่องยนต์ 2.2 ลิตร เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า ในราคาใกล้เคียงกัน

เหมาะกับใคร?

  • คนที่ต้องการ SUV สำหรับใช้งานทั่วไป
  • คนที่ชอบดีไซน์แบบบึกบึนและเรโทร
  • คนที่ชอบรถมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบๆ

ไม่เหมาะกับใคร?

  • คนที่ให้ความสำคัญกับอัตราสิ้นเปลือง
  • คนที่เน้นลุยหนัก ชอบเที่ยวป่า
  • คนที่กังวลเรื่องราคาขายต่อ

สมรรถนะและการขับขี่

เมื่อเทียบกับรุ่น 4WD แล้ว รุ่น 2WD ตอบสนองกระฉับกระเฉงกว่า จุดเด่นด้านสมรรถนะคือชุดเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ ที่ช่วยให้อัตราเร่งดี และเสียงตลอดจนแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับ SUV ดีเซลในคลาสเดียวกัน

พละกำลัง: เร่งดีขึ้น เพราะเบากว่ารุ่น 4WD

GWM Tank 300 Ultra 2WD ใช้เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร เทอร์โบดีเซล 184 แรงม้า, 480 นิวตันเมตร และเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ เหมือนกับรุ่น 4WD แต่ให้ความกระฉับกระเฉงมากกว่าเนื่องจากเบากว่า 125 กก. ทำให้มีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักที่ 1 แรงม้า ต่อ 11.71 กก. (เทียบกับ 12.39 กก. ของรุ่น 4WD) หรือดีขึ้นราว 5.8% ทั้งยังไม่ต้องสูญเสียกำลังไปกับชุดเกียร์ทรานส์เฟอร์อีกด้วย รถจึงมีแรงม้าลงพื้นเต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่า

นอกจากนั้น รุ่น 2WD ยังได้เปรียบด้านอัตราสิ้นเปลือง จากการทดสอบของเรา กินน้ำมันเฉลี่ย 13.2 กม./ลิตร เทียบกับรุ่น 4WD ที่เราเคยทำสอบเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำได้ 10.4 กม./ลิตร

อีกจุดเด่นของขุมพลังนี้คือ เสียงการทำงานที่ค่อนข้างเบาเมื่อเทียบกับ SUV เครื่องยนต์ดีเซลในคลาสเดียวกัน ทั้งยังสั่นสะเทือนน้อยทั้งขณะจอดนิ่งหรือเร่งเครื่อง ใกล้เคียงกับเครื่องยนต์ 2.0 Bi-Turbo ของ Ford Everest และรถยุโรปเครื่องยนต์ดีเซลเลยทีเดียว

ห้องเครื่องยนต์ดีเซลรหัส GW4D24 พร้อมเทอร์โบแปรผัน ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร
เครื่องยนต์ดีเซลรหัส GW4D24 พร้อมเทอร์โบแปรผัน พัฒนาและผลิตขึ้นโดย GWM เอง ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า (ps) ที่ 3,600 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร ที่ 1,500-2,500 รอบ/นาที มีจุดเด่นด้านการเสียงการทำงานเบาและสั่นสะเทือนน้อย โดย GWM อ้างว่า เครื่องยนต์นี้มีความเงียบใกล้เคียงกับเครื่องยนต์เบนซินทีเดียว
ป้ายสัญลักษณ์ 2.4T บริเวณฝาท้าย บ่งบอกเครื่องยนต์ความจุ 2,370 ซีซี ที่มีจุดเด่นเรื่องเสียงการทำงานเบาและสั่นสะเทือนน้อย
เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ เป็นชุดเดียวที่ใช้กับรุ่น Tank 300 4WD พัฒนาโดย GWM เองเช่นกัน ใช้เกียร์ 1 อัตราทดจัด เพื่อเรียกแรงบิดมาใช้ได้มากตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ต่ำ และตั้งแต่เกียร์ 7-9 เป็น Overdrive สำหรับลดรอบเครื่องยนต์เพื่อประหยัดน้ำมัน การเปลี่ยนเกียร์ ขึ้น/ลง เองแบบ Manual ผ่านแป้นหลังพวงมาลัย นับว่าทำได้รวดเร็วกว่าเครื่องดีเซลแบรนด์ญี่ปุ่นมาก
คันเกียร์บนคอนโซลกลางของระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ ที่มีอัตราทดเกียร์ 1 สูงช่วยให้ออกตัวดี และมีอัตราทดเกียร์ 9 ต่ำเพื่อลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันขณะขับขี่ความเร็วคงที่
เนื่องจากเป็นรุ่นขับเคลื่อนสองล้อ ปุ่มหมุนซึ่งเคยใช้เพื่อเลือกระบบขับเคลื่อนจึงเปลี่ยนเป็นปุ่มเลือกโหมดการขับขี่แทน มีทั้งหมด 3 รูปแบบคือ Eco, Normal และที่ดีมากคือ Sport ซึ่งให้การตอบสนองคันเร่งดีขึ้นชัดเจน และระบบยังลดเกียร์ลงต่ำทันทีที่มีโอกาส ช่วยเพิ่มอรรถรสการขับขี่ได้อีกระดับ

การขับขี่เน้นสมรรถนะ: แฮนด์ลิงดี พวงมาลัยคมกว่าคู่แข่ง

Tank 300 2WD ให้สัมผัสการบังคับควบคุมที่ดีกว่ารุ่น 4WD อย่างน่าประหลาดใจ แน่นอนว่าคุณไม่สามารถคาดหวังประสิทธิภาพขณะเข้าโค้งกับรถ SUV ได้ โดยเฉพาะกับช่วงล่างที่เซ็ตมานุ่มตามสไตล์รถจีน แต่กับรุ่น 2WD นี้ ระบบบังคับเลี้ยวไฟฟ้าตอบสนองฉับไวและเป็นธรรมชาติกว่ารถในคลาสเดียวกัน (รวมถึงรถที่ Torque รักมากอย่าง Ford ด้วย!) จากการไม่มีชุดขับเคลื่อนล้อหน้า สื่อสารความเป็นไปของล้อหน้ามาสู่มือได้ชัดโดยเฉพาะเมื่อเลือกปรับพวงมาลัยเป็นโหมด Comfort อย่างไรก็ตาม ในโหมดนี้ยังให้น้ำหนักเบาไป แต่ถ้าจะให้หนักขึ้นในโหมด Sport ก็ต้องแลกมาด้วยความเป็นธรรมชาติที่ลดลง

อัตราเร่งออกตัวดีมาก ด้วยเกียร์ 1 อัตราทดสูงมากที่สุดในคลาสที่ 5.288:1 (สูงกว่าเกียร์ 10 จังหวะของ Ford ที่ 4.696:1, เกียร์ 8 จังหวะของ Mu-X 2.2 ที่ 4.717:1) ส่งให้ Tank 300 กระโจนออกไปได้รวดเร็ว และเร่งต่อจากเกียร์ 2-6 (Direct Drive) ราบรื่นนุ่มนวล นอกจากนั้น อีกจุดเด่นคือการเปลี่ยนเกียร์ ขึ้น-ลง แบบ Manual ด้วยการใช้ Paddle หลังพวงมาลัย ทำได้รวดเร็วกว่าทั้ง Isuzu และ Ford 

อย่างไรก็ตาม แม้อัตราทดเกียร์ 2-6 ใกล้กับ Mu-X ที่เครื่องยนต์เล็กกว่า (และพลังน้อยกว่า) แต่รอบเครื่องยนต์ของ Tank 300 ไต่ขึ้นช้ากว่า จึงไม่รู้สึกว่ามีพลังเหนือกว่า Isuzu นัก นอกจากนั้น ยังมีอาการเทอร์โบรอรอบในช่วงออกตัว ถ้าแก้ปัญหานี้ได้ จะช่วยเพิ่มประโยชน์ของเกียร์ 1 อัตราทดต่ำ ได้มากขึ้น (ออกตัวดีขึ้นอีกขั้น)

GWM Tank 300 Ultra 2WD ขณะขับขี่ด้วยความเร็ว แสดงความกระฉับกระเฉงจากการลดน้ำหนักส่วนเกิน 125 กก. ทำให้อัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักดีขึ้นกว่ารุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ

พวงมาลัยและระบบบังคับเลี้ยวไฟฟ้าที่ตอบสนองฉับไวและสื่อสารการทำงานจากล้อหน้าสู่ผู้ขับขี่ได้ชัดเจนโดยเฉพาะเมื่อเลือกใช้โหมด Comfort
ระบบบังคับเลี้ยวแบบไฟฟ้าของ Tank 300 เซอร์ไพร์สเราด้วยการตอบสนองที่ดีกว่าคู่แข่งทั้งหมดในคลาส ให้สัมผัสใกล้เคียงรถเก๋งมากกว่า SUV ส่งให้สามารถควบคุมทิศทางขณะเข้าโค้งได้แม่นยำและมั่นใจ เป็นธรรมชาติมากเมื่อตั้งค่าพวงมาลัยที่โหมด Comfort แต่ถ้าอยากให้ตึงมือขึ้นแนะนำให้ใช้โหมด Sport โดยยอมแลกกับสัมผัสที่หนืดขึ้นเล็กน้อย ส่วนการขับขี่ที่ความเร็วสูงไม่มีปัญหาในทางตรง แต่ตัวถังเอียงตัวมากขณะเข้าโค้งหรือเปลี่ยนเลนอย่างรวดเร็ว

การขับขี่นอกเมือง: เกียร์ 9 อัตราทดต่ำ ช่วยลดอัตราสิ้นเปลือง

เกียร์ที่ 9 มีอัตราทดต่ำเพียง 0.598:1 ซึ่งต่ำกว่าเกียร์ 10 ของ Ford (0.636:1) เสียอีก ที่ความเร็วราว 100-110 กม./ชม. จึงใช้รอบต่ำเพียง 1,600 รอบ/นาที เท่านั้น ทำให้ลดการกินน้ำมันลงได้เมื่อขับขี่ความเร็วคงที่ แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือการต้องคิกดาวน์ขณะเร่งแซง (ซึ่งบ่อยครั้งต้องลดจากเกียร์ 9 ลงมาถึงเกียร์ 5) เพื่อเรียกแรงบิดมาใช้

ช่วงล่างดูดซับแรงสั่นสะเทือนขณะวิ่งบนมอเตอร์เวย์, ตกหลุม, ขึ้นลงสะพาน หรือช่วงถนนที่มีการปะซ่อมได้ดี แต่ข้อเสียคือเมื่อวิ่งบนถนนขรุขระรถจะกระโดดกระเด้งมาก ซึ่งเราคาดว่าเป็นเพราะความหนืดของแดมเปอร์น้อยเกินไป จึงต้านแรงดีดของสปริงได้ไม่ดีพอในสถานการณ์แบบนี้

เสียงการทำงานเบาและแรงสั่นสะเทือนน้อยของเครื่องยนต์ มีส่วนอย่างมากในการช่วยให้ห้องโดยสารเงียบขณะขับที่ความเร็วเดินทาง แม้ช่วงเร่งเครื่องก็ตาม การลดเสียงรบกวนจากภายนอกก็ทำได้ดีเช่นกัน แต่มีเสียงลมดังมากที่ส่วนบน (หลังคา) เมื่อขับด้วยความเร็ว 100 กม./ชม. ขึ้นไป

มุมมองท้ายเฉียงเต็มคันขณะทดสอบการขับขี่ ซึ่งช่วงล่างสามารถดูดซับแรงสั่นสะเทือนบนทางเรียบได้ดี แต่จะมีอาการกระโดดเมื่อวิ่งบนถนนขรุขระจากค่าความหนืดของแดมเปอร์

ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ติดตั้งพร้อมยางขนาด 265/65 เป็นอุปกรณ์มาตรฐานทั้งสี่ล้อ
ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ ปีกนกคู่ ส่วนด้านหลังเป็นคานแข็งและคอยล์สปริง เซ็ตโทนนุ่มนวลตามสไตล์รถจีน โดยเฉพาะที่ด้านหลังซึ่งนิ่มกว่าอย่างรู้สึกได้ สามารถซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีบนมอเตอร์เวย์ แต่มีอาการ “เต้น” เมื่อวิ่งบนทางขรุขระหรือลูกรัง

การขับขี่ในเมือง: คล่องแคล่วพอตัว

เมื่อเลือกน้ำหนักระบบบังคับเลี้ยวเป็นเบาสุด Tank 300 สามารถลัดเลาะไปตามการจราจรได้คล่องแคล่ว นั่นรวมถึงการกลับรถและเข้าจอดที่ทำได้ด้วยการหมุนพวงมาลัยเพียงมือเดียว

แม้เกียร์ 1 มีอัตราทดสูงมาก แต่ก็ยังออกตัวได้นุ่มนวล การเปลี่ยนเกียร์ก็เรียบเนียนจนแทบไม่รู้สึกขณะเปลี่ยนจากเกียร์สู่เกียร์ และยังเร่งแซงทันใจที่ความเร็วต่ำอีกด้วย

ช่วงล่างให้ความนุ่มนวลได้ดีที่ความเร็วต่ำ และไม่กระโดดเหมือนตอนใช้ความเร็วสูงขณะขับบนผิวทางขรุขระต่อเนื่อง จึงให้ความสบายขณะเดินทางในเมืองได้ดี

ทัศนวิสัยรอบด้านดีมากจากการวางเบาะนั่งไว้สูงและแดชบอร์ดที่มีส่วนบนแบนราบเสมอส่วนล่างของกระจกหน้า กะระยะหน้ารถได้ง่ายด้วยฝากระโปรงที่ออกแบบให้ค่อนข้างตรงจึงเห็นส่วนปลายสุดได้ชัดเจน

ดีไซน์ภายนอก: เน้นกะทัดรัด คล่องตัว

ปฏิเสธไม่ได้ว่าดีไซน์ของ Tank 300 มีกลิ่นอายของ Jeep Wrangler ตลบอบอวน แต่ก็เป็นรูปทรงซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าช่วยให้สามารถขับขี่แบบออฟโรดได้ดี ด้วยกันชนที่เพรียวบางเพื่อการขึ้นลงทางชันได้มากขึ้น ร่วมด้วยโป่งล้อพลาสติกสังเคราะห์ที่สามารถเปลี่ยนได้ในราคาไม่แพง (เมื่อเทียบกับการซ่อมตัวถัง) เป็นต้น

ระยะห่างใต้ท้อง 224 มม. ใกล้เคียงกับ PPV ญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ขณะที่ความยาวฐานล้อ 2,750 มม. ถือว่าสั้นที่สุดในคลาสแต่พื้นที่ห้องโดยสารยังคงกว้างขวาง และยังได้เปรียบเรื่องความคล่องแคล่วในการขับขี่อีกด้วย

ดีไซน์ภายนอกมุมหน้าเฉียงของ GWM Tank 300 ที่เน้นรูปทรงเหลี่ยมซึ่งเอื้อต่อการใช้งานในรูปแบบออฟโรด

มุมมองท้ายตรงแสดงระยะห่างใต้ท้องรถ 224 มม. และความยาวฐานล้อ 2,750 มม. ที่ช่วยให้ตัวรถมีความคล่องแคล่วในการขับขี่แต่ยังคงพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง
Tank 300 มีความยาวฐานล้อสั้นที่สุดในคลาส แต่กลับมีความกว้างฐานล้อถึง 1,608 มม. ซึ่งกว้างกว่า PPV ทั้งหมด เป็นรองแค่ Ford Everest (ฐานล้อกว้างสุดในกลุ่ม) และยังมีความกว้างตัวถังมากกว่า Everest อยู่ 7 มม. ทำให้ Tank 300 เป็นรถที่ตัวถังกว้างสุดในคลาส!

ชุดไฟหน้าด้านซ้ายขณะเปิดใช้งานไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (DRL) ซึ่งทำหน้าที่เป็นไฟเลี้ยวในตัว

ชุดไฟหน้าแบบ LED ด้านซ้าย พร้อมระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ
ชุดไฟหน้า Full-LED ทรงกลม ตัดด้วย DRL คั่นกลางเพื่อแบ่งพื้นที่ไฟต่ำและสูง มาพร้อมระบบไฟสูงอัตโนมัติ พร้อมปุ่มปรับระดับความสูงในรถ

ชุดไฟท้ายแบบ Full-LED ดีไซน์ทรงแนวตั้งบริเวณด้านซ้ายของตัวรถ

ตำแหน่งติดตั้งยางอะไหล่บนฝาท้ายแบบเปิดสวิงข้าง พร้อมกล้องมองหลังที่ติดตั้งรวมกับฝาครอบล้ออะไหล่
ไฟท้ายรูปทรงเรียบง่าย เป็นแบบ Full-LED เช่นกัน ส่วนฝาท้ายเป็นแบบเปิดสวิงไปด้านข้าง สามารถเปิดปิดได้เบามือแม้ใช้เป็นที่ติดตั้งยางอะไหล่ด้วยก็ตาม

ดีไซน์ห้องโดยสาร: อุปกรณ์ครบครันเกินราคา

พื้นที่กว้างขวางสมน้ำสมเนื้อกับขนาดตัวถัง มี Legroom และ Headroom เหลือพอสำหรับคนตัวสูงๆ รองรับผู้ใหญ่ได้ 4-5 คนสบายๆ แต่ที่เก็บสัมภาระท้ายรถไม่มากนัก (400 ลิตร) และเบาะหลังที่แม้จะพับได้แต่ก็มีความเอียงมาก ทำให้มีข้อจำกัดในการวางสัมภาระบางประเภท

จุดเด่นของภายในคือการให้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกมามากมาย เมื่อเทียบกับราคาแล้วถือว่าคุ้มค่ามาก ที่สำคัญคืออุปกรณ์ทั้งหมดเหมือนกับรุ่น Ultra 4WD ยกเว้นฟังก์ชั่นเกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนเท่านั้น

ในส่วนของจอแสดงผลทั้งสองจอซึ่งติดตั้งไว้ในกรอบเดียวกัน มีขนาด 12.3 นิ้วเท่ากัน โดยจอของผู้ขับปรับการแสดงผลได้ 2 รูปแบบ คือ แผนที่และระบบตรวจจับรถแวดล้อม ในขณะที่ข้อมูลจำเป็นจัดวางไว้ที่ด้านข้าง (ซ้ายและขวา) ของจอ ทำให้เลือกแสดงได้เพียง 1 เซ็ตข้อมูลเท่านั้น… เป็นการออกแบบ UI สไตล์รถจีน ที่เน้นความหวือหวามากกว่าประโยชน์หรือความจำเป็นต่อการใช้งาน

จอแสดงผลส่วนกลางสำหรับ Infotainment มี UI ที่ Make sense กว่ามาก ใช้ไอคอนขนาดใหญ่กำลังดี จึงสามารถแสดงได้หลายเมนูและกดขณะขับขี่ได้ง่าย การตอบสนองรวดเร็วลื่นไหล ทั้งยังเชื่อมต่อแบบไร้สายได้เสถียรอีกด้วย ส่วนการควบุมระบบปรับอากาศมีปุ่มแบบกดเรียงรายไว้ใต้จอ ช่วยให้ใช้งานสะดวกมากขึ้น

แผงแดชบอร์ดภายในห้องโดยสารออกแบบให้ส่วนบนเรียบเพื่อทัศนวิสัยด้านหน้า พร้อมราวจับบริเวณเสา A เพื่อความสะดวกในการขึ้น-ลงรถ
แดชบอร์ดออกแบบให้ส่วนบนเรียบเสมอกับขอบกระจกด้านล่าง จึงไม่มีส่วนบดบังทัศนวิสัยด้านหน้า รารวจับขนาดใหญ่บนเสา A ช่วยให้ขึ้นรถได้สะดวกขึ้น ดีไซน์โดยรวมคล้ายกับ Mercedes G-Class มาก ยกเว้นพวงมาลัยสามก้านทรงหนาซึ่งมีขนาดกำลังดีสำหรับการขับออฟโรด และจับได้ถนัดมือมาก สามารถปรับได้ 4 ทิศทาง
เบาะนั่งคู่หน้าแบบปรับระดับด้วยไฟฟ้า โดยเบาะผู้ขับขี่ปรับได้ 8 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่ง 3 ตำแหน่ง
เบาะนั่งขนาดสมน้ำสมเนื้อกับพื้นที่ห้องโดยสาร เป็นแบบปรับด้วยไฟฟ้าทั้งคู่ โดยเบาะผู้ขับสามารถปรับได้ 8 ทิศทาง พร้อม Memory 3 ตำแหน่ง เบาะหลังสามารถปรับเอนพนักพิงได้ แต่พับไม่ราบ พื้นที่วางขาและเหนือศีรษะกว้างขวางรองรับคนตัวสูงๆ ได้สบาย แต่ที่เก็บของท้ายรถจุเพียง 400 ลิตร เท่านั้น
จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบ Full-digital ขนาด 12.3 นิ้ว บริเวณด้านหลังพวงมาลัย
จอสำหรับผู้ขับ ใช้พื้นที่ขนาดใหญ่กลางจอไปกับแผนที่หรือแสดงพาหนะแวดล้อม (ขึ้นอยู่กับรูปแบบที่เลือก) ทำให้เหลือเพียงพื้นที่เล็กๆ 2 ส่วน คือส่วนขอบจอฝั่งซ้าย แสดงความเร็ว (ไม่สามารถเปลี่ยนได้) และฝั่งขวาในการดูข้อมูลอื่นๆ ซึ่งแสดงได้เพียงครั้งละ 1 ข้อมูลเท่านั้น
จอแสดงผลส่วนกลางระบบสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมการออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้งาน (UI) ให้เข้าถึงหน้าหลักและแอปพลิเคชันได้ง่ายขณะขับขี่
จอแสดงผลส่วนกลางมีขนาด 12.3 นิ้ว เท่ากับจอของผู้ขับ ออกแบบ UI ให้ใช้งานง่ายขณะขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นหน้าหลักหรือหน้าแสดงแอปพลิเคชัน ทั้งยังลื่นไหลแบบสมาร์ตโฟนไม่ว่าจะปัดหรือกด รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายทั้ง Android Auto และ Apple CarPlay ที่สำคัญคือ ให้ลำโพงรอบคันถึง 9 ตัว (รวมซับวูเฟอร์) ให้สุ้มเสียงดีทีเดียว

แท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless Charger) และช่องเชื่อมต่อ USB บริเวณคอนโซลกลาง

หลังคาซันรูฟบริเวณเหนือที่นั่งตอนหน้าขณะเปิดใช้งาน

ปุ่มควบคุมระบบเบรกมือไฟฟ้าและระบบ Auto Hold บริเวณคอนโซลกลาง
Tank 300 Ultra 2WD ให้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาเต็มพิกัด อาทิ ระบบชาร์จไร้สาย, ช่อง USB สำหรับทุกที่นั่ง พร้อมช่องจ่ายไฟ 220V, ซันรูฟ, เบรกมือไฟฟ้า พร้อม Auto Hold เป็นต้น นับว่า “ให้เยอะ” สำหรับราคา 1.2 ล้านบาท

ระบบความปลอดภัย

เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยติดตั้งมาให้ครบครัน ระบบ ADAS มีจุดเด่นที่ไม่ดึงหรือขืนพวงมาลัยกลับทันทีที่รถเริ่มเบนออกจากกลางเลน ทำให้รู้สึกว่าผู้ขับยังควบคุมรถได้อย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อเทียบกับรถส่วนใหญ่ที่ผู้ขับแทบหักพวงมาลัยไม่ได้เลย ข้อเสียอยู่ที่ระบบ ACC ซึ่งต้องสั่งการจากก้านที่คอพวงมาลัย (ใต้ก้านระบบปัดน้ำฝน) ทำให้ใช้งานยาก ระบบเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าไกลมากแม้จะตั้งไว้ชิดสุดแล้วก็ตาม และ เพิ่ม/ลด ความเร็วได้ครั้งละ 5 กม./ชม. เท่านั้น ขณะที่รถส่วนใหญ่สามารถลดครั้งละ 1 กม./ชม. ได้ด้วย

ชุดกล้องสำหรับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ (ADAS) รองรับการทำงานของระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC) และระบบช่วยเปลี่ยนเลน

จอแสดงผลส่วนกลางแสดงกราฟิกการทำงานของระบบความปลอดภัยและการควบคุมไดนามิกส์ของตัวรถ

ปุ่มสำหรับเปิด-ปิดการทำงานของระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง ซึ่งทำงานร่วมกับเซนเซอร์กะระยะ 8 จุดรอบตัวรถ
ระบบความปลอดภัยก็จัดเต็มเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ADAS พร้อมระบบช่วยเบี่ยงหลบ และช่วยเปลี่ยนเลน, กล้องรอบทิศทาง และอื่นๆ อีกยาวเป็นหางว่าว

สรุป – GWM TANK 300 ULTRA 2WD ควรอยู่ในลิสต์ของคุณหรือไม่?

ถ้าต้องการ SUV สำหรับขับใช้งานทั่วไป หรือไม่ลุยหนัก และเน้นที่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกจัดเต็ม Tank 300 Ultra 2WD เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ามาก ด้วยราคา 1.19 ล้านบาท เทียบกับรถในคลาสที่มีราคาใกล้เคียง ซึ่งมักเป็นรุ่นเริ่มต้น มีอุปกรณ์มาให้เพียงเล็กน้อย  

Tank 300 Ultra 2WD คุ้มค่าในแง่ของราคาเทียบกับรายการอุปกรณ์มาตรฐานมากมาย ร่วมด้วยจุดเด่นที่เครื่องยนต์ทำงานเงียบและสั่นสะเทือนน้อย และน้ำหนักที่เบากว่ารุ่น 4WD ถึง 125 กก. ทั้งยังไม่ต้องสูญเสียกำลังไปกับเกียร์ฝาก ทำให้รถกระฉับกระเฉงขึ้น และไม่ต้องเสียเงินไปกับค่าซ่อมบำรุงชุด 4WD ไป ที่คุณไม่จำเป็นต้องใช้

จุดด้อยคืออัตราสิ้นเปลือง แม้จะกินน้ำมันน้อยกว่ารุ่น 4WD แต่ก็ยังมีตัวเลือกอย่าง Isuzu Mu-X เครื่องยนต์ใหม่ 2.2 ลิตร เทอร์โบ ที่ประหยัดกว่า หรือถ้าคุณเน้นห้องโดยสารกว้างๆ รถ PPV แบรนด์ญี่ปุ่น ตอบโจทย์กว่า แต่ทั้งสองกรณีต้องแลกมาด้วยการไม่มีอุปกรณ์มาตรฐานติดตั้งมาให้สักเท่าไหร่ เพราะในราคาใกล้เคียงกัน คุณจะได้แค่เกรดเริ่มต้นเท่านั้น

SPECIFICATIONS: GWM TANK 300 ULTRA 4WD (2025)

https://www.gwm.co.th/en/models/tank-300-diesel

Price

  • 1,199,000 Baht

Powertrain

  • 2370cc turbodiesel 4-cyl
  • 184hp @ 3600rpm
  • 480Nm @ 1500-2500rpm

Transmission

  • 6-speed automatic
  • Rear-wheel drive

Performance

  • n/a 0-100km/h
  • n/a top speed
  • 0km/l (Claimed, Eco Sticker), 13.2km/l at tested, 184g/km CO2

Weight

  • 2155kg

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ GWM Tank 300 Ultra 2WD

ข้อดี ข้อเสีย ของ GWM Tank 300 Ultra 2WD มีอะไรบ้าง?

ข้อดีคือ กระฉับกระเฉงและกินน้ำมันน้อยกว่ารุ่นขับเคลื่อนสี่ล้ออย่างเห็นได้ชัด เครื่องยนต์เงียบ และมีอุปกรณ์มาตรฐานจัดเต็ม ข้อเสียคือ เครื่องยนต์ตอบสนองช้า และช่วงล่างกระโดดเมื่อวิ่งบนถนนขรุขระยาวๆ

สรุปจุดเด่น

  • กระฉับกระเฉงกว่ารุ่น 4WD
  • เครื่องยนต์เงียบและสั่นสะเทือนน้อย
  • อุปกรณ์อำนวยความสะดวกจัดเต็ม

สรุปจุดด้อย

  • ยังไม่ประหยัดสุด เมื่อเทียบกับ Mu-X เครื่อง 2
  • ช่วงล่างกระโดดเมื่อขับขี่ทางขรุขระ
  • มีอาการเทอร์โบแล็กขณะออกตัว

อัตราสิ้นเปลืองประมาณกี่ กม./ลิตร?

จากการทดสอบจริง GWM Tank 300 Ultra 2WD มีอัตราสิ้นเปลืองในเมืองและนอกเมืองรวมกันเฉลี่ย 13.2 กม./ลิตร ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยที่ระบุในเวบไซต์ ECO Sticker อยู่ที่ 14.0 กม./ลิตร

โปรดทราบว่า ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ได้จากการทดสอบ เป็นเพียงค่าการใช้งานในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และจะแตกต่างไปตามรูปแบบการใช้งาน, น้ำหนักบรรทุก, พฤติกรรมการขับขี่ และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ 

GWM Tank 300 Ultra 2WD ราคาเท่าไหร่?

รุ่น 2WD เกรด Ultra ราคามาตรฐาน 1,199,000 บาท และ 2WD เกรด Pro ราคามาตรฐาน 1,049,000 บาท

โปรดทราบว่า ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง

มีรุ่นไหนใกล้เคียง / คู่แข่ง?

SUV ประเภท Body-on-frame ขับเคลื่อนสองล้อ ที่อยู่ในช่วงราคาเดียวกันกับ Tank 300 Ultra 2WD คือ

  • Mitsubishi Pajero Sport GT ราคา 1,139,000 บาท เครื่องยนต์ 4 สูบ 2.5 ลิตร เทอร์โบดีเซล, 184 แรงม้า, 430 นิวตันเมตร
  • Isuzu Mu-X Active 2.2 8AT 4×2 ราคา 1,194,000 บาท เครื่องยนต์ 4 สูบ 2.2 ลิตร เทอร์โบดีเซล, 163 แรงม้า, 400 นิวตันเมตร
  • Toyota Fortuner 2.4 Leader S ราคา 1,239,000 บาท เครื่องยนต์ 4 สูบ 2.4 ลิตร เทอร์โบดีเซล, 160 แรงม้า, 400 นิวตันเมตร
  • Nissan Terra 2.3 Twin-turbo E AT ราคา 1,199,000 บาท เครื่องยนต์ 4 สูบ 2.3 ลิตร เทอร์โบดีเซล, 190 แรงม้า, 450 นิวตันเมตร
  • Ford Everest Active 2.0L Turbo 4×2 10AT ราคา 1,379,000 บาท เครื่องยนต์ 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบดีเซล, 170 แรงม้า, 405 นิวตันเมตร

รถในคลาสเดียวกันดังกล่าว เหนือกว่า Tank 300 Ultra 2WD ในด้านมิติรถ และพละกำลัง (ในบางรุ่น) แต่ด้อยกว่าด้านจำนวนอุปกรณ์มาตรฐาน เนื่องจากในราคาใกล้เคียงกัน รถเหล่านี้เป็นเกรดเริ่มต้นทั้งสิ้น

มีการรับประกันหรือไม่?

มีการรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และรับประกันเครื่องยนต์ดีเซล 1,000,000 กม. หรือ 8 ปี (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

โปรดทราบว่า เงื่อนไขการรับประกันอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อทราบข้อมูลอัพเดทล่าสุดอีกครั้ง

ใช้งานในเมือง / นอกเมืองได้ไหม?

เหมาะมากสำหรับขับทางไกลเนื่องจากเกียร์ 9 มีอัตราทดต่ำมาก ทำให้การขับที่ 100 กม./ชม. ใช้รอบเครื่องเพียง 1,600 รอบ/นาที จึงประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น สามารถใช้งานในเมืองได้ดี ออกตัวดีเพราะเกียร์ 1 มีอัตราทดสูง เสียงเครื่องยนต์เบา

ขับออฟโรดดีมั้ย?

เนื่องจากเป็นรุ่น 2WD (ขับเคลื่อนสองล้อหลัง) จึงไม่สามารถบุกตะลุยเส้นทางออฟโรดได้ แต่ยังสามารถขับขี่บนถนนลูกรังหรือเส้นทางออฟโรดที่ไม่ชัน, เส้นทางที่ไม่มีหลุมบ่อลึก หรือไม่มีโคลนลึก ได้ เพราะรถมีความสูงใต้ท้องเท่ากับรุ่น 4WD

ข้อมูลการทดสอบ

ข้อมูลทั้งหมดมาจากการทดลองขับจริงโดยผู้ทดสอบของ Torque

  • ผู้ทดสอบ: สุรเชษฐ์ เทียนทอง
  • รูปแบบการทดสอบ: ทดลองขับจริง
  • ระยะเวลารวม: 3 วัน
  • ระยะทางที่ทดสอบรวม: 416 กม.
  • สถานที่: กรุงเทพฯ, นครนายก

Check Also

ด้านหน้ารถมุมเฉียงของ Mercedes-AMG CLE 53 ที่มีขนาดความกว้างของโป่งล้อเพิ่มขึ้นจากรุ่นมาตรฐานเพื่อรองรับหน้ายางที่กว้างขึ้นทั้งสี่ล้อ

Mercedes-AMG CLE 53 4Matic+ Coupe (2025) Review: ถ้าอยากได้รถสำหรับ Track Day นี่คือรถที่คุณต้องตกหลุมรัก

ผู้เขียน: สุรเชษฐ์ เทียนทอง Torque’s Rating หมวด คะแนน การบังคับควบคุม 9 / 10 พละกำลังและอัตราเร่งในการใช้งาน 9 / 10 …